Action

Time Rush (2016) ฉะ นาทีระห่ำ

18664413_1644574332240028_5831323637638996281_n

มีหนังเมืองนอกที่มาถ่ายทำในประเทศไทยเยอะเหมือนกันนะครับ ปีนี้ที่ได้ดูก็หลายเรื่องอยู่ คิดในแง่หนึ่งก็น่าดีใจในแง่เศรษฐกิจกับรายได้ที่ไหลเข้าประเทศ แต่ถ้าพูดถึงตัวหนังแล้ว ก็คงต้องว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่งน่ะนะครับ ^_^

เรื่องนี้มาแนวแอ็กชันผสมไซไฟหน่อยๆ ครับ พล็อตเรื่องสไตล์วนลูป ตัวเอกต้องมาอยู่ในเหตุการณ์เดิมๆ ซ้ำๆ (นึกถึง Edge of Tomorrow แล้วใช่ไหมครับ) แล้วก็แน่นอนว่าตัวเอกของเราต้องตื่นมาแบบงงๆ ว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

ตัวเอกมีนามว่าอเล็กซ์ (Dean Alexandrou) เขาต้องเจอกับเหตุการณ์วนลูปซ้ำๆ และเจอคนกลุ่มหนึ่งตามล่าประหนึ่งว่าหมายจะเอาชีวิตเขาให้ได้ เขาเลยต้องหนีไปพร้อมกับหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงตกอยู่ในสภาพนี้

ขอบอกแบบไม่อ้อมค้อมเลยครับว่าเหตุผลที่ผมดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะอยากเห็นฉากบู๊แล้วก็ฉากสตันท์น่ะครับ คือรู้มาเลาๆ ว่ามันจะมีฉากสตันท์ มีปากัวร์ ก็เลยเอามาดูกะเสพฉษกพวกนี้ล้วนๆ ไม่ได้คาดหวังเรื่องพล็อตอะไรเลย

มาว่ากันถึงพล็อตก่อน ซึ่งมันก็เป็นไปตามคาดครับ คือมันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจขนาดนั้น จริงๆ ถ้าให้มาจาระไนพล็อตแล้ว มันก็แบบเดียวกับ Edge of Tomorrow หรือ Source Code นั่นแหละครับ เพียงแต่สเกลมันต่างกันเยอะ

และที่ต่างกันอีกอย่างคือการเล่าเรื่องครับ มันเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ได้ชวนให้ติดตามสักเท่าไร อันนี้ผมว่าเป็นจุดต่างที่สำคัญมากเหมือนกันนะ เพราะหนังหลายเรื่องมาแนวเดียวกัน มีพล็อตคล้ายกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงได้ต่างกัน

อย่างเรื่องนี้มันคือการวนลูป การที่ตัวละครต้องหนีซ้ำๆ ในเหตุการณ์เดิมๆ พร้อมสืบว่าตัวเองกำลังเจอกับอะไร ซึ่งพล็อตแบบนี้หนังวนลูปดีๆ เขาก็ทำให้ออกมาดูสนุกได้ครับ ในขณะที่เรื่องนี้การเล่ามันไปเรื่อยๆ การเชื่อมเหตุการณ์ก็ไม่ได้ชวนให้อยากร่วมหาคำตอบไปกับตัวเอกแต่อย่างใด

ยิ่งดูหนังไปมากๆ ก็ตระหนักเลยครับว่าเทคนิคการเล่าเรื่องมีความสำคัญไม่น้อยต่อหนังสักเรื่อง เพราะหนังบางเรื่องพล็อตไม่มีอะไรเลย แต่ดันดูสนุก ก็เพราะการเล่าเรื่องมันดึงดูดให้เราติดตาม แต่ในขณะที่บางเรื่อง (อย่างเรื่องนี้) พล็อตมันไซไฟมาแต่ไกล ซ้ำยังมีแอ็กชันอีก มันน่าจะน่าสนใจ แต่พอการเล่าเรื่องไม่เจ๋ง สรรพสิ่งในเรื่องก็ดูจะธรรมดาไปเลย

บางครั้งทุนสร้างก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่างเหมือนกันครับ เหมือนองค์บากภาค 1 ทุนสร้างประมาณ 40 ล้าน แต่ก็ยังออกมาน่าจดจำกว่าภาคต่อที่ทุนสร้างนับร้อยล้าน โดยส่วนตัวผมมองว่าการเล่าเรื่องนี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่จะพลิกหนังธรรมดาให้มีความน่าสนใจขึ้นมาได้ และหากพูดถึงการเล่าเรื่องแล้ว เรื่องนี้ยังไม่โอเคเท่าไรครับ

แต่กระนั้นก็อย่างที่บอกไปแต่ต้น ผมดูด้วยเจตนาเสพสตันท์กับฉากแอ็กชันเป็นหลัก ซึ่งหากว่ากันถึงจุดนี้แล้วผมก็รู้สึกโอเคนะ มีการโชว์บู๊โชว์สตันท์เป็นระยะ แน่นอนว่ามันอาจไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็ถือว่าโชว์แอ็กชันได้มืออาชีพ น่าพอใจในระดับหนึ่ง

บางทีก็ดูทีมแสดงและสตันท์โดดข้ามตึก ออกหมัดซัดมวย เสี่ยงเจ็บตัว ฯลฯ ก็รู้สึกได้ถึงความทุ่มเทเหมือนกันครับ ดังนั้นแม้ตัวหนังจะไม่ได้เจ๋งอะไรมาก แต่ผมก็อยากจะพูดถึงฉากบู๊ที่พวกเขาเล่นครับ เพราะถือว่าทำออกมาได้โอเค อันที่จริงบางซีนผมว่าดีเลยแหละ แต่การจับภาพหรือมุมกล้องมันไม่เสริมเท่าไร

ถ้าให้พูดตรงๆ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ผลงานที่ต้องดูครับ ยกเว้นใครชอบหนังแอ็กชันเกรดบี หรือดูหนังเกรดนี้ได้แบบไม่รู้สึกหงุดหงิดตะขัดตะขวงใจ ก็สามารถลองลิ้มได้ครับ คิดในแง่หนึ่งก็เหมือนให้กำลังใจทีมงานน่ะน่ะ แต่หากอยากดูหนังบู๊มันส์ๆ ก็ไปขุดเอาหนังบู๊เก่าๆ มาดูดีกว่าครับ ^_^

ดาวเดียวครับ

Star11

(4/10)

 

Advertisements