รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Tallulah (2016) ทาลูลาห์

19702145_1692569150773879_3054467690677194251_n

ผมชอบคำโปรยบนโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้มากๆ ครับ “Life can be a Real Mother” ถือเป็นคำที่สรุปสาระสำคัญของหนังได้อย่างครบถ้วนทีเดียวครับ “ชีวิต อาจเป็นแม่จริงๆ ของเราก็ได้” ^_^

เพราะชีวิตของเรามีอะไรมากมายผ่านเข้ามาครับ แต่ละอย่างนั้นก็คือบทเรียนที่เราสามารถเก็บเกี่ยวได้ตามแต่โอกาสจะนำพาเข้ามา แต่บางครั้งเราก็ไม่ใส่ใจมัน ก็คงเปรียบได้กับเวลาพ่อแม่เราพยายามพร่ำสอนอะไรบางอย่างแล้วเราไม่ตั้งใจฟัง, เลือกที่จะไมฟัง หรือออกอาการต่อต้านนั่นแหละ

และหนังเรื่องนี้มีธีมหลักว่าด้วย “แม่” ครับ เป็นเรื่องของ ทาลูลาห์ (Ellen Page) สาวเร่ร่อนที่กำลังควงหนุ่มนามว่านิโก้ (Evan Jonigkeit) แต่แล้วจู่ๆ นิโก้ก็หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว ทาลูลาห์เลยตัดสินใจเดินทางไปหาแม่ของนิโก้ที่ชื่อ มาร์โก้ (Allison Janney) ด้วยความหวังว่าจะมีเบาะแสในการตามหานิโก้ได้

แต่นิโก้ก็ไม่อยู่ครับ อีกทั้งมาร์โก้เองก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยต้อนรับเธอสักเท่าไร เธอก็เลยเร่ร่อนต่อจนได้งานเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับแคโรลีน (Tammy Blanchard) สาวสังคมที่ได้สามีรวย แต่ชีวิตเธอดูจะไร้ความสุข และเธอดูเหมือนจะไม่สนใจลูกของตัวเองแม้แต่น้อย

และในคืนที่แคโรลีนเมาแอ๋กลับมานอนอยู่ที่เตียงแบบไร้สติ ก็ทำให้ทาลูลาห์ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่จะส่งผลต่อชีวิตของเธอ, มาร์โก้ และแคโรลีนไปจนตลอดกาล…

สำหรับผม การดูหนังเรื่องนี้ให้อารมณ์เหมือนขึ้นบนเรือน่ะครับ ตอนแรกที่ก้าวขึ้นไปมันก็โคลงเคลงนิดหน่อย ต้องอยู่บนเรือไปสักพักมันถึงจะปรับตัวและชินไปกับมันได้ ก็เหมือนหนังเรื่องนี้น่ะครับ ตอนต้นอาจจะเรื่อยๆ ลุ่มๆ ดอนๆ บ้าง เหมือนยังจูนกันไม่ติด ก็ต้องดูไปสักพัก อะไรๆ ถึงจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง

เนื้อเรื่องตอนต้นก็เหมือนแนะนำให้เรารู้จักชีวิตของทาลูลาห์น่ะครับ ชีวิตคนไร้บ้านแบบเธอไม่ได้มีแบบแผนอะไรอยู่แล้ว มันเลยยังไม่มีโฟกัสอะไรชัดเจน แต่ความน่าสนใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเธอได้เจอกับมาร์โก้และแคโรลีนครับ ดูไปแล้วนึกภาพออกเลยว่าชีวิตของผู้หญิง 3 คนนี้จะต้องมาเกี่ยวกัน มาส่งผลต่อกัน และมอบบทเรียนให้แก่กันแน่ๆ

แต่ต้องบอกก่อนครับว่านี่ไม่ใช่หนัง Feel Good ดูแล้วอาจไม่ได้รู้สึกสดชื่นรื่นเริง แต่จะออกแนว Feel Real สะท้อนความจริงของชีวิตที่มีทั้งด้านดี-ไม่ดี มีทั้งความสุขและความเศร้าเคล้าๆ ปนๆ กันไป หรือถ้ามองในแง่บทสรุปแล้ว มันก็ไม่ได้จบแบบ Happy 100% น่ะครับ มันก็มีจุดชวนให้หดหู่อยู่บ้างเหมือนกัน

แต่โดยรวมผมชอบครับ ดารานำหญิงทั้ง 3 แสดงกันได้ดี Janney นี่มืออาชีพอยู่แล้วครับ เหมาะกับบทมาร์โก้มากๆ ส่วน Page ก็ลงตัวจริงๆ กับบทสาวเร่ร่อนแบบนี้ ท่าทางเธอดูเป็นคนข้างถนนจริงๆ (ส่วนหนึ่งอาจเพราะบุคลิกของเธอมันออกแนวห้าวๆ อยู่แล้วด้วย เลยยิ่งเหมาะไปกันใหญ่)

Blanchard ก็เล่นได้ลื่นเลยครับ เล่นได้สมบทมากๆ เพราะแม้ตอนต้นเราจะเห็นว่าเธอเป็นเหมือนคุณแม่ไฮโซขี้เมาแย่ๆ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เราจะสัมผัสได้อยู่ลึกๆ ว่าที่เธอเป็นแบบนั้นน่ะมันเพราะเธอมีอะไรในใจ เธอมีความเศร้าซึมลึกบางอย่าง ซึ่งทำให้อารมณ์ของตัวละครเธอในตอนท้ายเป็นอะไรที่พีคโดยไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงเลยล่ะครับ

ในแง่ความบันเทิงแล้วหนังอาจไม่ได้ดูสนุกอะไรมากมายครับ บางอย่างทำให้นึกถึง Juno แต่อันนั้นจะดูสนุกกว่า ในขณะที่อันนี้ดูจะจริงจังกว่า แต่ก็ไม่ถึงกับเครียด โดยเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ Sian Heder มือเขียนบท Orange Is the New Black ก็ถือว่าคุมเรื่องนี้ได้ดีครับ เพียงแต่มันอาจยังไม่ถึงขั้นกลมกล่อมแบบเต็มขั้นเท่านั้น

ผมเข้าข่ายชอบครับ ดูแล้วมันได้แง่คิดดี หลายประโยคที่ตัวละครพูดก็กระเทือนใจคนเป็นพ่อแม่เหมือนกัน อย่างตอนมาร์โก้พูดว่า “รอจนลูกเราโตขึ้นแล้วเขาหันมาเกลียดเรา เมื่อนั้นแหละเธอจะรู้นิยามคำว่า “บ้า” ฟังแล้วก็กระตุกใจไม่น้อยครับ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้เราจะเลี้ยงลูกเราดีแค่ไหน แต่เราก็ต้องพร้อมรับในสิ่งที่เขาเป็นในอนาคตไม่ว่าจะดีหรือไม่ก็ตาม

ดูแล้วก็ตระหนักครับว่าวิชาความเป็นมนุษย์ของเรานั้น เราได้รับการสอนจาก “ชีวิต” เสมอ อยุ่ที่เราจะตักตวงเรียนรู้นำมันมาพัฒนาตัวเราและวุฒิภาวะของเราหรือไม่ บางคนรู้ได้เอง บางคนต้องรอคนสอน แต่บางคนต่อให้คนสอนแค่ไหนก็ไม่เข้าใจ จนต้องเจอปัญหาหรือเหตุการณ์ใหญ่ๆ มากระทบกับตัว เมื่อนั้นถึงจะตระหนักรู้ขึ้นมาได้

โดยรวมอาจไม่ใช่หนังสนุก แต่ดูแล้วก็จุกอกในบางวาระ และรู้สึกได้ว่ามัน “มีดี” ครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)