รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Conjuring (2013) เดอะ คอนเจอริ่ง คนเรียกผี

MV5BMTM3NjA1NDMyMV5BMl5BanBnXkFtZTcwMDQzNDMzOQ@@._V1_

ถือเป็นหนังผีที่ทำออกมาได้ถูกใจในรอบหลายปี (เท่าที่จำได้ ที่ถูกใจล่าสุดก็น่าจะเป็น Insidious… รู้สึกผู้กำกับจะคนเดียวกับเรื่องนี้นะเนี่ย 555)

พล็อตเรื่องอิงมาจากเคสหนึ่งของ 2 สามีภรรยาตระกูลวอร์เรน ผู้มีอาชีพเป็นนักไล่ผีครับ ซึ่งพวกเขาก็ดังพอสมควรในอเมริกา เคยไปพิสูจน์ผีมาหลายที่ ขนาดที่อมิตี้วิลล์ บ้านผีสิงในตำนานก็ยังเคยมาแล้ว

เหตุผีอาละวาดในเรื่องเกิดกับครอบครัวเพอร์รอน ในปี 1971 โดยพวกเขาได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านไร่ชายทุ่งแถบโรดส์ไอแลนด์ แต่พออยู่ๆ ไปคนในครอบครัวก็รู้สึกไม่ดีกันมากขึ้น ว่าง่ายๆ คือเจอผีรังควานนั่นแหละครับ ที่เจอหนักก็คือคาโรลีน (Lili Taylor) ทำให้เธอต้องไปขอความช่วยเหลือจากเอ็ด (Patrick Wilson) และลอรีน วอร์เรน (Vera Farmiga) 2 นักล่าผีชื่อดัง และเมื่อพวกเขามาถึงก็ยืนยันล่ะครับว่าบ้านนี้มีผีแน่นอน และผีเหล่านี้ก็มีระดับพลังอาฆาตมหาศาล อันนำมาสู่การไล่ผีครั้งสำคัญในชีวิตของ 2 สามีภรรยาตระกูลวอร์เรน

หนังผีเรื่องนี้โดนใจ ดูแล้วได้อารมณ์ ตื่นเต้น น่ากลัว ชวนลุ้น และน่าติดตามมากๆ ครับ จัดว่า “ถึงพร้อม” ในแง่ของการเอา “สูตรสำเร็จที่ใช้ได้ผลสำหรับหนังผี” มาเนรมิตความน่ากลัวให้กับหนังได้แบบถึงเรื่อง ซึ่งสูตรที่หนังนำมาใช้ ก็ได้แก่

1. สยองกินบรรยากาศ ผีในเรื่องนี้เราไม่เน้นแฮ่ ไม่เน้นตุ้งแช่ ไม่เน้นลาบเลือด แต่จะเน้นการสร้างบรรยากาศทำให้เราเสียวสันหลัง เน้นจนเราอินและคล้อยตาม จนฉากไหนที่มีความวังเวงมากๆ เราจะนึกในใจขึ้นมาเลยว่า “มันมีบางอย่างอยู่ตรงนั้นแน่ๆ… เจนสัมผัสได้ค่า”

2. ใช้เรื่องเล่าและตำนานสร้างฐานการรับรู้ หนังจะเกริ่นบอกตลอดเรื่องเพื่อสร้างการรับรู้ให้ผู้ชม เล่าว่าผีมีธรรมชาติแบบนั้น เล่าว่าบ้านมีประวัติแบบนี้ ฯลฯ ทีนี้เมื่อเราฟังพร้อมสัมผัสซึ่งความน่ากลัวอันเกิดจากบรรยากาศวังเวงแบบเจนสัมผัสได้แล้ว เราก็จะค่อยๆ เชื่อ ค่อยๆ อิน และประทับเรื่องราวเหล่านั้นลงในหัว (ตำนาน, พฤติกรรมผี หรือบรรยากาศแบบไหนที่แปลว่ามีผีในฉาก) ทีนี้หลังจากนั้น หากมีอะไรก็ตามที่ดูผิดปกติในหนัง (เสียง ความมืด เงา ฯลฯ) เราก็จะแปลความภาพตรงหน้า เชื่อมโยงเข้ากับอะไรก็ตามที่หนังได้ปูพื้นวางเงื่อนไขเอาไว้ อันจะส่งผลให้จิตใจเราจินตนาการไปตามความกลัว… ทั้งๆ ที่บางฉากมันไม่มีอะไรเลยก็ตาม!

1390226410

3. ความสัมพันธ์ตัวละคร จุดนี้หนังสยองหลายเรื่องมักละเลย แต่การสร้างคาแรคเตอร์ตัวละครพร้อมด้วยเขียนบทเล่าเรื่องเชิงดราม่าให้ตัวละครในเรื่องมีความผูกพันต่อกัน อย่างพ่อแม่รักลูกๆ ลูกๆ ห่วงใยพ่อแม่ เจ้าความผูกพันในจอมันจะแผ่พลังมาทำให้คนดูรู้สึกผูกพันตามไปด้วย และเมื่อเราผูกพัน เราก็จะอิน เราก็จะห่วงใย… เป็นการดึงเราเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหนังไปโดยปริยาย

4. อารมณ์ขัน หนังผีที่ดีต้องรู้จักผ่อนอารมณ์คนดู บางครั้งการใส่แต่ความน่ากลัวลงไปอาจทำให้คนดูรู้สึกเฉย ชิน ชา แต่หากรู้จักใช้อารมณ์ขันใส่ลงมาแบบพอเหมาะ ก็จะผ่อนอารมณ์หนังได้ ซึ่งอารมณ์ขันไม่ได้มีผลแค่ทำให้ฮาเท่านั้น แต่ลองจินตนาการครับว่าท่านดูหนังผีอยู่ ท่านอาจกลัว เกร็ง ใจท่านจะตั้งการ์ดไว้ตลอด ทีนี้ถ้ามีช่วงอารมณ์ขัน บางท่านจะเผลอเอาการ์ดลง… แล้วลองจินตนาการดูว่าการเจอเรื่องสยองตอนการ์ดตกนั้น มันจะให้รสชาติชนิดใด และแน่นอนครับว่าในมุมหนึ่ง อารมณ์ขันนี่แหละที่ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับตัวละครได้เป็นอย่างดี

5. ฉากแหวะหรือฉากบิดเบี้ยว ฉากไหนแหวะ มีผีโผล่ มีเลือดปรากฏเราจะรู้สึกผวาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ยิ่งฉากไหนตัวละครที่เป็นมนุษย์มีพฤติกรรมผิดดูสังเกตไปจากปกติ หรือฉากไหนที่ใครโดนผีสิง จนร่างกายของตัวละครนั้นบิดเบี้ยวไป นั่นแหละครับตัวสร้างความสยองได้แบบชะงัดนัก

พี่ James Wan ผู้กำกับที่ทำคนดูสยองมาหลายรอบตั้งแต่ Saw, Dead Silence และ Insidious ถือว่าพีคมากกับเรื่องนี้ครับ เขาสามารถนำองค์ประกอบของสูตรหนังสยองมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ รู้จังหวะจะโคนการนำเสนอเป็นอย่างดี ในฐานะคนชอบหนังผีดูแล้วเปรมครับ มันได้อารมณ์ผวาจริงๆ แต่ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่ชอบหนังผีแบบนี้น่ะครับ คนที่ชอบลาบเลือดหรืออะไรที่รุนแรงก็อาจไม่ฟินกับเรื่องนี้เท่าไร ซึ่งมันก็ไม่ใช่อะไรที่แปลกแต่อย่างใดครับ คนเราชอบต่างกันได้เสมอ

IMG_7586.dng

นอกจากนี้พี่ James Wan แกยังเติมสไตล์ “หนังสยอง” ในทางของตัวเองลงไป เพื่อเพิ่มให้รสชาติมันเข้มเต็มขั้นมากขึ้น นั่นก็ได้แก่

1. สยองหางตา อันนี้หลอนผมมาตั้งแต่ Insidious แกชอบวางช็อตถ่ายภาพให้ขอบๆ เฟรมมันมีอะไรไหวๆ (บางกรณีก็ให้กล้องนี่แหละไหว) หรือไม่ก็ถ่ายแบบมีอะไรปริ่มๆ อยู่ขอบเฟรม ซึ่งพอมีอะไรแบบนี้มากๆ เข้า ยิ่งมารวมกับบรรยากาศหลอนๆ และเรื่องเล่ากระตุ้นความกลัวแล้ว เราก็หลอนตามน่ะสิครับ

2. สยองต่อเนื่อง มุขที่พี่ท่านชอบใช้มากๆ คือการให้เกิดเรื่องต่อเนื่อง เช่น ถ้าเกิดเรื่องสยองหรือเรื่องน่าตกใจขึ้นอย่างหนึ่ง ก็มักมีอีกเรื่องหนึ่งและอีกเรื่องหนึ่งและอีกเรื่องหนึ่งเกิดต่อๆ กัน อันกระแทกใส่มาที่เรา จนการ์ดแตก จนตั้งตัวไม่ติด ทำให้ในกายเราพล่านไปด้วยความกลัว

3. เพลงหวานเย็น… ตอนได้ยินรอบแรก (ฉากคาโรลีนส่องกระจก) ก็คิดว่าเอาอีกแล้ว เพลงอวดผีอีกแล้ว แต่สุดท้ายแกแค่ใส่ลงมานิดๆ เหมือนจะล้อตัวเองมากกว่า

4. สำรวจผี ส่วนที่ผมชอบที่สุดในการดูหนังผีของพี่ James Wan ก็คือแกไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาให้คนดูเชื่อ แต่แกจะมาพร้อมการสำรวจ การหาเหตุผล การโยงทฤษฎีและความเป็นไปได้ ซึ่งนั่นเป็นการทำให้เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างโลกในหนังกับโลกจริงๆ บางลงทุกขณะ

5. หุ่น มาทุกเรื่อง ดวงตาโทนเดียวกันทุกเรื่อง ถ้าเรื่องไหนไม่มีหุ่นแสดงว่าเป็น พี่ James Wan ตัวปลอมครับ

อย่างที่บอกครับว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ทุกคนจะดูแล้วกลัว บางคนเฉย หุยฮาก็เป็นธรรมดา ซึ่งคนที่เฉยกับหนังอย่าง The Exorcist, The Sixth Sense และ The Blair Witch Project ก็อาจเฉยกับเรื่องนี้ เพราะบางคนอาจสยองกับผีที่จัดเต็ม มีหัวลอยมา มีเลือดปะหน้า หรือชอบผีที่มาหมดทั้งบรรยากาศและเลือดแบบผี Ju-On แต่ถ้าคุณชอบสไตล์แบบที่ผมเล่า เชื่อเถอะครับว่าเรื่องนี้น่าจะโดนใจคุณ

ดาราในเรื่องถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังน่าติดตามครับ อย่าง Taylor แสดงได้ดีและน่าสงสารมากๆ จนเราอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยให้เธอผ่านเรื่องร้ายๆ ไป ซึ่งเธอคนนี้เหมือนจะถนัดเล่นเป็นเหยื่อผี เพราะอย่าง The Haunting เธอก็เคยรับบทคนที่โดนผีเพ่งเล็งมาแล้ว, Farmiga กับ Wilson ก็ดูเป็นคู่ที่น่ารักครับ เอาใจใส่กัน เอาใจใส่ผู้ที่เขาไปช่วยเหลือ ก็เป็นอีกคู่ที่เราอยากให้พวกเขาไม่เจอเรื่องร้ายๆ อะไร เพราะพวกเขาไม่ได้คิดร้ายใคร ซ้ำยังโดนผลจากการพยายามช่วยคนย้อนเข้าตัวอีกต่างหาก ในขณะที่ Ron Livingston ในบทโรเจอร์ สามีของคาโรลีนก็ออกจะมีบทบาทน้อย แต่พอโผล่เมื่อไรก็แสดงได้ดีไม่มีปัญหา

Still 6 from The Conjuring

ผมมักมีคำถามว่าทำไมผีแต่ละชาติถึงไม่เหมือนกัน ทำไมต้องมีเอกลักษณ์แตกต่าง ในเมื่อพวกมันไม่ต้องประกวด “ผีงามจักรวาล” สักหน่อย?

แล้วผมก็คิดขึ้นมาว่า ตัวตนผีต่างกัน อาจเพราะความกลัวของคนละชาติไม่เหมือนกัน

เรื่องเล่าของผีสางหรือกระทั่งเทพยดาของแต่ละประเทศ หากพิจารณาดีๆ จะพบขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมบางอย่างที่สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ นั่นจึงทำให้แดร็กคูล่าไม่มีทางถือกำเนิดในไทย หรือผีจีนโดดก่อยๆ จะไม่มีทางถือกำเนิดในแอฟริกา (ยกเว้นที่ หลินเจิ้นอิง พาขึ้นเครื่องบินไปเจอกับนิเชา ใน เทวดาท่าจะบ๊องส์ภาคพิสดาร)

“เรื่องของผี” จะสะท้อน “เรื่องของคน” ได้เสมอ

ผีมีจริงไหม? หลายคนเชื่อ หลายคนก็ไม่เชื่อ ต่างคนก็ต่างเหตุผลกันไป ซึ่งจริงๆ ถ้าผีมีอยู่แบบแน่แท้แล้ว ต่อให้เราไม่เชื่อกันหมดโลก ผีมันก็มียังมีของมันอยู่ และในทางกลับกันถ้าผีไม่มีจริง แต่คนเราส่วนใหญ่ยังเชื่อซะอย่าง ยังไงผีก็จะไม่มีวันจางหายไปจากสังคมหรือจากโลกใบนี้

เราอาจยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผีมีจริงหรือไม่ แต่เราสามารถพิสูจน์ วิเคราะห์ และสำรวจความกลัวที่คนมีต่อเรื่องผีๆ ได้ และความกลัวนั้นจะทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้นพอพูดถึงตรงนี้อยากให้คนที่สนใจจะวิเคราะห์เรื่องผี ลองหาคลิปรายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอง ตอนที่เกี่ยวกับผีมาลองดูครับ เป็นอีกตอนที่สนุกและชวนให้ฉุกคิดดีทีเดียว

การดูหนังผีก็เช่นกันครับ แม้เราจะเห็นว่ามันคือมายาภาพยนตร์ บางเรื่องก็ว่ามาจากเรื่องจริง บางเรื่องก็แต่งกันขึ้นมา แต่ยังไงเราก็จะสามารถสืบค้นได้ว่า “คนทำเขามีมุมมองต่อเรื่องผีเป็นอย่างไร” ผีแต่ละชาติก็มีมาดเฉพาะตน ผู้กำกับแต่ละคนก็มีภาพผีในหัวต่างแบบกันไป หรือต่อให้คล้ายกันแค่ไหน ก็จะมีส่วนต่างในรายละเอียดที่น่านำมาพิจารณา

สำหรับ James Wan รู้สึกว่าภาพผีในหัวของเขานั้นมันมีอะไรน่าสนใจและน่าติดตามจริงๆ หลังจากมิติผีที่ดูบิดเบี้ยว ลึกลับ สับสนใน Insidious มาถึงผีตุ๊กตาหรือผีที่ทำร้ายคนในบ้านเพอร์รอน พี่ James แกให้รายละเอียดและสรรหาคำอธิบายผีชนิดต่างๆ ได้อย่างน่าขบคิด ว่าง่ายๆ คือผีในเรื่องไม่ได้อาละวาดอย่างเดียว แต่มีเหตุผลรองรับในการอาละวาด มีขอบข่ายที่พยายามเชื่อมโยงระหว่างโลกคนกับโลกของผี ซึ่งผีแบบพี่ James Wan รู้สึกว่าดูแล้วจับต้องได้กว่าผีเจ้าอื่นๆ

ถ้าเรื่องผีสะท้อนเรื่องคน ผีในหนังพี่ James Wan ก็สะท้อนบางสิ่งในความคิดของผู้กำกับได้อย่างน่าสนใจ ไว้รีวิว Insidious Chapter 2 เมื่อไร จะมาเจาะมุมมองเรื่องผีของพี่ท่านอีกครั้ง

สรุปว่าหนังน่าดูในฐานะหนังผีกินบรรยากาศหลอนๆ แต่น่าคิดต่อยอดเพื่อสำรวจผีที่พี่ James Wan แกสรรหามานำเสนอ

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements