รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Attraction (2017) มหาวิบัติเอเลี่ยนถล่มโลก

17155822_1541877615843034_7389107458771677497_n

สิ่งแรกที่ต้องบอกกันคือนี่ไม่ใช่หนังแนวแอ็กชันเอามันส์ประเภทเอเลี่ยนบุกโลกแล้วก่อภัยพิบัติครับ ดังนั้นใครอยากดูเพราะฉากทำลายล้างสะใจๆ ล่ะก็ อย่าลืมลดความคาดหวังไว้ก่อนนะครับ

หนังถือเป็นแนวไซไฟรวมมิตรครับ เพราะมันผสมสไตล์ของหนังเอเลี่ยนบุกโลกลงไปหลายๆ เรื่อง อย่างครึ่งแรกก็อาจทำให้นึกถึง Independence Day ที่มีฉากยานต่างดาวบุกมาสร้างความเสียหายแบบไม่ทันตั้งตัว

ครั้นพอถึงตอนกลางก็ชวนให้นึกถึง Cloverfield เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามเข้าไปในเขตที่ยานต่างดาวตกลงมา แล้วก็ค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ก่อนที่ช่วงหลังจะออกแนว Starman หรือ The Day the Earth Stood Still (ฉบับล่าสุด)

พอผมบอกแบบนี้ มันอาจทำให้หลายคนคิดว่าหนังน่าจะเป็นเหมือนจับฉ่าย ซึ่งมันก็ฉ่ายจริงครับเพราะเหมือนเอาทิศทางของหนังหลายๆ เรื่องมายำรวมกัน แต่ถ้าถามว่าหนังผสานแต่ละช่วงเข้าด้วยกันให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ไหม คำตอบก็คือได้ครับ ทำได้โอเคในระดับหนึ่งเดียว

หนังกำกับโดย Fedor Bondarchuk ที่หลายคนอาจจำได้จาก Stalingrad เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วซึ่งกับเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ไม่เลวครับ จริงที่ทิศทางเรื่องมันอาจดูมีหลายทิศ แต่มันก็อยู่ในหัวข้อเดียวกันนั่นคือ “เมื่อมนุษย์ต่างดาวมาสู่โลก จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง”

ยามที่ยานต่างดาวมาสู่โลก แน่นอนว่าก่อให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว แล้วมันก็ทำให้เราเห็นปฏิกิริยาที่ต่างกันไป อย่างทางการก็พยายามติดต่ออย่างสันติที่สุด ในขณะที่คนบางกลุ่มที่ได้รับความสูญเสียจากการมาของต่างดาวก็เกิดความโกรธแค้น และไม่อยากจะไว้ใจพวกต่างดาวอีก

หนังก็ไม่ได้เล่นไปในแนวแอ็กชันครับ ช่วงต้นอาจมีฉากทำลายล้างบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ออกแนวไซไฟค้นหาความจริง มีดราม่าผสมๆ ลงไป ซึ่งการเดินเรื่องก็ถือว่าเรื่อยๆ ครับ เพียงแต่หากใครไม่ชอบการเดินเรื่องที่ไม่หวือหวาก็อาจเบื่อได้ เพราะมันไม่ได้มีความตื่นเต้นเร้าใจแบบชัดเจนเท่าไร

ในแง่เนื้อเรื่องกับสารที่ต้องการสื่อ ผมโอเคอยู่ครับ มันก็คือการสะท้อนปฏิกิริยาว่าหากมีต่างดาวมาจริงๆ แล้วมันจะเป็นยังไง ก่อนจะตามด้วยประเด็นเช่น “บางครั้งมนุษย์ก็น่ากลัวและไว้ใจได้ยากกว่าพวกต่างดาวซะอีก” อันเป็นประเด็นคลาสสิกอีกหนึ่งที่หนังใส่ลงไป

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ชวนให้คิดเมื่อมีตัวละครหนึ่งตอนแรกเกลียดพวกต่างดาวมาก เพราะมันทำให้เธอต้องเจอกับความสูญเสีย แต่ในทางกลับกันเมื่อเธอเจอกับอีกหนึ่งตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์เธอกลับค่อนข้างที่จะไว้ใจตัวละครนั้น (เพราะตัวละครนั้นช่วยเธอไว้)

เรื่องนี้ก็สะท้อน “การตีตรา” ของมนุษย์อยู่เหมือนกันครับ ประมาณว่าเรามักจะตีตรานิยามของอะไรต่างๆ เพียงมุมเดียวหรือการเจอกันเพียงครั้งเดียว เช่น เราไม่ชอบบางคนทั้งที่เจอแค่หนเดียว ทั้งที่เรายังไม่เห็นมุมอื่นๆ ของเขาเลย ซึ่งนั่นอาจเป็นการตีตราที่ไม่ตรงความจริงนักก็ได้

โดยรวมแล้วหนังเหมาะสำหรับคอไซไฟสายดูเนื้อเรื่องครับ แต่มันไม่ได้เด็ดหรือเยี่ยมมากจนถึงขนาดห้ามพลาด (และต้องขอย้ำครับว่ามันไม่ใช่แอ็กชันหรือแนวภัยพิบัติ ดังนั้นสายเอาเรื่องหรือเอามันส์ ต้องปรบใจก่อนดูครับ)

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจคือ Effect ที่ถือว่าเนียนอยู่ และรูปทรงของยานที่ออกแบบมาได้ดี จนอยากให้มียานล้ำๆ แหวกๆ แบบนี้ไปโผล่ในหนัง Star Trek เลยล่ะครับ มันน่าจะเท่ห์ดีเลยทีเดียว

รู้ไหมครับว่าเพราะอะไรผมถึงตีตั๋วไปดู ก็เพราะรู้ว่าพี่จักรกฤษณ์เขามาพากย์อีกแล้วนั่นเอง ยอมรับว่าดูแล้วฟินนะเพราะเขาพากย์หลายตัวละครอยู่ และที่ฟินมากมายคือตอนได้ยินเขาพากย์ประโยคว่า “ตบมือสิครับรออะไรอยู่” (นึกถึงเสียงพี่เขาแล้วพากย์ด้วยอารมณ์กึ่งเนิร์ดกึ่งฮาสิครับ) แค่นี้คอหนังพากย์อย่างผมก็รู้สึกคุ้มแล้วครับ 555

ใกล้ๆ สองดาวครับ

Star12

(5.5/10)

 

 

Advertisements