รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Conjuring 2 (2016) เดอะ คอนเจอริ่ง คนเรียกผี 2

13475152_1255361824494616_8426316164264061944_o

“จงอย่ายอมให้ผี “หลอก”” คือคำจำกัดความของสาระสำคัญที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้ครับ

ถือเป็นภาคต่อที่รอคอยเลยครับสำหรับ The Conjuring ที่จับเอาเรื่องราวคดีทางวิญญาณของสามีภรรยาตระกูลวอร์เรน (Vera Farmiga และ Patrick Wilson) มาเป็นเค้าโครงบอกเล่า โดยช่วงต้นมีการเกริ่นถึงคดีบ้านผีสิงแห่งอมิตี้วิลล์นิดหน่อย ก่อนจะเข้าสู่เคสหลักของเรื่อง ซึ่งเหตุไปเกิดที่บ้านผีสิงแห่งเอนฟิลด์ หนึ่งในกรณีผีหลอกวิญญาณหลอนที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ

ถ้าว่าแบบเข้าเรื่องเลยก็คือ ภาคนี้ยังคงเด็ดอยู่ครับ James Wan ยังคงสำแดงฝีมือทำหนังสยองขวัญออกมาได้อย่างน่าจดจำและมีเอกลักษณ์ ผมไม่ปฏิเสธนะว่าหนังผีของ Wan มักจะมีกลิ่นอายคล้ายๆ กัน โทนก็ไม่หนีกันนัก แต่มันออกมาสนุกและน่าติดตามมากๆ ทีเดียวครับ

Wan เล่าเรื่องได้พอเหมาะ ไม่ว่าจะการทิ้งปม, บรรยากาศหลอนๆ หรือฉากชวนสะดุ้ง ซึ่งหนนี้มันอาจไม่ได้แปลกใหม่ไปเสียทั้งหมด แต่ก็ต้องเห็นใจแกล่ะครับ ก็เล่นทำ Insidious 2 ภาค ไหนจะ The Conjuring ภาคแรกอีก ไอเดียและความสดมันก็อาจลดลง แต่กระนั้น ภาพที่เห็นตรงหน้ามันก็ยังพูดได้ว่านี่เป็นหนังผีแบบที่คอหนังสยองยังคงสนุกที่จะชมอยู่

ดาราในเรื่องก็เล่นกันได้เต็มแม็คเหมือนเดิมครับ Vera Farmiga ทำให้เราอินไปกับบทของ ลอเรน วอร์เรน เธอดูเป็นหญิงแกร่งและมีจิตใจมุ่งมั่นทีเดียว คือตัวจริงของลอเรนเป็นไงอันนี้ไม่รู้ครับ แต่คาแรคเตอร์ที่เห็นในหนังนั้นถือว่าเด่นและน่าเอาใจช่วยให้เธอโค่นผีสางทั้งหลายให้สำเร็จจริงๆ

Patrick Wilson ก็ไปได้ดีกับบทเอ็ดครับ ดูมีเคมีเข้าคู่กับ Farmiga ด้วย ซึ่งความเด่นของ 2 ตัวนำนั้นทำให้ภาคนี้นอกจากจะเป็นหนังสยองและตามปมปริศนา (แบบผีๆ) ได้อย่างน่าติดตามแล้ว หนังยังแอบแทรกอารมณ์ดราม่าและโรแมนติกลงไปได้อย่างเข้าท่าเลยล่ะ (โดยเฉพาะเพลง Can’t Help Falling In Love ที่เลือกมาได้อย่างลงตัว)

Frances O’Connor ที่ไม่ได้เจอหน้ามานาน (จำเธอได้ดีจาก Bedazzled) ก็มาแสดงเป็นเพ็กกี้ แม่ของครอบครัวฮอดจ์สันที่เจอความสยองที่เอนฟิลด์ รายนี้ก็แสดงได้ดีเช่นเดิมครับ และอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Madison Wolfe ในบทลูกสาวคนเล็กของครอบครัวฮอดจ์สันที่เจอเรื่องสยองเข้า รายได้ก็เล่นได้ดีมากๆ โดยเฉพาะตอนเหมือนอยู่ในภวังค์น่ะครับ เพิ่มอารมณน่ากลัวให้กับหนังได้หลายกิโลขีดเลย

ในแง่ความสยองถือว่าหนังมีอะไรให้ตื่นเต้น ตุ้งแช่ และหลอนแบบน่าพอใจ ในแง่หนังตามปมก็ถือว่าทิ้งปมและเฉลยปมได้น่าติดตามดี ช่วงท้ายๆ นี่แอบลุ้นเลยล่ะครับ เพราะผีในภาคนี้มันไม่ใช่แค่ผีมาสิงธรรมดาๆ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น และมันก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความมันส์ไม่น้อยในตอนท้าย

เป็นภาคต่อที่ไม่ผิดหวังครับ ถือเป็นหนังผีที่เข้าท่าที่สุดในระยะหลัง… จริงๆ ต้องบอกว่าหนังผีในรอบ 5 – 6 ปีให้หลังที่ว่าเข้าท่าๆ น่ะ ก็มีชื่อ Wan เป็นคนกำกับแทบทั้งสิ้น จนอยากจะยกตำแหน่งผู้กำกับหนังผีชั้นดีแห่งทศวรรษให้ไปเลยจริงๆ

ปกติแล้วหนังผีทุกเรื่องของ Wan มันจะมีธีมน่าสนใจอยู่เสมอครับ อย่างเรื่องมิติหลอน, มุมมองผีสางที่มีความซับซ้อน เรียกว่าหนังผีแต่ละเรื่องของเขานอกจากสร้างความสนุกปนสยองแล้ว พี่แกยังแอบสำรวจมิติเกี่ยวกับผีและสำรวจมิติแห่งความกลัวของคนไปพร้อมๆ กัน

อย่างธีมภาคนี้ที่ผมรู้สึกก็คือที่ผมบอกไปเมื่อตอนต้นนั่นแหละครับ “จงอย่ายอมให้ผี มาหลอกให้กลัว” เราต้องบอกตัวเองเสมอว่าเราแกร่ง เราไม่ยอมแพ้มัน อย่ากลัวจนยอมให้มันทำร้าย อย่ายอมให้มันคร่าชีวิตคนรักของเราง่ายๆ อย่ากลัวจนเอาแต่หนี แต่ต้องกล้าเผชิญหน้าและหยุดยั้งไม่ให้มันมีอำนาจมาทำลายชีวิตเราอีกต่อไป

บอกตามตรงว่าผมกลัวผีตั้งแต่เด็กครับ ครั้นพอโตขึ้นก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ค้นหาข้อมูลจากหลายๆ มุม จนได้ข้อสรุปแบบที่ผมชอบพูดเสมอว่า “ไม่ว่าผีจะมีจริง หรือไม่มีจริง ผีก็มีจริง”

ดังนั้นในเบื้องต้นแล้ว ตราบใดเรายังอยู่บนโลกนี้ เราหนี “ผี” ไม่พ้นครับ และสิ่งที่น่ารู้ (ในความคิดผม) ก็คือ แล้วเราจะอยู่อย่างไรให้ “ผี” มีอิทธิพลต่อชีวิตในทางลบให้น้อยที่สุด

สิ่งที่ Wan พยายามบอกกับเราก็คือ อย่ากลัวมันครับ มันอาจร้าย มันอาจน่ากลัว แต่จงศรัทธาในตนเอง จงกล้าที่จะเผชิญและขับไล่มันไปให้ไกลๆ ไม่ปล่อยให้มันมีอำนาจมาทำให้ชีวิตเราย่ำแย่ได้

อย่างในเรื่องนี้เจ้าผีร้ายมันไม่ใช่แค่ “หลอกให้กลัว” แต่มันยัง “หลอกให้หลง” ด้วย มันใช้ความกลัวและความสับสนของคนเราเป็นเครื่องมือ จนแต่ละตัวละครพากันหลงทาง พากันเดือดร้อน หรือไม่ก็โดนความกลัวความสยองพรางตาจนไม่เห็น “ความจริง” ทั้งๆ ที่ความจริงมันอยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ

ไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องผีหรือไม่ก็ไม่สำคัญครับ ยังไงเราก็ต้องอยู่ร่วมกัน ในโลกใบเดียวกัน ดังนั้นก้าวข้ามผีทั้งหลาย แล้วมาตระหนักถึงพลังในตนเอง ความสามารถในตนเอง และสติในตนเองกันดีกว่าครับ

ผีน่ะ เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง แต่ตัวเราน่ะเห็นมันทุกวัน สัมผัสมันทุกวัน

ถ้าเราไม่ค่อยเห็นผี แต่เราก็ยังเชื่อในอำนาจผีซะขนาดนั้น แล้วตัวเราที่เราเห็นมันตลอดเวลาที่ลืมตาแท้ๆ (ไม่เห็นหน้าก็เห็นขาเห็นแขน) หรือสัมผัสถึงได้ทั้งก่อนหลับและตอนตื่นแท้ๆ แบบนั้นแล้ว ทำไมเราไม่เชื่อในตัวเรา ในศักยภาพเรา หรือในอำนาจของเราให้มากขึ้นกันบ้าง

คิดไปคิดมาหนังของพี่ James Wan แกชอบยั่วให้เราเชื่อในคน มากกว่าเชื่อในผีซะอีกนะเนี่ย ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements