รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

One Night (2016) 1 คืน

22528179_1798679353496191_2444294960668262368_n

เป็นหนังที่ผมเล็งจะดูตั้งแต่เห็นโปสเตอร์และรู้แนวหนังแล้วล่ะครับ ชื่อก็บอกแล้วว่าหนังจะเล่าถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนหนึ่งของชายหญิง 2 คู่ ซึ่งแนวแบบนี้ก็ทำให้นึกถึงหนังตระกูล Before ทั้งหลายขึ้นมาเลยครับ (Before Sunsire ไตรภาค กับ Before We Go)

ต้องบอกก่อนครับว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้มากทีเดียว (และอยากให้ทุกท่านลองหาโอกาสชมกัน – เรื่องนี้ Recommended ครับ) แม้มันจะไม่ได้สุดยอดเต็มที่ และอาจจะไม่ได้โดนใจทุกคนแบบเต็มร้อย แต่สำหรับผมมันเข้าทางจริงๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะว่า มีบางช่วงในชีวิตที่ผมคิดอยากเขียนบทหนังบ้าง และหนึ่งในบทที่ว่าก็มีพล็อตสไตล์เดียวกันหนังเรื่องนี้เลย (ต้องบอกว่าสไตล์เดียวกันอย่างแรงครับ แต่เดี๋ยวเราจะว่ากันอีกทีในโซนสปอยล์ ^_^ ใช่ครับ หนังเรื่องนี้มีอะไรให้สปอยล์ด้วย มันมี Twist ครับ 555)

ในหนังจะมีตัวเอก 2 คู่ครับ คู่แรกคืออลิซาเบธ (Anna Camp) และ ดรูว์ (Justin Chatwin) คู่นี้เป็นผู้ใหญ่ที่ดูจะผ่านร้อนผ่านหนาวมา (ทั้งเรื่องความรักและเรื่องชีวิต) มากพอสมควร และการนัดเจอกันหนนี้ก็เหมือนจะเพื่อปรับความเข้าใจกัน

ส่วนอีกคู่คือ บี (Isabelle Fuhrman) และแอนดี้ (Kyle Allen) วัยรุ่นหนุ่มสาวที่ต้องเจอกับเรื่องเซ็งๆ ในงานพรอม พวกเขาก็เลยจับมือพากันมาใช้เวลาร่วมกันเพียงสองคน และนั่นก็ทำให้พวกเขาเริ่มเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน เริ่มมองเห็นความน่ารักของกันและกัน

หนังยาวเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกับอีก 15 นาทีครับ นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังดูลงตัว เพราะถ้ายาวกว่านี้ก็อาจจะมีช่วงให้น่าเบื่อ แต่นี่เพราะหนังไม่ตั้งใจจะยาว แล้วก็มุ่งเล่าเนื้อเรื่องหลักๆ แบบเน้นๆ มันเลยทำให้หนังดูเพลินกำลังดี มีปมให้เราอยากติดตามแบบพอเหมาะ

ผมดีใจนะที่หนังไม่พยายามลากยาว ไม่งั้นก็อาจเกิดอารมณ์อืดได้เหมือนกันครับ ซึ่งหนังหลายเรื่องก็เสียกระบวนไปเพราะคนทำพยายามทำให้มันยาวๆ หาเรื่องมาใส่เยอะๆ แต่บางครั้งเรื่องพวกนั้นมันไม่จำเป็นต้องใส่ลงมาก็ได้ กลายเป็นว่าทำแบบกระชับได้ใจความจะช่วยให้หนังกลมกล่อมได้มากกว่า

ผมชอบหนังตั้งแต่ตอนต้นๆ เลยครับ มันจะประมาณว่า 2 คู่ตัวเอกมาอยู่ในโรงแรมเดียวกัน แล้วก็จะมีโมเมนต์ประมาณว่าแอนดี้ ซึ่งเป็นหนุ่มที่หงอหน่อยๆ กำลังทำตัวไม่ถูกตอนอยู่งานพรอม แล้วดรูว์ก็เห็นเข้า เลยเดินไปบอกให้แอนดี้ไม่ต้องคิดมาก ถ้าอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องกลัว บางเรื่องมันก็มีโอกาสแค่หนเดียว อย่ามัวแต่คิดหรือกลัวจนพลาดมันไป

คืออารมณ์มันเหมือนดรูว์เคยผ่านอะไรพวกนี้มาก่อนน่ะครับ เขาผ่านมาหมดแล้วล่ะ เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดังนั้นเวลาเห็นแอนดี้ก็เหมือนเห็นตัวเองในวันเก่าๆ ก็เลยพยายามช่วย พยายามบอกว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ซึ่งผมชอบโมเมนต์ทำนองนี้น่ะครับ มันดูอบอุ่นและมีความหมาย

มันคือ “ช่องชิดระหว่างวัย” น่ะครับ 555 เขาชอบใช้คำว่าช่องว่างระหว่างวัยกัน แต่ผมมองว่าเรื่องแบบนี้มันก่อให้เกิดช่องชิดระหว่างวัยได้นะ แค่ผู้ใหญ่มองเด็กอย่างที่เด็กเป็น นึกถึงสมัยที่เราเคยผ่านเรื่องแบบนี้มา แล้วเราก็แนะนำเด็กหรือวัยรุ่นอย่างจริงจัง ผมว่ามันน่ารักดี

หนังเลยจับใจผมได้ตั้งแต่แรกน่ะครับ ฉากแบบนี้ผมชอบ มันโดนใจ ได้เห็นดรูว์แนะนำแอนดี้ ได้เห็นอลิซาเบธแนะนำบี มันคือฉากง่ายๆ ที่ได้อารมณ์พิเศษกำลังดีน่ะครับ

ไม่รู้ใครเป็นไหม แต่เวลาผมได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ผมจะรู้สึกขอบคุณพวกเขา และจะชอบโมเมนต์นั้นมากๆ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับเราเลย แต่เขาอยากแนะนำเราด้วยความจริงใจและห่วงใย เพราะจริงๆ เขาจะไม่ยุ่งกับเราเลยก็ได้ครับ แต่การที่เขาเห็นและสนใจเรา พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรา มันคือเขาสละเวลาในชีวิตเขามาสู่ชีวิตเรา มันคือการให้อย่างหนึ่งนะ (บางทีญาติทางสายเลือดยังไม่ทำเลยครับ)

แล้วหนังก็เดินเรื่องไปเรื่อยๆ สลับกันเล่าเรื่องของแต่ละคู่ ซึ่งก็น่ารักดีครับ คู่หนึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านเรื่องชอกช้ำมาและพยายามจะประสานรอยร้าว มันก็จะอารมณ์หนึ่ง ส่วนอีกคู่ก็เหมือนดอกรักเริ่มผลิบาน ผมเชื่อว่าคนอายุประมาณผมน่าจะดูเรื่องนี้แล้วโดนนะ (อายุ 30 อัพเนี่ยครับ 5555) เพราะเราจะผ่านเรื่องตอนวัยรุ่นมาแล้ว และเราก็จะมีประสบการณ์เรื่องความรัก-ทะเลาะ-อกเดาะ-ร้องไห้ การดูหนังเรื่องนี้มันเลยทำให้เราได้ระทึกถึงอดีตและปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน

บอกได้เลยว่านักแสดงในเรื่องเล่นดีทุกคนครับ Chatwin ดูเวิร์กกับบทแบบนี้ (บางโมเมนต์ผมนึกถึง Ryan Gosling ขึ้นมาเลย) ส่วน Camp ก็แสดงอารมณ์ได้เก่งครับ ใครประทับใจเธอตอนเล่น Pitch Perfect ก็น่าจะชอบเธอในบทนี้ไม่น้อย เธอถนัดนักล่ะครับสำหรับบทสาวที่ดูแกร่งภายนอก แต่อ่อนภายใน

Allen ก็เล่นได้ดีมากครับ นี่ก็อีกราย ระหว่างดูทำให้ผมนึกถึง Heath Ledger สมัยหนุ่มๆ ขึ้นมาเลย (นึกถึง 10 Things I Hate About You ครับ) ถ้าเขาเลือกบทดีๆ ก็น่าจะมีอนาคตอีกไกล ซึ่งนอกจากเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้เขาก็มีผลงานซีรี่ส์เรื่อง The Path อยู่ครับ

และที่ลืมไม่ได้สำหรับหลายๆ คนคือ Fuhrman ครับ เรื่องนี้เธอฉายเสน่ห์มากๆ คือเธออาจไม่ใช่คนสวยตามนิยามความสวยแบบฮอลลีวู้ดนะ แต่ผมว่าเธอมีเสน่ห์และดูน่ารัก แม้บทที่เธอเล่นส่วนใหญ่จะออกแนวน่ากลัว อย่าง Orphan, The Hunger Games หรือ Cell แต่กับเรื่องนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงน่ารักๆ (กึ่งห้าว) คนหนึ่งได้อย่างน่าปรบมือครับ

ดังนั้นบอกเลยว่าใครที่ชอบเธอ และแอบบ่นว่าหนังเรื่องอื่นๆ เธอไม่ค่อยได้ฉายแสง ผมก็ขอแนะนำหนังเรื่องนี้เลยครับ เธอได้ฉายแสงเปล่งประกายเยอะมาก ผมชอบฉากตอนที่นอนลงบนโต๊ะขณะฟังเพลงน่ะครับ ดูเป็นโมเมนต์ที่น่ารักดี แล้วก็ตอนเอาหัวซบแอนดี้ มันสื่อฟีลลิ่งบางอย่างได้ดีทีเดียว

จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้รับคำชมอะไรมากมาย และเท่าที่อ่านมาก็รู้สึกว่าความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้แตกออกแบบชัดเจน คือถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบไปเลย แต่หากชอบก็จะเป็นอย่างผมนี่แหละครับ จะรู้สึกว่าองค์ประกอบของหนังมันช่างพอดีพอดิบ

เรื่องนี้เป็นงานเขียนบทและกำกับของ Minhal Baig ผู้กำกับหญิงที่ทำหนังสั้นมาพอสมควร และนี่คือการทำหนังยาวเรื่องแรกของเธอ ซึ่งจังหวะการเล่า จังหวะต่างๆ แม้จะไม่สุดยอด แต่ถือว่าไม่เลวเลยครับ เล่าได้ดี จับประเด็นมาเล่นได้ค่อนข้างดี และที่สำคัญคือมีอะไร Twist ในหนังด้วย

มันจึงต้องสปอยล์กันล่ะครับ และสิ่งที่อยู่ในโซนสปอยล์นี้คือสิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้น

+++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++
++++สปอยล์จริงๆ นะครับ+++++
+++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++

จุด Twist คือ หนังมันแอบไซไฟด้วยครับ! อันนี้ชอบนะ หลายคนอาจบอกว่าเคยเห็นคุ้นๆ มาแล้วจาก My Sassy Girl แต่ผมว่ามันก็ยังเป็นมุกที่เข้าท่าอยู่ดี หากเอามาใช้ให้เหมาะ ประเด็นคือ ตลอดทั้งเรื่องเราจะรู้สึกได้ว่า 2 คู่ตัวเอกมีอะไรบางอย่างคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะท่าทาง เพลงที่ชอบ หรือสถานที่ที่พวกเขาไป บางทีมันก็ดูใกล้เคียงกัน

โมเมนต์ที่ชวนเอะใจที่สุด นอกจากชอบเพลงเดียวกันแล้ว ก็คือตอนที่บีตกน้ำในสระจนเปียกทั้งตัวทั้งชัด แล้วปรากฏว่าฉากต่อมาอลิซาเบธเองก็เดินลงน้ำที่อ่างอาบน้ำในห้องทั้งที่ยังใส่ชุดเหมือนกัน… หลายอย่างมันเชื่อมกันอยู่น่ะครับ (ผมชอบซีนที่คู่หนุ่มสาวเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ส่วนคู่ผู้ใหญ่อยู่กันคนละห้อง… มันสื่ออะไรได้ดีเหมือนกัน)

ไปๆ มาๆ ตอนจบหนังเปิดประเด็นให้คนดูไปคิดต่อครับ เพราะมันเหมือนกับว่าตัวเอกคู่ผู้ใหญ่ น่าจะเป็นตัวเอกคู่วัยรุ่นที่ย้อนเวลามาจากอนาคต มาดูภาพวันเก่าๆ ของพวกเขาเมื่อตอนแรกรักกัน ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ และมันทำให้การที่ดรูว์แนะนำแอนดี้ และอลิซาเบธแนะนำบีดูมีความหมายมากขึ้น

มันมองได้หลายอย่างครับ จะมองว่า 2 คนนี้ย้อนมาจากอนาคตเพื่อมาดูตัวเองก็ได้ หรือถ้าจะมองให้ซับซ้อนกว่านั้นก็คือ 2 คนนี้มาจากอนาคตด้วยและเป็นโลกคู่ขนานด้วย (เพราะตอนท้าย บี พูดถึงรูหนอนและสื่อทั้งในเชิงการข้ามเวลา และในเชิงโลกคู่ขนาน – ประมาณว่าถ้าทะลุรูหนอนไป เราอาจจะยังเป็นเรา แต่ขณะเดียวกันก็อาจดูไม่เหมือนเราก็ได้ – จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไม 2 คู่ถึงมีหน้าตาต่างกัน ทั้งที่เป็นคนเดียวกัน)

หรือจะถ้ามองในเชิงไม่ไซไฟมาก ก็อาจจะมองว่าคู่ผู้ใหญ่เดินทางมายังที่เก่าๆ เพื่อรำลึกความหลัง ส่วนคู่วัยรุ่นเป็นเหมือนภาพย้อนภาพนึกที่พวกเขานึกถึง คิดถึง และอยากย้อนไปอีกครั้ง (เหมือนที่อลิซาเบธพูดว่า “บางทีเราอาจย้อนอดีตได้ แต่แก้อะไรไม่ได้ ทำได้แค่ดูมัน”)

แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน มันก็ทำให้ผมรู้สึกชอบ รู้สึกโดน รู้สึก Touch ทางอารมณ์ นอกจากนี้ภาพก็ยังสวยด้วยครับ โลเกชั่นที่เลือกถือว่าสวยทีเดียว

สรุปคือผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ แต่นี่จะเป็นหนังดีสำหรับคุณหรือไม่ ก็คงต้องหาคำตอบด้วยตนเอง แต่ถ้าถามผม ผมชอบและมองว่านี่เป็นหนังที่ทำได้ดีเรื่องหนึ่งทีเดียว และผมเชื่อว่าใครชอบหนังตระกูล Before ทั้งหลาย ก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements