รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Fault in Our Stars (2014) ดาวบันดาล

14589919_1346490018715129_6566062093385095347_o

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันอยู่แบบมีข้อจำกัดกันไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะข้อจำกัดทางสังคม ทางฐานะ หรือเพราะเรามีอนาคตให้ต้องรับผิดชอบอีกเยอะ ดังนั้นการใช้ชีวิตแต่ละนาทีก็ต้องคำนึงถึงอนาคตอยู่บ่อยๆ และนั่นเองที่ใครหลายคนอาจเรียกว่ามันคือข้อจำกัด

แต่ถ้าหากเรามีข้อจำกัดที่ใหญ่กว่าอย่าง “เวลาในชีวิตเหลือน้อย” แล้ว ข้อจำกัดที่ว่าอาจทลายข้อจำกัดยิบย่อยทั้งปวงไปจนสิ้น และทำให้เราอยากทำอะไรสักอย่างแบบเต็มที่อย่างที่ใจเราปรารถนาก็ได้

พล็อตหลักของหนังก็คือ 2 หนุ่มสาว เฮเซล (Shailene Woodley) และ กัส (Ansel Elgort) ที่ป่วยเป็นมะเร็ง ตัดสินใจทำตามความฝันครับ นั่นคือออกท่องโลกและเดินทางไปพบไอดอลในดวงใจ อันเป็นการใช้ชีวิตที่เหลือไม่มากให้คุ้มค่านั่นเอง

ถือเป็นหนังที่ผสมความโรแมนติกและดราม่าได้อย่างลงตัวมากเรื่องหนึ่งครับ แน่นอนว่าความดีความชอบแรกคือดาราที่เล่นกันได้ลื่นและพอเหมาะ Woodley ถือว่าไปได้สวยมากๆ กับบทสาวน้อยใจแกร่ง เช่นเดียวกับ Elgort ที่ดูเป็นคนรื่นเริงกับชีวิตได้ แม้ภายในกายจะมีโรคร้ายอยู่ก็ตาม

ผมชอบที่แม้พล็อตมันจะออกแนวเศร้า แต่การนำเสนอมันทำให้เราเกิดพลังใจได้ มันทำให้เรามองโลกในมุมบวกได้มากขึ้น และมันสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมได้ไม่น้อย ในขณะที่หนังหรือนิยายแนวนี้ส่วนมากจะเน้นไปทางเศร้าหมอง ซึ่งก็ถือเป็นจุดขายที่หนังยุคก่อนชอบเอามาใช้

จุดนี้ก็ทำให้คิดนะครับว่าหนังยุคก่อนนี่หากนางเอกหรือพระเอกใกล้ตายล่ะก็ หนังจะลากเราไปเศร้าทันที แต่กับหนังยุคใหม่นี่จะขยันทำให้เรารู้สึกว่า “อย่ายอมแพ้สิ เดินหน้าต่อไป ต่อให้ต้องตายในวันหน้า แต่วันนี้เราก็มีความสุขและทำสิ่งดีๆ ได้” ซึ่งมันก็บอกนัยทางความคิดบางอย่างของยุคสมัยได้เหมือนกันนะ

ดาราแสดงกันได้ดีครับ เนื้อเรื่องก็ชวนติดตาม แม้หนังจะยาว 2 ชั่วโมงกว่าๆ แต่ไม่น่าเบื่อเลย ยกเว้นใครไม่ชอบหนังแนวนี้ก็อาจจะรู้สึกว่ามันอืดยืด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ หนังหนึ่งเรื่องคงยากที่จะทำให้ถูกใจคนทุกกลุ่มได้

ระหว่างดูผมก็มีความสุขนะ ชอบครับ ต้องบอกว่าหนังแนวสร้างพลังใจนี่เข้าทางผมอยู่แล้ว และถ้าเป็นหนังประเภท “เล่าช่วงหนึ่งของชีวิตคน” แบบนี้ล่ะก็ ก็ยิ่งเข้าทางไปกันใหญ่ (แบบหนัง Stand By Me หรือ Paper Town น่ะครับ)

เหตุผลที่ชอบอะไรแบบนี้ก็คงเพราะอารมณ์เหมือนเราได้จับตาช่วงเวลาอันมีค่าหรือช่วงเวลาแห่งความทรงจำของคนบางคนน่ะครับ… ซึ่งสำหรับคนที่ชอบ “สังเกตชีวิต” แบบผมแล้ว ผมถือว่ามันมีคุณค่าเสมอนะ มันให้อะไรเราได้เสมอไม่ว่าจะแง่คิดหรือความรู้สึก

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือหนังสอนให้เรารู้จักพึ่งตนเองครับ ให้เราภูมิใจในตัวเรา อย่างประเด็นที่ 2 ตัวเอกไปเจอไอดอลในดวงใจนั่น เป็นฉากที่ผมชอบเลยล่ะ คือมันไม่ได้เป็นอะไรแบบที่คิดนะ แต่มันแอบจริงอยู่ไม่น้อย

ผมเชื่อว่าเราหลายคนมีดารา, ไอดอล, ต้นแบบในดวงใจไว้เดินรอยตาม เพราะเราชื่นชมในความดี ความเก่ง ความเท่ห์ หรือประโยคเด็ดๆ ที่มาจากปากเขา แต่ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว ไอดอลทุกคนก็คือปุถุชนเดินดินครับ ไม่มีใครจะไร้ที่ติหรอก มันก็ต้องมีมุมมืดหรือด้านที่ไม่สวยงามอยู่บ้าง

จริงๆ การมีไอดอลก็มีประโยชน์ครับ ทำให้เราเกิดพลังใจ หรือไม่ก็เป็นต้นแบบที่ทำให้เราอยากพัฒนาตนเอง แต่เราต้องบอกตัวเองเสมอว่า หากวันใดเราได้รู้ด้านลบของไอดอลแล้ว เราก็ต้องไม่เสียเวลากับมันให้มาก อย่าไป Hurt หรืออะไร แต่เราควรมองมันตามความเป็นจริง ว่าไอดอลก็คน และคนผิดพลาดได้เสมอ

เราเอาเวลาที่จะ Hurt, ก่นด่า หรือเสียใจ มาบอกตนเองดีกว่าว่าเราจะไม่เป็นแบบนั้น เราจะทำให้ดีกว่านั้น แล้วก็เดินหน้าทำเพื่อตนเองต่อ (เพราะการนั่ง Hurt หรือนั่งตำหนิคนอื่น ก่อประโยชน์ต่อเราน้อยกว่า “การเดินหน้าเพื่อชีวิตตนเอง”)

จริงๆ The Fault in Our Stars ก็มาทางเดียวกับ Love Story (หนังปี 1970) น่ะครับ เพียงแต่หนังจะเข้าสมัยกว่า และมีคุณค่าในเชิงให้พลังใจมากกว่า ก็เป็นอีกหนึ่งหนังดีที่วัยรุ่นควรดูล่ะครับ มันมีอะไรมากกว่าความซึ้งเยอะทีเดียว ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements