รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Burnt (2015) เบิร์นท รสชาติความเป็นเชฟ

13308363_1236329616397837_8766556290727659991_o

เชื่อว่าหลายคนพอเห็นหนังเรื่องนี้แล้วจะนึกถึงหนังเรื่อง Chef ซึ่งก็บอกไว้ตรงนี้เลยครับว่า แม้โดยหลักหนังจะว่าด้วยเชฟมือเยี่ยมที่มั่นใจในฝีมือตนเองเหมือนๆ กัน แต่ลีลาและสไตล์เรื่องไปคนละทางครับ

ขณะที่ Chef ออกแนวดราม่าแบบกึ่งเบาสมอง และมีกลิ่นอายความเป็นหนังครอบครัว แต่ Burnt จะมาในแนวดราม่าแบบเต็มตัวและจริงจัง บางจังหวะนี่ Hell’s Kitchen มาเองเลยครับ (555)

เรื่องของ อดัม โจนส์ (Bradley Cooper) เชฟที่เคยทำลายชีวิตตัวเองด้วยความจองหองอวดดี เขาติดยาและทำตัวเหลวแหลกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยายามตั้งหลักชีวิตและอาชีพอีกครั้ง โดยการตั้งเป้าว่าจะคว้ามิชลินสตาร์ดวงที่ 3 มาให้ได้

อย่างที่บอกครับว่าหนังออกแนวดราม่าแบบเต็มตัว และจริงจังพอาสมควร อาจมีช่วงผ่อนบ้างแต่ก็ถือว่าไม่มากครับ ดังนั้นหากใครคาดหวังจะได้ดูอะไรเบาๆ หรือชวนให้ยิ้มได้แบบ Chef หรือ The Hundred-Foot Journey ก็อาจต้องเผื่อใจสักหน่อยครับ เพราะหนังมันดราม่าค่อนข้างเข้มเลยล่ะ

จุดเด่นที่ผมถือว่าเด่นมากๆ ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ภาพครับ งานด้านภาพเวิร์กมาก ภาพอาหารได้รับการถ่ายทอดอย่างสวยงามจับตาอย่างยิ่ง สวยทุกช็อตครับ สวยตั้งแต่ภาพของสด ไม่ว่าจะเนื้อและผักผลไม้ก่อนเอามาปรุง ถ้าเป็นเนื้อก็ดูฉ่ำ ถ้าเป็นผักก็ดูสวย

ครั้นพอนำมาปรุงแล้ว ภาพตรงหน้าก็น่ากินเหลือกำลัง เบค่อนนี่ดูกรอบและหอมสุดๆ (ใช่ครับ มันรู้สึกว่าเบค่อนต้องหอมแน่ๆ เพียงแค่ดูนี่แหละ) หรือสเต็กนุ่มๆ เนื้อหวานๆ (นี่ก็เหมือนกัน จับภาพมาจนเรารู้สึกว่าเนื้อมันสดหวานจริงๆ)

เรียกว่าอาหารของจริงเป็นยังไงก็ไม่อาจทราบ แต่ถ้าดูเพาะภาพที่เห็นล่ะก็ มันสัมผัสได้ถึงความกลมกล่อมของอาหารบนจอจริงๆ ครับ

ดังนั้นข้อห้ามสำคัญของหนังเรื่องนี้คืออย่าดูตอนดึกๆ อย่าดูตอนที่คุณไม่สามารถหาอะไรมาทานได้ อย่าครับอย่าดูเด็ดขาด เพราะมันคือการทรมานตัวเองแท้ๆ

และไม่ใช่แค่ภาพอาหารเท่านั้นครับ ภาพในแต่ละฉากก็สวยเช่นกัน ไม่ว่าจะภาพในร้าน ภาพเมือง หรือภาพตอนคนกำลังวุ่นกันในครัว ทุกอย่างมันดูสวยและได้อารมณ์มากๆ อันนี้ขอชม Adriano Goldman เลยครับ กำกับภาพได้อย่างน่าดีมาก เรียกว่าทำให้หนังดูดีเลยล่ะครับ

ด้านดาราก็เล่นได้ดีหมดครับ Cooper ไปได้ดีกับบทดราม่าแบบนี้ เช่นเดียวกับดาราเจ้าอื่นๆ ที่ช่วยกันเสริมความพอเหมาะให้กับหนัง ไม่ว่าจะ Sienna Miller, Daniel Brühl, Omar Sy, Emma Thompson, Uma Thurman และ Alicia Vikander ทุกคนถือว่ามาพร้อมฝีมือในตัว แม้ตัวบทอาจจะไม่ได้ส่งหรือเด่นมากมาย แต่ทุกคนก็สำแดงฝีมือได้กำลังดีครับ

เป็นหนังอีกเรื่องที่คอหนังแนวดราม่าว่าด้วยนักปรุงน่าจะลองลิ้มดูครับ แต่อาจต้องปรับใจสักหน่อย อย่าคาดหวังความเบาสมองหรือเนื้อหาแบบเสริมสร้างพลังใจ เพราะมันไม่ได้เป็นหนัง Feel Good สุดโต่ง มันคือหนังที่เล่าถึงเชฟคนหนึ่งที่ต้องหาทางเอาชนะความอวดดีของตน แน่นอนครับว่ามันมีภาพแห่งความพ่ายแพ้ มีภาพแห่งความเกรี้ยวกราดเมื่อเชฟทำอะไรไม่ได้อย่างกะใจ (บอกแล้วครับ Hell’s Kitchen มาเอง) แต่ในที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น ประสบการณ์เหล่านั้น (ทั้งดีและร้าย) ช่วยแนะแนวให้เขาได้ค้นพบทางอันเหมาะควร แก่การเป็นเชฟอย่างแท้จริง

สำหรับผมแล้ว ผมยังชอบ Chef หรือ The Hundred-Foot Journey มากกว่าอยู่หน่อย แต่เรื่องนี้ผมก็ชอบนะครับ มันดูลงตัวในแบบของมัน มีภาพอาหารที่สวยงามเรียกน้ำย่อย มีพล็อตว่าด้วยคนๆ หนึ่งที่พยายามเอาชนะข้อเสียของตัวเองให้ได้

ซึ่งแง่คิดว่าด้วยการรู้จักทบทวนตนเองและหัดเคารพคนอื่นให้มากขึ้น อีกทั้งตระหนักว่าเราไม่ใช่ผู้ไร้เทียมทานตลอดกาล ถือเป็นใจความสำคัญที่คนดูอย่างเราๆ สามารถนำไปใช้ได้ด้วยครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements