รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Yes Man (2008) เยสแมน คนมันรุ่ง… เพราะมุ่งเซย์ “เยส”

yes_man

ผมทำใจล่วงหน้าก่อนเข้าโรงแล้วว่าหนังของพี่ Jim Carrey เรื่องนี้คงไม่ฮาแตกเท่าสมัยเล่น Dumb and Dumber, Liar Liar หรือ Bruce Almighty พอดูจบก็พบคำตอบว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ แหละครับ หนังขำบ้างแต่ก็ไม่มาก จึงขอสาธยายแจ้งไว้ในย่อหน้าแรกเลยนะครับว่าอย่าดูโดยคาดหวังความขำ

แต่กระนั้นผมก็ยังอยากให้เป็นดูหนังเรื่องนี้ครับ เพราะมันก็มีดีในตัวเอง เนื้อหาหลักๆ ก็น่าจะทราบกันดี พระเอกของเรื่องชื่อ คาร์ล อัลเลน (Carrey) ชายหนุ่มผู้มีคำว่า “ไม่” ติดอยู่ในริมฝีปากตลอดเวลา จนเพื่อนๆ ก็เริ่มถอยหนี ไม่มีคนคบหา การงานก็ย่ำต้อกอยู่กับที่ แล้ววินาทีเปลี่ยนชีวิตก็มาถึงครับ เมื่อพี่ท่านลองเข้าร่วมการสัมมนา “Yes” ตามคำชวนของเพื่อน ซึ่งโครงการนี้ก็มีหลักง่ายๆ คือให้คุณเซย์เยสกับทุกคนและทุกเหตุการณ์ เพื่อเปลี่ยนชีวิตจำเจให้มีสีสันรสชาติมากกว่าเก่า ทีนี้คุณคงพอจะเดาได้นะครับว่าการเซย์เยสของคาร์ลก็นำเขาไปพบกับประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี เพื่อทำให้รู้จักคุณค่าและความหมายของชีวิตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แล้วที่สำคัญเหนืออื่นใดคือได้พบกับอลิสัน (Zooey Deschanel) สาวน้อยนักซิ่งที่ช่วยกระตุ้นหัวใจคาร์ลให้เป็นสีชมพูอีกด้วย

หนังมันจะออกแนวหนังสือสไตล์ How to ที่สอนให้คุณลงมือเปลี่ยนชีวิตตัวเอง หนังตั้งคำถามใส่คาร์ลและคนดูว่าทุกวันนี้ชีวิตคุณมีความหมายแค่ไหน และคุณปล่อยให้โอกาสดีๆ ในชีวิตหลุดลอยไปเท่าไรแล้วด้วยการเซย์โน ไม่ว่าจะโอกาสทำดี โอกาสเป็นเพื่อนรักของใครสักคน หรือโอกาสก้าวหน้าในการทำงาน อันที่จริงแล้วโอกาสดีมีเป็นหมื่นแสนครับ คนมากมายที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็มักเกิดจากการกล้ากล่าวตอบรับให้กับประตูสู่ความสำเร็จนั่นเอง ตอนดูผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ล่ะครับว่าการเซย์โนของผมมันส่งผลยังไงกับตัวเราบ้างหนอ

ในครึ่งแรกของหนังอาจออกมาแปร่งๆ เล็กน้อย เพราะนายคาร์ลพอโดนสั่งให้เซย์เยสแกก็เยส เยส เยส กับทุกอย่าง แม้แต่กิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรไปเซย์เยสเลยแม้แต่น้อย เช่น กรณีคุณยายข้างบ้านหรือการตอบรับจะชกกับคนตัวล่ำยังกับตึก (ดูก็รู้ว่าต่อยไม่ชนะแน่นอน) แต่ยังดีที่ครึ่งหลังหนังไม่ละเลยที่จะสอนคนดูให้รู้จักทางสายกลาง ให้รู้ว่าคุณควรเซย์เยสให้มากแต่ไม่จำเป็นต้องเซย์เยสกับทุกสถานการณ์ แบบนั้นเขาเรียกว่าขาดสติไปแล้วล่ะครับ ก็เรียกว่าได้ครึ่งหลังมาช่วยไว้เยอะ ไม่งั้นถ้าหนังให้พระเอกเซย์เยสอย่างเดียวเน้นฮาอย่างเดียวโดยไม่สรุปเรื่องให้ดี ไม่สอนคนให้ได้เนื้อความ หนังคงธรรมดาไปเลยล่ะครับ

พี่ Jim ดูแก่ขึ้นเยอะครับ ไม่บ้าพลังตลกสุดคลั่งเท่าสมัยก่อน แต่ก็ยังแสดงตลกได้ดีครับ พร้อมทั้งผสมดราม่าลงไปด้วย จนผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหนังเพิ่มความอบอุ่นอ่อนโยนลงไปให้มากกว่านี้ หนังอาจส่งให้พี่ท่านเข้าชิงรางวัลแบบพี่ Will Smith ใน The Pursuit of Happyness ก็ได้ มานึกตอนนี้ก็เสียดายหน่อยๆ นะครับ หนังมีวาระที่สามารถผลักดันให้ซึ้งๆ กินใจได้เยอะมาก อย่างตอนที่อลิสันขับรถไปส่งคาร์ลแล้วทำให้เขารู้สึกว่าการเซย์เยสมันก็ให้ประโยชน์เหมือนกันนะ ฉากนี้น่ะครับถ้าวางกล้องดีๆ มีเพลงเบาๆ เปิดคลอมันจะรับกับอารมณ์ด้านบวกของฉากนั้นได้อย่างเจ๋งเลยล่ะ ก็เสียดายเล็กน้อยครับ ส่วน Deschanel ก็น่ารักฉายเสน่ห์ได้ดีสุดๆ ผมล่ะเชียร์ให้เธอดังมาตั้งแต่ Elf แล้วล่ะ ตอนนี้ก็คงเป็นที่รู้จักมากขึ้นบ้าง แต่ที่น่าแปลกคือดาราสมทบไม่มีใครโผล่มาขโมยซีนเลย ผิดวิสัยหนังสไตล์นี้ยังไงก็ไม่รู้… แต่ก็เอาเถอะครับ พระนางเล่นได้น่ารักก็โอเคล่ะ

Peyton Reed ผู้กำกับจาก Bring It On และ The Break-Up ผมว่าเรื่องล่าสุดนี่โอเคครับ เพียงแต่จังหวะความลื่น การหยอดอารมณ์ซึ้งๆ หรือการวางจังหวะขำยังไม่แม่นเท่าไร แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยสาระดีๆ ก็คุ้มพอจะตีตั๋วเข้าไปดู ถ้าไม่คาดหวังอะไรมากก็ดูได้เพลินๆ ครับ

(ถัดไปจะเป็นบทความที่ผมเคยเขียนลงคอลัมน์ในนิตยสารครับ)

maxresdefault0091

บทความ Come on Man… Become Yes Man!

… ทราบไหมครับว่าช่วงที่ผ่านมา ผมรู้สึกจำเจ ขาดความเปิดกว้างทางใจ ทำอะไรเดิมๆ วนอยู่กับงาน ส่วนความกระตือรือร้นเหมือนจะหนีหายไปไหนก็ไม่รู้… พอมานั่งนึกก็พอเข้าใจว่าการไม่หาอะไรแปลกใหม่ให้ชีวิตมันก็เป็นบ่อเกิดแห่งความเบื่อหน่าย… ก็พอดีที่หนัง Yes Man ลงโรง จึงลองดูสักหน่อย ตอนดูตัวอย่างผมไม่ได้หวังความฮาเลยครับเพราะเดาได้ว่าหนังพี่จิม แคร์รี่ระยะหลังๆ คงไม่ฮากระจายเท่างานเก่าๆ แต่ที่หวังคือแง่คิด กะว่าปะเหมาะเคราะห์ดีเข้าท่าขึ้นมาก็เอามาลงคอลัมน์ซะเลย… และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมคิดถูกครับ

 

What about YES MAN

คาร์ล อัลเลน คือพ่อหนุ่ม “โนแมน” ที่ชอบปฏิเสธทุกอย่างในชีวิต กิจวัตรประจำวันคือการเช่าหนังไปนอนดูในบ้าน เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป ใครชวนอะไรก็ไม่ทำ ปิดประตูอยู่แต่กับตนเอง จนวันหนึ่งเขาลองไปสัมมนาตามคำชวนของเพื่อนเก่า ซึ่งก็เป็นเหมือนโครงการสัมมนาเสริมบุคลิกน่ะครับ วิทยากรก็คือเทอร์เรนซ์ บันท์ลี่ย์ (Terence Stamp) ที่สอนพร้อมสั่งให้คาร์ลรีบเปลี่ยนตัวเองใหม่ ไม่เช่นนั้นชีวิตเขาจะมีแต่แย่ลง

คาร์ลคงจะไม่เปลี่ยนตัวเองเป็นเยสแมน ถ้าเผอิญเทอร์เรนซ์ไม่ได้พูดเกี่ยวกับชีวิตของเขาอย่างตรงเผง

 

Are You “NO MAN” ?

เทอร์เรนซ์เดินมากล่อมให้คาร์ลเป็นมนุษย์เซย์เยส แต่คาร์ลก็ยังเซย์โนอยู่ เทอร์เรนซ์เลยพิจารณาว่า การที่คาร์ลเป็นแบบนี้คงมีความผิดหวังในอดีต อาจได้งานไม่ดี แฟนทิ้ง (ใช่ครับ เขาโดนแฟนทิ้ง) เลยตัดสินใจแยกตัวเองจากโลก สร้างเกราะป้องกันตนขึ้น ไม่ให้ใครมายุ่ง ปฏิเสธไม่อยากทำอะไรนอกจากอยู่กับตัวเอง

สำหรับคาร์ลการอยู่กับตนเองเพียงลำพัง ถือว่าเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยส่วนตัว ไม่ต้องไปมีปฏิสัมพันธ์กับใคร ไม่ต้องไปคาดหวังจากคนอื่นและไม่ต้องเป็นที่คาดหวังของคนอื่น เป็นการแยกตัวเองออกจากสังคม ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติครับเมื่อใครสักคนเผชิญเรื่องไม่สบายใจหรือปัญหาชวนให้ทุกข์ สภาพจิตใจก็ย่อมถูกสั่นคลอน ความหวั่นไหวเริ่มก่อตัว ทีนี้วิถีทางในการรับมือกับปัญหานั้นจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็ย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานอุปนิสัยส่วนบุคคล ขึ้นกับการปลูกฝังรูปแบบความคิดและการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กเรื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าได้รับการปลูกฝังที่ดีหรือต่อให้ไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี แต่เด็กมีประสบการณ์ที่ทำให้วุฒิภาวะ (Maturity) มีการพัฒนาจิตใจเติบโตขึ้น เขาก็จะมีรากฐานการรับมือกับสภาวะต่างๆ ได้

แต่ในทางตรงข้าม หากคนเรามีความคับข้องใจในวัยเด็ก ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง พลังในการรับมือกับสภาวะต่างๆ ก็อาจเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม เป็นไปในทางหลีกลี้หนีปัญหา พยายามบิดเบือนมุมมองตนเองที่มีต่อปัญหา ให้เกิดความสบายใจแบบไม่ถูกทางแทน ซึ่งในทางจิตวิทยาจะเรียกว่าเป็น กลไกการป้องกันตัว หรือ Defense Mechanism และการที่พระเอกของเรากลายเป็น “โนแมน” ก็ถือเป็นการใช้กลไกป้องกันตัวเพื่อแยกตัวเองออกจากสังคมอย่างหนึ่ง เป็นการเลือกที่จะหลีกหนี (Avoidance) โดยการปฏิเสธทุกสิ่ง

จริงๆ แล้วกลไกป้องกันตัวคือทางออกอย่างหนึ่งของจิตใจ การใช้กลไกในปริมาณที่เหมาะก็ไม่ถือว่าเป็นโทษ เช่น บางเวลาเราอาจคิดเข้าข้างตนเองเพื่อเพิ่มพลังใจ หรือเราอาจจะหลีกเลี่ยงที่จะเจอแฟนเก่าหลังจากเลิกกันใหม่ๆ เพื่อขอเวลารักษาจิตใจให้เข้มแข็งก่อน แม้จะถือเป็นการหลีกหนีเหมือนกันแต่ก็ยังถือว่าเหมาะสม แต่ถ้าถึงขนาดหนีไปจากสังคม แยกตัวไปเลย แล้วยังรู้สึกไม่ดีต่อตนเองยิ่งขึ้นไปอีก อันนี้แหละครับที่ควรระวัง เพราะหากเอาแต่หลีกหนีจนเป็นนิสัย จากการ Avoidance ทั่วไป อาจทำให้เรามีบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยงสังคม (Avoidant Personality Disorders) ไปเลยก็ได้ ซึ่งในเรื่องคาร์ลเองก็เริ่มๆ จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะหลีกหนีจากสังคมอย่างมาก แม้แต่เพื่อนซี้และหัวหน้าที่ทำงานก็ยังรู้สึกว่านายคนนี้ชักจะห่างไกลจากมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ

อย่าว่าแต่เพื่อนๆ เลย ขนาดคาร์ลเองยังฝันเป็นตุเป็นตะว่าต่อไปพี่ท่านคงจะต้องอยู่อย่างเดียวดายตายอย่างลำพัง แม้ดูเผินๆ เขาอาจจะแฮ้ปปี้กับชีวิตแบบนี้ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป คาร์ลก็เริ่มพบว่า… ไม่ เขาไม่แฮ้ปปี้

ในที่สุดเขาก็ตกลงปลงใจเป็นมนุษย์เซย์เยสดูซักตั้ง… ว่าแต่ ทำไมเราต้องเซย์เยสด้วย? การพูด “ใช่” มันดีอย่างไร

yes_man05

Yes is “Chance”

การเซย์เยสเป็นเสมือนการเปิดประตูรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตครับ ว่าง่ายๆ เช่น คุณเดินไปตามถนนแล้วมีคนแจกใบปลิวสักใบมาให้เรา หากเรารับและอ่านมันเราก็จะได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ อาจมีร้านอาหารเจ้าใหม่มาเปิดแถวบ้านหรือห้างย่านนั้นกำลังจะลดราคาครั้งใหญ่ แต่หากคุณไม่รับ แน่นอนครับว่าคุณจะไม่ได้รับรู้เรื่องเหล่านี้

หรือในกรณีที่เจ้านายของคุณขอแรงให้คุณมาช่วยทำงานวันหยุด แล้วคุณตอบตกลง นั่นจะเท่ากับเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ไม่ว่าจะการได้ทำงาน ได้ประสบการณ์เพิ่ม หรือไม่เราก็อาจได้คำชื่นชมจากนายจ้างทำให้ท่านเล็งเห็นข้อดีของเราและอาจมอบสิ่งดีๆ เช่น ตำแหน่งที่สูงขึ้นให้เราก็ได้

การเซย์เยส การตอบรับเปรียบได้ดั่งการอ้าแขนรับให้โลกและสังคมเข้ามาแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ กับตัวคุณ ซึ่งในเรื่องคาร์ลก็รู้สึกประดักประเดิดอยู่ไม่น้อยตอนต้องเซย์เยสเป็นครั้งแรกโดยการพาขอทานมาส่งลงในที่เปลี่ยวๆ แต่บทสรุปของวันคือมันทำให้เขาได้ไปพบกับหญิงสาวน่ารักผู้แสนสดใสและมีความร่าเริงเหลือเฟืออย่างอลิสัน ซึ่งทำให้เขาคิดได้ว่า “…นี่ถ้าเราไม่เซย์เยสมาลุงมาส่ง เราคงไม่ได้เจอเธอเป็นแน่”

แล้วชีวิตของเขาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครับ การตอบตกลงไปเที่ยวกับเพื่อนทำให้เขากับเพื่อนซี้ได้สนิทกันมากขึ้น การที่เขาเซย์เยสว่าจะช่วยจัดงานเลี้ยงสละโสดให้แฟนเพื่อนก็ทำให้จากเดิมที่แฟนเพื่อนคนนั้นเขาไม่ค่อยชอบคาร์ลสักเท่าไร ก็เริ่มมองเขาในแง่ชื่นชม หรือการตอบรับนัดหมายของเจ้านายก็เป็นบันไดให้เขาก้าวไปสู่ความก้าวหน้าอย่างยิ่งยวดในเรื่องหน้าที่การงาน

พลังแห่งการเซย์เยสมันมหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ คุณอาจสงสัยใช่ไหมล่ะครับ คุณอาจคิดว่ามันดูเว่อร์เกินไปหรือเปล่า หรือไม่ก็คิดว่า “มันแค่หนังน่ะ จะไปยึดถือจริงจังอะไรกับมันมาก” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การอบรมสอนให้คนรู้จักตอบรับนั้น มีจริงๆ ครับ และคนที่ได้ดีเพราะการเซย์เยสนั้นก็มีไม่ใช่น้อยๆ

คำอธิบายว่าทำไมการเซย์เยสจึงมักจะนำสิ่งดีๆ มาสู่เราก็คือ เมีอคุณเซย์เยสกับใครหรือกับหัวเรื่องไหน นั่นจะเท่ากับคุณก้าวเท้าลงไปคลุกคลีมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องนั้นๆ เหมือนตอนคุณไปโรงเรียนเพื่อร่ำเรียนน่ะครับ สมมติถ้าคุณไม่ไปเรียน คุณย่อมไม่มีความรู้แน่นอน แต่ที่คุณมีความรู้มากขึ้นก็เพราะคุณไปเรียนหนังสือจริงไหมครับ ซึ่งระดับความรู้ที่เราได้จากการเรียนนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับการยอมเปิดใจของเราด้วย เช่น ถ้าคุณไปเรียนเพียงแต่ตัว ทว่าหัวเซย์โนกับการศึกษา วันๆ เอาแต่วาดการ์ตูนลงสมุดหรือโดดเรียนไปเที่ยว แบบนั้นคุณกับการศึกษาย่อมไม่มีฏิสัมพันธ์กันและแน่ล่ะครับ คุณจะไม่เก่งขึ้นสักเท่าไร ในขณะที่เมื่อคุณตั้งใจ เซย์เยสตอบรับความรู้ทั้งหลายที่อาจารย์ถ่ายทอด พร้อมทั้งตอบรับคำแนะนำของอาจารย์ที่บอกให้คุณไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในห้องสมุด ก็จะเหมือนกับคุณตอบรับหนังสือพิมพ์แล้วอ่านเพิ่มพูนความรู้มันทุกวัน นั่นจะทำให้คุณมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ทีนี้ลองคิดย้อนไปครับ ถ้าคุณไม่เซย์เยสให้การศึกษา คุณจะมีความรู้ได้หรือไม่

หรือหากเรื่องความรู้มันดึงดูดใจให้คุณเซย์เยสได้ไม่พอ งั้นเอาเรื่องนี้แล้วกัน ความรักเป็นไงครับ?

ใน Yes Man คาร์ลโดนแฟนทิ้งไปมีชายอื่น เขาก็นั่งเซ็งเบื่อไปวันๆ ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเลย (ก็เขาไม่ออกไปพบปะมนุษย์คนไหนเลยนี่ครับ) แต่เมื่อเขาเริ่มเป็น เยสแมน เขาก็ได้เจอกับอลิสันทันที… อันนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยนะครับ เพื่อนๆ ทั้งหลายไม่ว่าชายหญิงขอรับ หลายท่านอาจกำลังต้องการใครสักคนมาแชร์ชีวิตร่วมกัน ใครสักคนมาเกาะกุมมือกันในวันวาเลนไทน์ปีนี้และปีต่อๆ ไป แต่หากคุณไม่ออกไปพบปะใครๆ แล้วคุณจะพบเจอได้อย่างไรจริงไหมครับ

ถ้าคุณเอาแต่อยู่บ้านก็คงเจอแค่พนักงานส่งพิซซ่าหรือไปรษณีย์เท่านั้นแหละ (หรือไม่ก็พนักงานสูบส้วมไปเลย) เหมือนคาร์ลที่นั่งเซ็งเพราะไม่มีใคร แต่เมื่อเขาได้ออกไปปุ๊บก็เจอ แม้ในโลกจริงๆ มันอาจไม่ทันใจแบบนั้น แต่ลองว่าคุณมีความจริงใจพบเจอคนมากขึ้น โอกาสที่จะพบคนที่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของหัวใจคุณก็ย่อมเพิ่มตาม เหมือนหาของน่ะครับ คุณอยากหาต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สักต้น แต่คุณหาแถวบ้านเท่าไรมันก็ไม่มี นั่นย่อมเป็นสัญญาณว่าคุณต้องขยายพื้นที่ผิวในการหา อาจขยับไปเมืองข้างๆ อะไรทำนองนั้น โอกาสเจอก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เช่นกันครับ หากคุณพยายามหาคนที่ใช่ในสังคมเดิมๆ ของคุณมานานแล้วยังไม่พบ ก็ไม่แน่นะ เขาอาจรอพบคุณอยู่ในสังคมใหม่ๆ ก็เป็นได้ แต่กระนั้นผมก็ไม่อยากให้หมกมุ่นเรื่องนี้มากนะครับ จุดประสงค์แห่งการเซย์เยสที่ผมพยายามนำเสนอ ก็เพื่อขยายความรู้ ขยายประสบการณ์ของคุณ ทำให้คุณรู้จักคนมากขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น (อันจะทำให้คุณมีชีวิตที่สะดวกมากขึ้นในหลายกรณี) ส่วนเรื่องคนรักนั้นมันก็ห้ามหรือเร่งกันไม่ได้หรอกครับ ก็อย่าไปคิดมาก ลองรอความรักแบบไม่คาดหวังดูสิครับ… หลายคนมักจะพบด้วยวิธีนี้นี่แหละ

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว จะไม่ลองเซย์เยสดูสักทีสองทีเหรอครับ… มันอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้นะ

Всегда говори Да

อย่ากลัวที่จะ Yes!

ผมเข้าใจครับว่าหลายคนกลัวที่จะตอบรับไปทำกิจกรรมใหม่ๆ กลัวว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีหรือทำเรื่องน่าอาย กลัวจะโดนหยามหยัน ซึ่งส่วนหนึ่งที่คาร์ลหลีกหนีผู้คน (Avoidance) ก็เพื่อกันตัวเองจากความอายทั้งมวล คนจำนวนมากขาดความมั่นใจครับ เวลาจะต้องทำอะไรที่ไม่คุ้นเคยเลยมักจะตอบ “ไม่ล่ะครับ” “ไม่ดีกว่าค่ะ” เป็นสรณะ เรื่องแบบนี้จริงๆ ก็เป็นสิ่งสามัญนะครับ ไม่แปลกที่เราจะกลัวเพราะธรรมชาติของมนุษย์มักกลัวเมื่อจะต้องเหยาะย่างเท้าลงไปในดินแดนที่ไม่เคยคุ้น เหมือนเราเดินเข้าบ้านที่มืดสนิทไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่รู้กระทั่งว่าสวิทซ์ที่เปิดไฟอยู่ไหน บางคนเลยเลือกที่จะไม่เข้าบ้านนั้น แต่ผมอยากจะบอกว่าชีวิตหลายคนรุ่งโรจน์ก็เพราะกล้าก้าวเข้าไปในนั้นและคลำหาจนเจอสวิทซ์ไฟ อีกทั้งยังกล้าที่จะเป็นคนเปิดมันด้วย

การเซย์เยสเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตนเองไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ ไม่มีใครเก่งกาจมาตั้งแต่เกิด เราพัฒนาได้และเรารู้ได้ แต่ก่อนที่เราจะ “รู้” เราย่อม “ไม่รู้” เสมอ มันไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะอยากรู้ในประสบการณ์อย่างหนึ่ง เราจึงเข้าไปร่วมกิจกรรมนั้นโดยความ “ไม่รู้” และไม่แปลกอีกเหมือนกันหากครั้งแรกที่เราทำกิจกรรมนั้น เราจะทำอย่าง “ผู้ไม่รู้” ซึ่งอาจทำผิดหรือถูกได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อคุณคลุกคลีกับกิจกรรมนั้นไปเรื่อยๆ สักวันคุณต้องรู้เกี่ยวกับมันมากขึ้น

เอดิสันไม่มีทางประดิษฐ์หลอดไฟได้ ถ้าเขายุติการทดลองเพราะ “กลัว” “อาย” ตั้งแต่ผลิตไม่สำเร็จในครั้งแรก…

คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ คงไม่ได้กลับมายืนหยัดในวันนี้ หากเขา “กลัว” “อาย” ในการขายแซนด์วิชครั้งแรก (และวันนี้ใครๆ ก็รู้จัก ศิริวัฒน์ แซนด์วิช)

อย่ากลัวที่จะเซย์เยสให้กับชีวิต อย่าเกรงที่จะเซย์เยสให้กับโอกาส อย่าขลาดที่จะเซย์เยสให้กับมิตรทั้งหลาย… เมื่อคุณกลัวที่จะก้าวเข้าหาโอกาส…. โอกาสก็จะไม่กล้าเข้ามาหาคุณเช่นกัน

 

Yes in the Wrong Way

หรือการเยสแบบไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียด… จริงที่ผมบอกว่าการเซย์เยสจะเปิดโอกาสให้คุณ แต่กระนั้นก็ต้องรู้ว่า ในโลกนี้คุณจะไปเซย์เยสให้กับทุกอย่างไม่ได้ อย่างในเรื่อง คาร์ลก็เซย์เยสกระจุยซึ่งก็มีทั้งที่เยสแล้วดี อย่างการตกลงใจไปรู้จักกับอลิสัน การได้จัดงานเลี้ยงให้เพื่อนรัก การทำให้เจ้านายมีความสุข (และเขาก็ได้เลื่อนขั้น) หรือการเรียนภาษาเกาหลีเพิ่มอันส่งผลให้เขาช่วยเหลือพนักงานสาวชาวเกาหลีผู้หนึ่งให้มีรอยยิ้มขึ้นมาได้

แต่บางเยสก็อันตรายครับ อย่างเยสกับเพื่อนว่าจะกินเหล้าไม่เลิกรา เยสว่าจะไปต่อยกับไอ้บึกที่บาร์เจ้าประจำ หรือการเซย์เยสกับคุณย่าข้างบ้านที่ดูแล้วประดักประเดิดเหลือกิน ตอนแรกผมก็ห่วงนะ เพราะคาร์ลมีการเซย์เยสแบบผิดทางอยู่เยอะมาก ลุ้นว่าหนังจะแก้ไขหรือไม่ ก็ดีครับที่ตอนท้ายตัวเทอร์เรนซ์เองออกมาบอกว่า คุณจะเซย์เยสให้กับทุกอย่างน่ะไม่ได้หรอก คุณต้องมีสติในการคุมคำว่าเยสด้วย

มันไม่ผิดที่จะคิดก่อนเซย์เยส บางอย่างเราเยสแล้วได้มากกว่าเสียก็มีครับ แต่ที่เทอร์เรนซ์สนับสนุนคืออยากให้เราตอบรับโอกาสที่จะได้ทำความดี โอกาสที่จะได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ โอกาสที่จะได้เรียนรู้ทักษะเพิ่มความสามารถหรือกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยมาก่อน เพื่อให้เราได้ชีวิตคุ้มค่า และจะได้รู้จักตัวตนของเราเองให้มากขึ้น

แต่หากเป็นเยสแบบชวนเจ็บตัว ทำให้คนอื่นเจ็บปวด หรือชักนำไปสู่ทางเสี่ยงตายล่ะขอร้องว่าอย่าครับ นั่นไม่ใช่ Yes ในทางสร้างสรรค์เลย ดังนั้นจงเยสให้ถูกทางเพื่อตัวคุณและสังคม จำไว้นะครับ Yes ที่เหมาะควรไม่ทำร้ายคนดีๆ ต้องไม่สร้างความเสียหาย ประเภท “ไปรุมกระทืบไอ้นั่นดีไหม” แล้วเราตอบ “เยส” นั่นมันไม่ใช่แล้วล่ะครับ

 

And Yes for The Others

คุณรู้ไหมครับว่าการเซย์เยสไม่ใช่เพียงเปิดโอกาสให้ตนเท่านั้น แต่มันเปิดโอกาสให้คนอื่นด้วย

คิดดูสิครับทุกครั้งที่คุณเซย์เยสจนได้รู้จักเพื่อนใหม่ ตอนนั้นคุณเป็นคนได้เพื่อนใหม่คนเดียวหรือไม่… ไม่ครับ คนที่มารู้จักคุณก็จะได้รับสิ่งนั้นด้วย โอ้ ดูสิครับ Yes 1 ครั้ง ทำให้คนมากกว่าหนึ่งได้โอกาสเสมอ ทุกครั้งที่คุณ Yes จะเท่ากับคุณเพิ่มประสบการณ์ใหม่ให้คนอื่นตามเช่นกัน จริงๆ ประเด็นนี้ผมเองก็ไม่ได้นึกถึงหรอกนะครับ แต่เพราะผมเซย์เยสที่จะให้คนรักของผม ช่วยมองมุมที่ผมอาจจะหาไม่เจอในหนังเรื่องนี้ เธอก็พูดถึงขึ้นมาครับ… เห็นไหมครับ ผมได้มุมมองใหม่ คนรักได้ช่วยงานผม และเราได้ยิ้มให้กัน… โอ้ ใช่ ผมได้งานมาเขียนอีกต่างหาก… ได้มากกว่าหนึ่งจริงๆ ด้วย…

ในหนัง คาร์ลมีหน้าที่อนุมัติเงินกู้ให้ลูกค้า และเขาก็จัดการเยสให้ทุกคน จนตัวเขาเองเป็นที่รักของลูกค้า บริษัทก็ได้กำไร ในแง่เศรษฐกิจก็เป็นการกระตุ้นให้เงินหมุนเวียนมากขึ้น เพราะคนมีเงินนำไปใช้สอย ซึ่งในแง่การกระทำแล้ว การเยสของคาร์ลเท่ากับเปิดประตูให้ผู้อื่นได้มีโอกาสครับ นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อเราทุกคนสร้างโอกาสให้ตนเองก็ไม่ควรลืมที่จะให้โอกาสคนอื่นๆ ด้วย คนเราทั้งหลายต้องการโอกาสครับ หลายคนต้องการโอกาสเกี่ยวกับงาน หลายคนต้องการโอกาสที่จะดูแลใครสักคนไปชั่วชีวิต หลายคนต้องการโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก ทำธุรกิจส่วนตัว… การที่คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ความตั้งใจของตัวเองเพียงอย่างเดียวที่จะนำตนไปถึงเส้นชัยได้นะครับ แต่ต้องมีคนอื่นเปิดทางให้โอกาสสนับสนุนด้วย อย่างที่เขาเรียกกันว่าความเอื้ออาทร เกื้อกูลกันไงล่ะครับ…

YES หรือ คำตกลง เป็นคำสั้นๆ ที่ช่วยให้โลกหมุนไปได้ ช่วยให้โลกพัฒนาได้ และช่วยรักษาโลกได้เช่นกัน ขอเพียงคำ Yes เหล่านั้นคือการ Yes ที่มีสติและผ่านการกลั่นกรองอย่างเหมาะสม อย่าลืมนะครับ Yes โดยไม่ทำให้ใครหรืออะไรต้องเดือดร้อน… ถ้ามันสร้างสิ่งดีๆ ให้มากขนาดนี้… เราจะไม่ลองเซย์เยสกันสักหน่อยหรือครับ… ลองเป็น Yes Man, Yes Woman หรือ Yes Man+Woman ดูสักที ก็ไม่เลวนะ หรือคุณว่าไงครับ

 

และเกร็ดเล็กน้อยนะครับ หนังน่ะสร้างจากหนังสือของ Danny Wallace ซึ่งพี่คนนี้เป็นมนุษย์เซย์เยสตัวจริงเสียงจริง ที่ได้ลองเซย์เยสกับทุกคนเป็นเวลา 6 เดือน แล้วก็เอาเรื่องราวนั้นมาร่ายต่อเป็นหนังสือนี่แหละครับ ดังนั้นถ้าคุณจะบอกว่าเรื่องแบบนี้ทำไมได้ในชีวิตจริง คงต้องคิดใหม่แล้วล่ะนะครับ

ยังไงผมก็เชียร์ให้คุณๆ ดูหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะมันขำขันสุดยอด แต่เพราะมันมีแง่คิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ คุณอาจจะอยากย้อนมองตัวเองก็ได้ว่าทุกวันนี้เราเป็น “โนแมน” อยู่หรือไม่ และเรามีความสุขกับชีวิตแบบนั้นจริงหรือเปล่า… ถามเพื่อให้ปรับปรุงนะครับไม่ใช่เพื่อให้เครียดหรือไม่สบายใจ อย่าลืมครับว่าไม่มีใครสมบูรณ์พร้อม แต่หากอยากเข้าใกล้ความสมบูรณ์ที่สุด คุณต้องหาจุดอ่อนแล้วลดมันลง…

อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ตระหนักว่าช่วงนี้ผมเซย์เยสน้อยเกินไปหน่อย จนความจำเจเริ่มถามหาแล้วแฮะ…

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

Advertisements