รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

OtherLife (2017) อะเธอไลฟ์ ไขชีวิตเสมือน

23231448_1817266314970828_4326979542819553431_n

ถือเป็นหนังไซไฟที่น่าสนใจพอดูครับ แต่ต้องบอกก่อนว่านี่เป็นแนวไซไฟแบบดราม่าแล้วก็ผสมความระทึกขวัญลงไป ไม่ได้เน้นแอ็กชัน แม้จะมีช่วงให้ลุ้นระทึกอยู่พอสมควรก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีฉากบู๊มันส์ๆ อะไรแบบนั้น

เรน อมารี่ (Jessica De Gouw) เป็นคนคิดค้นยาที่ชื่อ OtherLife ขึ้นมาครับ รูปแบบคือ มันจะเป็นยาที่ใช้หยอดตา ซึ่งพอหยอดแล้วยาจะทำการกระตุ้นให้ตา สมอง และการรับรู้ของเราเห็นภาพ และรู้สึกตาม “หัวข้อ” ของยาหยดนั้น

มันจะคล้ายๆ สวมแว่น VR แล้วเราก็รับสัมผัสประสบการณ์ตามแต่เรื่องที่มันนำเสนอน่ะครับ เช่น ถ้าเป็นเรื่องดำน้ำกลางมหาสมุทร พอหยอดปุ๊บ เราก็จะรู้สึกเหมือนกำลังดำน้ำ เห็นภาพรอบตัวเป็นว่าเรากำลังดำน้ำ อีกทั้งยังรู้สึกว่าเราเคลื่อนไหวจริงๆ ทั้งที่จริงๆ เราไม่ได้ขยับไปไหน แค่นอนอยู่กับที่

บริษัทยาที่คิดจะขายยาตัวนี้ก็หมายมั่นล่ะครับว่ามันจะต้องทำเงินแน่ๆ เพราะมันเปิดประสบการณ์ให้กับผู้ชม ต้องมีคนพร้อมซื้อหามาใช้ มาลิ้มลองแน่นอน

แต่ก็ตามสูตรครับ ยาที่ว่านี้มันไม่ได้สมบูรณ์หรอก มันจะมีจุดบอดจุดให้เรนต้องแก้ไขอยู่ตลอด จนเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ายานี้ควรจะออกวางตลาดดีหรือไม่ ซึ่งในหนังมันยังมีเหตุมีเรื่องมากกว่าที่ผมเล่าไปครับ เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้สปอยล์ ผมขอเล่าแค่นี้แล้วกัน

ตัวหนังถือว่าเวิร์กในระดับหนึ่งครับ ดูได้เรื่อยๆ ที่ชอบอย่างแรกคือโทนหนังที่ดูอึมครึม ดูอนาคตๆ แล้วก็แฝงความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเอาไว้ ดูเป็นบรรยากาศที่บิ้วอารมณ์ให้เข้ากับเรื่องราวได้ดี

จุดชอบต่อมาคือการเดินเรื่องที่คาดเดาได้ยากนิดนึง ตอนแรกเปิดมาเราก็นึกว่าจะเกี่ยวกับการที่เรนต้องหาทางแก้ยาตัวนี้ให้ทันกำหนด แล้วก็นึกว่าจะมีเรื่องระทึกอย่างเช่น มีคนต้องการปกปิดขุดบกพร่องของยา แล้วก็มาคุกคามชีวิตเธอ แต่เอาเข้าจริงเรื่องกลับไปอีกทาง

ตอนกลางๆ ก็ถือว่าน่าสนใจดีครับ อยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องมันจะไปยังไงต่อ ซึ่งถ้าพูดถึงทิศทางในครึ่งหลังแล้ว จริงๆ เป็นทิศทางที่น่าสนใจครับ แต่การนำเสนอมันอาจพร่องความเร้าใจไปหน่อย ถ้าปรุงให้ัลุ้นกว่านี้ก็คงดี

ดาราในเรื่องก็หน้าไม่คุ้นนัก แต่ก็แสดงกันได้พอเหมาะครับ De Gouw นางเอกของเรื่องดูเหมือน Jaimie Alexander ตอนเล่น Blindspot มากๆ ซึ่งเธอก็แสดงดีครับ ดูมีเสน่ห์และมีอะไรเก็บไว้ในใจเยอะอยู่

งานภาพถือว่าดีเลยครับ พวกซีนภาพลานกว้าง ภูเขา หรือผาชัน เลือกมุมกล้องมาได้สวยมาก ดูแล้วเหมือนเราได้สัมผัสกับประสบการณ์ในภาพเหล่านั้นจริงๆ เลย ก็ขอชมตากล้อง Dan Freene ที่จับภาพมาได้แบบกำลังดีจริงๆ

สาระดีๆ ของหนังก็คือการสอนให้เรารู้จักปล่อยวางอดีตครับ บางเรื่องที่ผ่านมาแล้วมันแก้อะไรไม่ได้ แล้วหากยังไปปล่อยตัวให้จมอยู่กับมัน ก็เท่ากับเราบั่นทอนช่วงเวลาปัจจุบันของเราไปด้วย ดังนั้นเราต้องหาทางก้าวให้ผ่าน ข้ามให้พ้น หรือถ้าจะมองอดีต ก็มองเพื่อเรียนรู้และเติบโต แต่อย่ามองเพื่อจองจำตนเอง

หากเป็นคอหนังไซไฟก็ถือว่าน่าลองครับ หนังไม่เลว เพียงแต่อาจไม่ได้เด็ดอะไรมาก และระหว่างดูผมก็คิดนะว่าถ้ามียาแบบนี้ออกมาจริงๆ เราจะกล้าใช้ไหมเนี่ย เพราะดูแล้วมันอันตราย และหากเกิดผิดพลาดนี่เราอาจติดอบู่กับภาพนั้นๆ ไปตลอดกาลก็ได้… น่ากลัวเหมือนกันแฮะ ^_^

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements