รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Hitting the Apex (2015) ซิ่งทะลุเส้นชัย

13131428_1220567504640715_6549486526422466115_o

ทุกวันนี้ ผมรู้ตัวเลยครับว่าตัวเองรู้สึกในเชิงลบกับรถมอเตอร์ไซค์ หลังจากเคยล้ม 2 รอบติดๆ กัน (เพราะคนอื่นขับมาเกี่ยว), โดนมอเตอร์ไซค์จ่อก้นเกือบทุกครั้งที่ออกไปเดินตรงฟุตบาทแถวบ้าน (ย้ำครับว่า ฟุตบาท ไม่ใช่ถนน)

และเมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีคนเมาขี่มอเตอร์ไซค์ปีนฟุตบาทมาชนตรงเสาไฟฟ้าข้างๆ บ้าน ตรงที่ผมต้องเดินผ่านทุกวัน แต่ยังดีที่คนๆ นั้นรอดชีวิตมาได้

การจราจรทุกวันนี้น่ากลัวขึ้นครับ จะรถเล็กหรือรถใหญ่ล้วนขับกันน่ากลัวมากขึ้น รถใหญ่ก็มักจะโทษรถเล็ก ส่วนรถเล็กก็มักจะโทษรถใหญ่ โทษกันไปมา แต่กลับไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีใครคิดแก้ไข และปัญหาก็ดูจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าหนักใจ

ออกไปตามท้องถนนทุกวันนี้มันเครียดครับ บอกได้เลย

ครั้นพอหยิบสารคดีเรื่องนี้มาชม ก็อยากรู้น่ะครับว่าตัวเองจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องมอเตอร์ไซค์แข่งแบบนี้ และผลที่ได้ก็นับว่าโอเคครับ ถือเป็นสารคดีที่ดีในระดับหนึ่ง

สารคดีก็จับประเด็นว่าด้วยเรื่องในสนามแข่งน่ะครับ โดยหลักคือเรื่องราวของเหล่าจ้าวความเร็วที่มาประชันฝีมือกัน เชื่อว่าคอกีฬาแนวนี้น่าจะโปรดหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะนำเสนอได้น่าสนใจครับ ขนาดผมไม่ได้ติดตามกีฬาชนิดนี้ก็ยังรู้สึกสนใจเลย

แต่สิ่งที่ผมชอบจริงๆ คือประเด็นต่างๆ ที่เหล่านักแข่งพูดถึงครับ หลายประเด็นฟังแล้วอยากให้ทุกคนที่ขับรถ (ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กหรือกระทั่งจักรยานก็ตาม) ได้นำเก็บไปคิด

จริงครับที่นักแข่งในสนามล้วนขับขี่รถอย่างเร็วที่สุด แน่นอนว่ามันอันตรายและพวกเขาเองก็ยอมรับในความอันตรายนั้น เรียกว่าเขาทำเต็มที่เพื่อชัยชนะหรือไม่ก็ทดสอบขีดจำกัดของตนเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาคิดเสมอก็คือ พวกเขาต้องหาวิธีลดความอันตรายให้มากที่สุด หากล้มก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่ล้มอีกในภายหน้า แม้สิ่งที่ทำอยู่จะเป็นการ “ทลายขีดจำกัด” แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังยอมรับว่าต้องมีข้อจำกัดบางอย่างมาควบคุม เพื่อช่วยลดอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

พูดง่ายๆ คือจะไม่ใช่หลับหูหลับตาขับแบบขาดสติครับ ถ้าจะขับก็คือขับเพื่อทดสอบตนเอง, เพื่อเข้าเส้นชัย, เพื่อฝึกฝน หรืออาจจะเพื่อค้นหาตนเอง แต่จะไม่ใช่การขับอย่างคึกคะนอง (เพราะการขับแบบนั้น มีโอกาสเกิดหายนะทั้งกับตนเองและผู้อื่น)

ผมชอบตอนที่นักแข่งคนหนึ่งพูดว่า “คุณต้องเคารพนักแข่งร่วมสนาม เพราะคุณไม่รู้ว่านี่จะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายไหม” กล่าวคือการขับเพื่อแข่งขันนั้น นอกจากคิดถึงตนเอง ก็ต้องคิดถึงคนอื่นด้วยเสมอ

มีอยู่ซีนหนึ่งที่นักแข่งรถสองคนเกิดเสียหลักไปชนกัน ผลที่ตามมาคือคนหนึ่งต้องออกจากการแข่งขัน แต่อีกคนรถยังแล่นได้เลยแข่งต่อ แต่เมื่อแข่งเสร็จแล้ว นักแข่งอีกคน (ที่แข่งต่อ) รีบไปหานักแข่งอีกคนทั้งชุดแข่งเลยครับ หมวกเหมิกอะไรก็ไม่ถอด คือพอเสร็จแล้วรีบบึ่งไปขอโทษและถามนักแข่งอีกคนเลยว่าเป็นอะไรไหม เกิดอะไรขึ้น

มันทำให้นึกถึงคำว่ารับผิดชอบครับ เราต้องรับผิดชอบทั้งตนเองและผู้อื่น

แน่นอนครับว่าที่ผมเขียนนี่ก็สื่อมาถึงท้องถนนของจริงด้วย อยากให้ขับขี่กันอย่างระมัดระวัง ถ้าอยากแข่งก็ไปหาที่แข่งดีๆ หรือถ้าอยากขับเร็วจริงๆ ก็ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะคุณอาจก่ออันตรายกับตนเองและคนอื่นได้ทุกเมื่อ

… ดังนั้นเอาเข้าจริงๆ แล้ว ขับไม่ต้องเร็วถึงขนาดลืมเป็นลืมตายก็ได้ครับ เอาเร็วแต่พอดี เร็วแบบที่เราพอจะหยุดตัวเองได้หากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝัน

สำหรับในแง่ของสารคดีแล้ว ก็อย่างที่บอกครับว่าเหมาะสำหรับคอกีฬาชนิดนี้ ใครไม่คุ้นก็อาจจะไม่รู้สึกชอบอะไรมาก แต่สำหรับผม ผมชอบในส่วนของแนวคิด ความรับผิดชอบของนักแข่งมากกว่า หลายอันเอาไปปรับใช้กับชีวิตได้ ทั้งบทท้องถนนและในชีวิตการทำงานต่างๆ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

Advertisements