รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The DUFF (2015) ชะนีซ่าส์ มั่นหน้าเกินร้อย

15591300_1439585672738896_2597437184998176221_o

แรกเริ่มเดิมทีก็คิดว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นหนังวัยรุ่นวุ่นรักผสมฮาแบบทั่วๆ ไป แต่ไปๆ มาๆ หนังเพลินกว่าที่คิดครับ คืออาจไม่ได้สุดยอดมากมายนะ แต่พูดได้เลยว่าดูแล้วชอบครับ

ก่อนอื่นมารู้จักคำว่า Duff กันก่อนครับ Duff คือศัพท์วัยรุ่นมะกัน ที่ไว้ใช้เรียกคนที่เป็นไม้ประดับของกลุ่ม เป็นคนที่สวยน้อย หล่อน้อย หรือเด่นน้อยที่สุดของกลุ่ม ซึ่งย่อมาจาก Designated Ugly Fat Friend (ถ้าเป็นคำไทยก็คงประมาณว่า “ปลวก” น่ะครับ)

และตัวเอกของเรื่องที่ชื่อ เบียงก้า (Mae Whitman) ก็โดนคนนิยามว่าเธอเป็นตัว Duff ประจำกลุ่มของเธอ เพราะเพื่อนของเบียงก้าอีก 2 สาวนั้นเป็นคนสวยและมีเสน่ห์ครับ ในขณะที่เธอออกแนวอ้วนล่ำถึก ก็ทำเอาเธอเสียความมั่นใจไปเยอะเลย

ทีนี้พอเธอโดนหาว่า Duff เธอก็พยายามประกาศอิสรภาพ และพยายามหนีให้พ้นจากความเป็น Duff แล้วนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มของเรื่องวุ่นๆ ขำๆ และการค้นหา/ยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

หนังออกมาเพลินดีครับ มาทางเดียวกับ Mean Girls และ Easy A คือดูสนุกเอาขำได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสาระดีๆ มีแง่คิดที่น่าสนใจสอดแทรกอยู่ตลอดเรื่อง จนอยากจะบอกให้วัยรุ่นลองหาเรื่องนี้มาดูเป็นชุดกับหนัง 2 เรื่องที่ผมบอกไปน่ะครับ น่าจะให้อะไรกับน้องๆ ได้ไม่น้อยทีเดียว

หนังสร้างจากนิยายของ Kody Keplinger ซึ่งเธอคนนี้ก็โดนนิยามว่าเป็น Duff คนหนึ่งเหมือนกันครับ เธอก็เลยเอาประสบการณ์มาแต่งเป็นนิยายที่แฝงแง่คิดดีๆ เอาไว้ (เสียดายทียังไม่มีใครแปลไทย เอาเป็นว่าดูฉบับหนังไปก่อนแล้วกันครับ)

Whitman ผู้รับบทตัวเอกของเรื่องนั้นจริงๆ ผมคุ้นหน้าเธอมานานครับ เพราะเธอเคยเล่นเป็นลูกสาว George Clooney ใน One Fine Day และลูกสาว Bill Pullman ใน Independence Day (ภาค Resurgence เธอไม่ได้เล่นครับ) ครั้นพอโตขึ้นก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าเธอไม่ได้เข้านิยามสวยแบบที่หนัง Hollywood ต้องการ แต่นั่นกลับเป็นจุดที่ทำให้เธอเหมาะกับหนังเรื่องนี้แบบพอดิบพอดี

++++++++++++++++++++++++
+++ ถัดจากนี้ก็จะมีสปอยล์ครับ+++
+ไม่อยากทราบอย่าเพิ่งอ่านต่อครับ+
++++++++++++++++++++++++

จุดที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คือ การที่หนังจับเอาเรื่องราวในมุมของคนที่ไม่ได้สวย/น่ารัก/มีเสน่ห์ มาบอกเล่า ถ้าว่าตามจริงแล้วคนเราก็ต้องการการยอมรับล่ะครับ อยากได้คนมาบอกว่าเราสวย เราหล่อ เราดูดี ได้ยินแล้วมันรู้สึกภูมิใจน่ะครับ

แม้โลกยุคใหม่จะมีแนวคิดที่ว่า “คนเราควรดูที่ข้างใน ใช่ภายนอก” แพร่หลายอยู่ในคำคมหล่อๆ ในโลกโซเชี่ยล แต่เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ก็ยังมองภายนอกเป็นหลักอยู่นั่นแหละครับ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ มันไม่แปลกหากเราจะชอบของสวยๆ งามๆ มากกว่า

เบียงก้าเองก็เสียศูนย์ไปไม่น้อยหลังโดนคนมาหาว่าเธอเป็น Duff จนเธอเป๋ไปเป๋มา ไปบอกเลิกคบเพื่อน ไปพยายามชุบตัวใหม่ ซึ่งก็เชื่อว่าวัยรุ่นหน้าตากลางๆ ค่อนไปทาง Duff หลายคนก็คงเคยเจอกับช่วงเวลาแบบนี้กันมาแล้ว เราจะพยายามทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะการแต่งตัว, แต่งหน้า, ทำสีผม ฯลฯ เพื่อเพิ่มความเด่นให้กับตนเอง (ไม่ต้องอื่นไกลครับ ผมว่าผมก็ Duff นะ)

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อเราพยายามเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่เรามากๆ มันก็จะเข้ารกเข้าพงไปเรื่อยๆ เหมือนเบียงก้าน่ะครับ เธอเองก็สับสนมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน แต่ในที่สุดเธอก็ยอมรับน่ะ ว่าตัวเองไม่ได้สวย ไม่ได้เด่นอะไร เธอก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความพิเศษในรูปลักษณ์แต่อย่างใด

แต่กระนั้นเธอก็ยังมีคุณค่าอยู่ ไม่ใช่หรือ?

เมื่อเธอยอมรับตัวเอง และเลิกสนว่าตัวเองจะสวยไหม ตัวเองจะเด่นไหม ตัวเองจะ Duff ไหม เธอก็พบว่าจริงๆ แล้วยังมีอะไรอีก 108 ในชีวิตให้เธอเลือกทำ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องการค้นหาตัวเอง เรื่องแม่ จนท้ายที่สุดเธอก็กลายเป็นคนที่เขียนเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกมากมายที่ถูกนิยามว่าเป็น Duff แบบที่เธอเคยโดน

ผมชอบตอนเธอพูดกับเมดิสัน (Bella Thorne) ในงานตอนท้ายเรื่องน่ะครับ “ใครๆ ก็เป็น Duff ทั้งนั้นน่ะ เพราะยังไงก็จะมีคนที่สวยกว่า เก่งกว่า หรือรวยกว่าเรา แต่เราไม่ควรเสียความมั่นใจ และการที่เธอมัวแต่กดหัวทุกคนให้ต่ำกว่าเธอ เธอเลยพลาดสิ่งดีๆ รอบตัวไปเสียหมด”

เอาเป็นว่าผมชอบครับ ดูสนุก ฮาในหลายวาระ ดาราเล่นกันลื่นดี ดูจบแล้วมีความสุข แม้อะไรๆ จะลงสูตรไปบ้าง… แต่รู้อะไรไหมครับ ชีวิตคนเรามันก็ประมาณนี้แหละ มันต้องลงไม่สูตรใดก็สูตรหนึ่งเสมอนั่นแหละ ^_^

สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements