รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Under the Skin (2013) สวย สูบ มนุษย์

13932699_1296980696999395_340963711849271673_n

สำหรับผมหนังเรื่องนี้โอเคในแง่ที่ว่ามีภาพสวยงามครับ สวยจริงๆ สวยในหลายลีลา ไม่ว่าจะภาพสวยแบบธรรมชาติ ได้เห็นโลกในมุมที่ดูเย็น ยิ่ง สงบ ไม่ว่าจะในเมืองหรือตามท้องถนนในที่ห่างไกล, ป่าเขาลำเนาไพร ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีฉากสวยแบบประดิษฐ์ สวยแบบอาร์ทๆ ในฉากที่เอเลี่ยนสาว (Scarlett Johansson) ค่อยๆ สูบกลืนมนุษย์เพศชาย ซึ่งหนังนำเสนอแบบ Surreal ผสม Fantasy แล้วผลที่ได้ก็ดูสวยไปอีกแบบครับ

เรื่องราวจริงๆ ไม่มีอะไรมาก หนังโฟกัสไปที่เอเลี่ยนสาวที่สวมร่างเป็นมนุษย์ แล้วก็กลืนกินมนุษย์เป็นอาหาร แต่หนังไม่ได้เสนอในเชิงสยองขวัญแบบ Species ครับ มันไม่ได้สยองแหวะอะไร

หนังเน้นไปที่อารมณ์ของเอเลี่ยนที่พอคลุกคลีกับโลกมากๆ เข้า เธอก็มีคำถามเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ คุณค่าของชีวิต ความหมายของการดำรงอยู่ และความลึกลับของการดับสูญ

ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม ก็ตอบแบบไม่ยากเลยครับว่ามันไม่ใช่หนังสนุก ไม่ใช่หนังที่มีอารมณ์หวือหวาตื่นเต้น แต่การเดินเรื่องไม่งงนะครับ จริงๆ คือมันเดินแบบ 1 2 3 4 5 แบบธรรมดานั่นแหละ เพียงแต่มันเป็น 1 2 3 4 5 ที่เรียบง่าย นิ่งๆ ช้าๆ

ถ้าให้เปรียบอารมณ์ก็เหมือนตอนดู 2001: A Space Odyssey หรือแสงศตวรรษน่ะครับ นิ่งๆ ช้าๆ เนิ่บๆ แช่กล้องบ้าง มุมกล้องกว้างๆ เวิ้งว้างบ้าง ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่หนังที่เหมาะสำหรับทุกคนครับ โดยเฉพาะคอหนังที่สนุกกับความหวือหวา และส่ายหน้าให้กับความเนิ่บ

คือผมเชื่อว่าต้องมีคนที่ดูแล้วรู้สึกเสียเวลา รู้สึกว่าหนังมันไร้แก่นสาร ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะหนังมันนิ่งจริงๆ จนอาจทำให้เราไม่รู้สึกอยากติดตามต่อ เหมือนกำลังกินน้ำเปล่า แล้วไม่ใช่น้ำเปล่าธรรมดา ยังเป็นน้ำเปล่าที่มีความหนืดช้าผสมอยู่ด้วย

แต่เอาเข้าจริงแล้วน้ำเปล่าที่ไม่มีรสชาติ ก็ไม่ได้ไร้คุณค่า มันขึ้นกับว่าเราเล็งเห็นคุณค่าในน้ำเปล่านั้นเจอไหม ถ้าพิจารณาดีๆ เราก็อาจเจอสารดีๆ ที่ผสมอยู่ในนั้นก็ได้

Under the Skin อาจไม่ได้ให้คำตอบต่อคำถามเรื่องความหมายของชีวิต แต่ดูแล้วก็ทำให้ผมคิด (หนังสื่อไหมไม่รู้ แต่ผมคิด) ว่าชีวิตเป็นสิ่งซับซ้อน แต่ท่ามกลางความซับซ้อน มันก็มีแพทเทิร์นง่ายๆ ที่เราทำกันอยู่เสมอ

เราตื่น เรากิน เรานอน เราสืบพันธุ์ เราปฏิบัติภารกิจอะไรสักอย่าง เอาเข้าจริงสิ่งที่เราทำมีหัวข้อใหญ่ๆ ไม่กี่เรื่อง แต่ตัวเนื้อเรื่องมันจะต่างไปแล้วแต่สภาพสังคมหรือสภาพแวดล้อมของคนเหล่านั้น

สิ่งมีชีวิตอะไรก็ตามที่มาอยู่บนโลกก็คงทำเหมือนๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ต่างดาว และเอาเข้าจริงสรรพสัตว์ก็ทำแบบนั้นเหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่การกระทำจะซับซ้อนมากหรือน้อยลงไป แล้วแต่ธรรมชาติของสัตว์นั้นๆ

บางครั้งเราก็พยายามค้นหาความหมายของชีวิต จากวิถีที่เราปฏิบัติกันอยู่ทุกวัน ซึ่งมันอาจมีความหมายลึกซึ้งอยู่ในนั้น หรือมันอาจไม่มีอะไรเลย นอกจากสาระสำคัญคือการดำรงชีวิตและเอาตัวรอดให้นานที่สุด

มนุษย์มีความคิด เรามักมองว่าการมีความคิดคือวิวัฒนาการขั้นสูงที่ทำให้เราเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าวิถีแห่งธรรมชาติมันไม่เคยตายตัวครับ เราไม่รู้หรอกว่าจริงๆ ธรรมชาติรังสรรค์ความคิดขึ้นในตัวมนุษย์ทำไม

“ความคิด” อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ธรรมชาติลองสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เรามีเพื่อให้เรามีชีวิตและเอาตัวรอดได้ดีขึ้น แต่มันไม่มีอะไรการันตีว่าการมีความคิดจะเป็นสิ่งที่ทำให้โลกวิวัตน์เสมอไป… จริงครับที่การคิดในเชิงสร้างสรรค์ ในเชิงพิทักษ์ ปกป้อง บูรณะเป็นสิ่งที่ช่วยให้โลกดีขึ้นได้ แต่ระยะหลังผมก็เริ่มคิดว่าสภาพแวดล้อมของโลกมันเอื้อให้คนเรามีความคิดในเชิงสร้างสรรค์หรือเปล่า

ธรรมชาติการเอาตัวรอดของคนเรา คงมีผลต่อรูปแบบและระบบการคิดของคนไม่มากก็น้อย… เรามีพื้นที่ในชีวิตให้กับ “ความคิดสร้างสรรค์” สักเท่าไร ในเมื่อชีวิตส่วนใหญ่เราต้องพยายามเอาตัวรอดให้พ้นไปได้ในแต่ละวัน… มันคงไม่แปลกหากความคิดของคนเราทุกวันนี้จะเป็นไปในทางที่ช่วยให้ตัวเองรอด มากกว่าช่วยให้ทั้งโลกรอด

ถึงจุดหนึ่งเราทุกคนคงต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยน ที่เหลือก็คือมันจะเป็นจุดเปลี่ยนแบบไหน และจะมาถึงเมื่อไร ในรูปแบบใด เท่านั้นเอง

มันอาจไม่เกี่ยวอะไรกับหนังครับ… แต่เกี่ยวกับชีวิต ^_^

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements