รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Tangerine (2015) แทนเจอรีน

14444687_1342199149144216_4837075334099918006_o

หนังอินดี้ที่ได้รับการพูดถึงไม่น้อยครับ แต่บอกก่อนว่าสไตล์มันอาจไม่เหมาะกับทุกคนนะ คือหนังทำออกมาแบบ Real และแรงในบางฉาก เรียกว่าถ้าจะดูเอาสนุกแบบหนัง Hollywood ล่ะก็ หนังอาจไม่ตอบโจทย์เท่าไร

แต่ผมชอบนะครับ อย่างแรกเลยคือนักแสดงในเรื่องเล่นกันได้ลื่นมาก แต่ละคนไม่ใช่นักแสดงอาชีพ แต่ถ่ายทอดตัวละครของตนได้อย่างน่าเชื่อถือ ดูแล้วอินและรู้สึกประหนึ่งว่านี่ไม่ใช่การแสดง แต่เหมือนเรากำลังได้ดูเรื่องของคนที่มีตัวตนจริงๆ

เรื่องย่อว่าง่ายๆ คือสาวประเภทสองนามว่า อเล็กซานดร้า (Mya Taylor) หลุดปากบอก ซินดี้ (Kitana Kiki Rodriguez) เพื่อนสาวที่เพิ่งออกจากคุกมาว่าแฟนของซินดี้น่ะไปกกชะนีผิวขาวนางหนึ่งอยู่ ทีนี้เจ๊ซินดี้ก็ของขึ้นล่ะครับ เดินทั่วเมืองเพื่อหาตัวชะนีที่ว่า และเรื่องวุ่นๆ วีนๆ ก็เริ่มต้นตรงนี้แหละ

ผมโอเคกับหนังตั้งแต่ต้นเลยนะ แปลกใจเหมือนกันว่าหนังที่เนื้อหาไม่ได้ซับซ้อนอะไรแบบนี้ทำไมมันถึงชวนให้เราติดตาม เหตุผลแรกก็อย่างที่บอกครับว่านักแสดงน่ะอินเนอร์มาเต็ม มันลื่นได้เรื่อยๆ จนน่าชื่นชม

เราแทบไม่ต้องพยายามบิ้วสมองตัวเองให้เชื่อว่า “นักแสดงคนนี้กำลังเล่นบทนี้เพื่อเป็นตัวละครนี้” เลยน่ะครับ คือดูไปไม่กี่นาทีก็เชื่อเลยว่า อ๋อ นี่เจ๊ซินดี้ กำลังของขึ้นนะ อ่ะ นี่เจ๊อเล็กซานดร้า กำลังวิ่งไล่ระงับสติอารมณ์เพื่อนนะ

บอกตามตรงว่าตอนดูละครไทยบ้านเรา บางทีผมต้องพยายามสะกดจิตตัวเองนะว่าคนนี้คือตัวละครนี้ กำลังเป็นตัวละครนี้ ฯลฯ บางทีสะกดจิตเป็นชั่วโมงยังไม่สำเร็จเลย (555) แต่กับหนังเรื่องนี้มันลื่นได้ตั้งแต่สิบนาทีแรกเลยครับ

ถ้าให้นิยามประเภทของหนัง ก็คงอยู่ในข่ายหนังชีวิตน่ะครับ แต่ชีวิตในที่นี้ไม่ใช่ชีวิตหนักๆ เศร้าๆ น่ะนะครับ แต่มันคือการถ่ายทอดชีวิตคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่บ้างก็เป็นโสเภณี บ้างก็ขับแท็กซี่ ซึ่งชีวิตพวกเขาไม่ได้สวยงาม มีเรื่องให้ดราม่ากันบ้าง ต้องปากกัดตีนถีบไขว่คว้าหาโอกาสหรือหารายได้มาเลี้ยงชีพบ้าง ซึ่งหนังอาจไม่ได้ Real ถึงขั้นเป็นสารคดี แต่ก็ถือว่า Real กว่าหนังสูตรสำเร็จทั่วไป

ขณะเดียวกันหนังก็มีมุกฮาแทรกลงมาแบบเป็นธรรมชาติน่ะครับ มันออกแนวเหมือนเวลาเราไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วเพื่อนเรายิงมุกฮา ณ สถานการณ์นั้นออกมาน่ะครับ มันดูสด ไม่ได้ดูฮาตึ้งโป๊ะแบบหนังซิทคอม ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่กลมกลืนไปกับสไตล์หนังดีเหมือนกัน

จังหวะการเล่าเรื่องถือว่ากำลังดีครับ แต่ผมก็ไม่แปลกใจนะหากบางคนจะรู้สึกว่าไม่แนว เพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ได้เหมาะกับทุกคน มันดูดิบบ้าง หยาบบ้าง ไม่ได้ปรุงแต่งบ้าง เอาเป็นว่าใครชอบดูหนังที่ปรุงรสสักหน่อย ก็อาจไม่แนวสำหรับเรื่องนี้ครับ

พอมานั่งคิดๆ ดูแล้ว ผมว่าตัวหนังมันเข้าทางผมอย่างหนึ่งตรงที่เป็นหนังประเภท “เล่าเรื่องของคน ณ ช่วงชีวิตหนึ่งของเขา” น่ะครับ ซึ่งผมชอบแนวนี้อยู่แล้ว อันนี้ไม่รู้ทำไมนะ… อาจเพราะผมคิดเสมอครับว่าชีวิตของคนมีมุมที่น่าสนใจเสมอ บางมุมก็สวยงาม บางมุมก็เหมาะแก่การเรียนรู้ บางมุมรู้แล้วมันก็อิน

… ความอินในเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนี่มันอาจเป็นอะไรสักอย่างใน DNA นะ มันอาจจะสามารถเชื่อมคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน และเป็นก้าวแรกของหลายๆ อย่างที่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นก็ได้ ^_^

สิ่งที่เกิดในหนังอาจจะใกล้ตัวกับใครหลายคนครับ เราอาจหึงเมื่อแฟนเรานอกใจ, เราอาจไม่เข้าใจคนในครอบครัว, เราอาจรู้ว่าคนใกล้ตัวนอกลู่นอกทาง แต่เราก็พยายามหลับหูหลับตาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฯลฯ แต่กระนั้นทุกปัญหาก็มีไว้ให้เราเรียนรู้ครับ ยังไงเราก็ต้องพยายามผ่านมันไปให้ได้ จะผ่านไปด้วยตัวเองหรือต้องขอให้เพื่อนมาช่วยแบ่งเบาก็ตาม

การรับมือกับปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องสนุกครับ แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิต ^_^

ผมชอบฉากสรุปจบนะ อ้อ ลืมบอกไป เหตุเกิดในช่วงคริสต์มาสครับ และตอนสรุปจบที่ว่า ผมว่ามันก็ให้อารมณ์ที่เหมาะสมกำลังดีเหมือนกัน

และอีกอย่างที่จะอยากบอกก็คือ ผมชอบครับที่หนังนำตัวละครเพศทางเลือกมาบอกเล่าในฐานะปุถุชนที่มีเลือดเนื้อ มีรอยยิ้มมีน้ำตา มีมุมแรงและมีมุมอ่อนโยน ไม่ได้เอามาทำให้เป็นตัวตลก หรือพามาวี๊ดว้ายจนเกินพอดีแบบที่หนังหลายๆ เรื่องทำกัน

อยากให้ลองลิ้มครับ ^_^ ดูแล้วไม่ชอบก็เลิกดู… แค่นั้นแหละครับ

สองดาวครึ่งกว่าๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

 

Advertisements