รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Race (2016) ต้องกล้าวิ่ง

13692576_1271292866234845_7102074080635316836_n

อีกหนึ่งหนังแนวสร้างแรงบันดาลใจที่สร้างจากเรื่องจริงของ เจสซี่ โอเว่น นักวิ่งผิวสีที่เดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1936 ที่จัดในในประเทศเยอรมนี อันเป็นยุคสมัยที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซีกำลังเรืองอำนาจ

หนังก็บอกเล่าให้เรารู้ถึงชีวิตของเจสซี่ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักวิ่งมาตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนผิวสีเลยถูกกีดกันและเหยียดหยามมาโดยตลอด

แต่ยังดีที่เขาได้เจอกับแลร์รี่ สไนเดอร์ (Jason Sudeikis) โค้ชที่ช่วยผลักดันเขาและเคียงข้างเขามาโดยตลอด จนเจสซี่สามารถฝ่าฟันสารพัดอุปสรรคเดินทางไปแข่งโอลิมปิกได้สำเร็จ

ตัวหนังหนักไปทางแนวชีวิตครับ ไม่ได้หวือหวา ไม่ได้ปรุงให้รสจัด ไม่ได้มีลูกเล่นขำๆ ผ่อนคลาย ว่าง่ายๆ คือโทนจะไม่ดูเบิกบานเหมือนหนังกีฬาสร้างแรงใจของ Disney ดังนั้นถ้าใครชอบแนวนั้นก็ควรรับทราบก่อนชมครับ ว่าโทนมันออกแนวหนักอยู่บ้าง

ผมชอบที่หนังนำเสนอเรื่องของเจสซี่ในหลายมุมครับ คือไม่ได้มีแต่ด้านดีด้านสวยเท่านั้น ตัวเจสซี่เองก็เคยหลงระเริง เคยนอกลู่นอกทางอยู่เหมือนกัน แต่ยังดีที่สุดท้ายแล้วเขาสามารถนำพาตัวเองกลับมาสู่เส้นทางสายกีฬาได้

อีกประเด็นที่หนังนำเสนอก็คือการนำเสนอสภาพสังคมโลกในสมัยที่เยอรมันนาซีกำลังเรืองอำนาจ ซึ่งทางฝั่งนาซีก็พยายามจะขอให้คณะกรรมการโอลิมปิกยอมกีดกันคนที่นาซีเห็นว่า “ไม่คู่ควรจะลงแข่ง” ไม่ว่าจะยิวหรือคนผิวสี อันทำให้เกิดเกมการเมืองขึ้นภายใน แต่ก็เสียดายนิดๆ ที่หนังไม่ได้ลงลึกเท่าที่ควร

แต่ก็พอเห็นภาพล่ะครับ ว่านี่ก็เป็นความพยายามของเยอรมันที่จะเชิดชูชาติพันธุ์ตน และพยายามไม่ให้ชาติพันธุ์อื่น (ที่นาซีเหยียดหรือพยายามดิสเครดิต) แสดงความโดดเด่นขึ้นมาได้

มองในมุมหนึ่งผมรู้สึกว่านาซีก็กลัวนะ คือพวกเขาพยายามบอกว่าชาติพันธุ์อารยันดีที่สุด แต่ในความจริงแล้วมนุษย์ไม่ว่าจะชาติพันธุ์ไหนก็มีศักยภาพด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้นจะทุ่มเทแค่ไหน พยายามพัฒนาตัวเองอย่างไรมากกว่า

ถ้าดูจากการชวนเชื่อที่นาซีพยายามทำ ก็ไม่แปลกล่ะครับที่พวกเขาพยายามกีดกันไม่ให้ชาติพันธุ์ที่เขาเหยียด ได้แสดงศักยภาพ เพราะหากชาติพันธุ์เหล่านั้นชนะเหล่านักกีฬาอารยันของพวกเขา หรือชนะเลิศได้เหรียญทองขึ้นมา มันก็เป็นการทำลายสิ่งที่พวกเขาพยายามชวนเชื่อไปโดยปริยาย

ในเรื่องจะมีฉากประมาณว่าเจสซี่ชนะ และตามจริงควรได้พบกับผู้นำประเทศเจ้าภาพซึ่งก็คือฮิตเลอร์ แต่ฮิตเลอร์กลับไม่อยู่ให้พบ ในแง่หนึ่งก็อาจดูเป็นการเหยียดของฮิตเลอร์ที่ไม่อยากข้องแวะกับคนที่เขาเห็นว่าไม่คู่ควร

แต่อีกแง่หนึ่งก็เหมือนการแสดงความกลัวน่ะครับ ไม่กล้ากระทั่งเผชิญหน้าคนที่เอาชนะนักกีฬาของตน ถึงในแผ่นดินของตนเอง

ผมชอบตอนเจสซี่บรรยายถึงความรู้สึกสุขที่แท้ของการวิ่งนะ คือตอนนั้นมันเหมือนไม่มีเส้นแบ่ง ไม่มีขีดคั่น ไม่มีข้อจำกัด เขาสามารถเป็นตัวเองได้อย่างที่สุด มันคือวาระแห่งความอิสระ วาระที่ตัวเขาและโลกทั้งใบมาสัมผัสประสานกัน แม้จะเพียงไม่กี่วินาที แต่มันก็คือวาระที่ความว่างและความเต็มอิ่มเกิดขึ้นเคียงไปพร้อมๆ กัน

แต่ยอมรับอย่างหนึ่งนะว่าแม้หนังจะเน้นไปที่เรื่องการเหยียดของพวกนาซี แต่ผมกลับไม่รู้สึกแย่หรือรำคาญ กลับรู้สึกสงสารมากกว่ากับความคิดแบบนั้น… แต่ที่ผมหงุดหงิดกลับเป็นอเมริกาน่ะครับ จนแล้วจนรอดก็ยังเหยียดผิวไม่เลิก ทั้งๆ ที่เจสซี่สร้างชื่อเสียงในฐานะอเมริกันชนแท้ๆ

สรุปว่าดูเถอะครับ ผมเชื่อว่าคนรักกีฬาวิ่งย่อมโอเคกับหนังเรื่องนี้ และสำหรับผมแล้ว หนังเรื่องนี้ถือเป็นการคืนฟอร์มของผู้กำกับ Stephen Hopkins ที่หลายคนอาจไม่รู้จักนะ แต่ถ้าผมบอกว่าเขาคนนี้กำกับหนังอย่าง A Nightmare on Elm Street: The Dream Child, Predator 2, Judgment Night, The Ghost and the Darkness และ Lost in Space ล่ะก็ เชื่อว่าหลายท่านน่าจะร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง

Stephan James เล่นได้ดีครับ แต่คนที่ผมอึ้งมากกว่าคือ Sudeikis ที่ปกติเห็นเล่นแต่หนังฮา ครั้นพอมาเล่นหนังคุณภาพแบบนี้ พี่แกก็ทำได้ดีเหมือนกัน (ชอบฉากที่พี่แกเดินไปหาทหารนาซีเพื่อถามทางน่ะครับ ฉากนั้นกดดันพิลึกเลย)

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)