รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Me Before You (2016) มี บีฟอร์ ยู

14329965_1329249320439199_8299094391156229720_n

หนังที่นักวิจารณ์ไม่ปลาบ แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ปลื้มครับ ซึ่งผมก็อยู่ในพวกหลังคือชอบหนังกับเขาเหมือนกัน รู้สึกแฮ้ปปี้ยามได้ดู และรู้สึกอิ่มเอมไปกับเรื่องราวหวานปนซึ้งแบบนี้

อันที่จริงต้องบอกว่าผมชอบหนังโรแมนติกแบบนี้เป็นทุนอยู่แล้วล่ะครับ พวกหนังรักจากงานของ Nicholas Sparks เจ้าพ่อนิยายโรแมนติกชื่อดัง หรือสารพัดหนังรักจาก Hallmark ที่ทำออกมาเพลินบ้างเฉยบ้าง (แต่ก็ดีกว่าไม่มีให้ดู 555)

ก็ต้องยอมรับนะว่าหนังมาถูกที่ถูกเวลา เพราะอย่างที่เคยบอกว่าระยะหลังนี่หนังรักโรแมนติกมันร้างราจากโรงใหญ่ ไม่ค่อยได้พบเจอสักเท่าไร จะมีก็แต่หนังของ Nicolas Sparks น่ะครับ (แต่ก็น่าเศร้าที่ Sparks เองยุบบริษัทผลิตหนังของตัวเองไปซะแล้ว ประมาณว่าทำเงินไม่เข้าเป้าติดต่อกันหลายๆ เรื่องน่ะครับ)

เรื่องนี้ก็ว่าด้วย ลู คลาร์ก (Emilia Clarke) สาวเสิร์ฟที่เพิ่งตกงานมาหมาดๆ เธอเลยจำต้องหางานทำให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาภาระของครอบครัว และงานที่เธอได้รับคือเป็นผู้ดูแล วิลล์ เทรย์เนอร์ (Sam Claflin) อดีตนักธุรกิจอนาคตไกลที่ประสบอุบัติเหตุจนเป็นอัมพาตตั้งแต่ลำตัวลงไป

แล้วก็ตามสูตรครับ วิลล์ในตอนแรกก็ไม่ได้เป็นมิตรกับลูนักหรอก แต่ด้วยความสดใสและมุ่งมั่นของลู ทำให้วิลล์เริ่มมีความรู้สึกดีๆ มากขึ้น หันมาเห็นด้านสวยงามของชีวิตมากขึ้น

สิ่งที่ผมชอบอย่างแรกคือดาราเล่นกันดีครับ Clarke ดูมีเสน่ห์และน่ารักมากๆ ในบทนี้ จริงๆ เธอไม่ใช่คนสวยเด่นอะไรนะครับ แต่มีความน่ารัก อ่อนหวานแบบโก๊ะนิดๆ แล้วก็ความจริงใจที่ใครๆ ก็เห็นได้ชัดผ่านทางแววตา ท่าทาง และน้ำเสียง

ส่วน Claflin ก็ไปได้ดีกับบทนี้ล่ะครับ บทนิ่งๆ ไม่สนโลก แต่แฝงอะไรไว้มากมายภายใต้ความนิ่งนั้น ซึ่งผมว่าพี่แกเอาดีทางการแสดงหนังรักได้เลยนะ ผมชอบมาตั้งแต่ Love, Rosie แล้ว และระยะหลังพระเอกหนังรักที่เด่นๆ ก็ไม่ค่อยมีด้วยน่ะครับ ถ้าเลือกหนังดีๆ เล่นต่อเนื่องกันสักหน่อย ผมว่าพี่แกรุ่งนะกับบทพระเอกหนังรักอบอุ่นๆ น่ะ

สิ่งที่ชอบอย่างต่อมาคือบรรยากาศครับ โลเกชั่นที่เลือกใช้จริงๆ ไม่ได้สวยมากหรืองามโคตรอะไรขนาดนั้น แต่มันพอดีๆ น่ะครับ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ดูเรียบง่าย น่ารัก มันเข้ากับจังหวะและอารมณ์ของเรื่องราวดี

ผมชอบช่วงครึ่งแรกมากเลยครับ เนื้อเรื่องอาจไม่แปลกใหม่แต่ดาราเล่นกันเต็มที่ Clarke ก็ฉายเสน่ห์และความโก๊ะกันไป ส่วน Claflin ก็นิ่งๆ แต่สื่ออารมณ์กันไป มันดูเพลินน่ะครับ หวาน น่ารัก แต่ไม่เลี่ยน ทุกอย่างดูพอเหมาะกลมกล่อม

ครั้นพอถึงครึ่งหลัง… จริงๆ ผมว่าหลายอย่างก็ยังทำได้ดีอยู่น่ะครับ เพียงแต่ด้วยโทนและอารมณ์บางอย่างมันอาจจะไม่สุด แต่ก็เข้าใจเหมือนกันว่ามันคงทำให้ “สุด” ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่…

… เอางี้ดีกว่า ผมว่าผมคงต้องสปอยล์แล้วล่ะ เอาเป็นว่าถัดจากนี้ถ้าไม่อยากทราบก็ไม่ควรอ่านครับ

+++++++++++สปอยล์แล้วจ้า++++++++++++

คือครึ่งหลังนี่จะเข้าสู่ช่วงการตัดสินใจแบบเข้มข้นของวิลล์ ที่ต้องการจะจบชีวิตตัวเองลงให้ได้ ซึ่งพอถึงบทสรุปแล้วก็จะพบว่าทุกคนรอบตัวเขาต่างเข้าใจ และยอมให้เขาจากไปอย่างสงบ ซึ่งอันนี้นี่แหละครับที่ผมว่าเป็นเรื่องที่ยังทำได้ไม่สุด แต่ขณะเดียวกันก็คงทำให้มัน “สุด” ได้ยาก

เพราะมันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากครับ จริงๆ หนังจะเจ๋งเลยล่ะหากช่วงท้ายหนังปูให้เราเข้าใจถึงการตัดสินใจของวิลล์แบบเต็มที่ แบบที่เราเคยเห็นมาจากหนังอย่าง The Sea Inside ที่ตัวเอกก็เป็นอัมพาตแล้วก็สู้เพื่อให้ตัวเองฆ่าตัวตายได้เหมือนกัน

แต่ก็เข้าใจครับว่ามันล่อแหลมอยู่ การจะเล่าเรื่องให้จังหวะหนังและอารมณ์มันเอื้อให้คนดูเห็นด้วยกับการตัดสินใจของวิลล์นั้น ก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่ เพราะมันอาจกลายเป็นการกระตุ้นให้ผุ้ชมบางคนตัดสินใจฆ่าตัวตายก็ได้ เรื่องแบบนี้ละเอียดอ่อนมากจริงๆ ครับ

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเข้าใจวิลล์นะ…

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สรุปว่าหนังทำได้ดีครับ เป็นหนังรักที่ทำออกมาได้น่าพอใจ แม้จะไม่สุดในตอนท้าย แต่ก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ พอมองรวมๆ ก็เลยรู้สึกว่าผลที่ได้ออกมาโอเคแล้วล่ะ มันเป็นส่วนผสมที่ได้ที่ระหว่าง Feel Good และ Feel Real นะ คือดูแล้วได้ความรู้สึกดีๆ แล้วมันก็ไม่ได้ดูเว่อร์วังหรือเทพนิยายอะไรมากมายด้วย

เอาเป็นว่าน่าดูครับเรื่องนี้ ยกเว้นไม่ถนัดหนังโรแมนติกน่ะนะครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements