Action

The Belko Experiment (2016) เกมออฟฟิศ ปิดตึกฆ่า

21740814_1763852610312199_4936509444360271634_o

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้นี่ผมนึกถึง Battle Royale ตลอดเลยครับ เพราะพล็อตมันมาแนวเดียวกันเลย ประเภทให้คนไปอยู่รวมในที่เดียวแล้วก็ไล่ฆ่ากันให้ตายให้หมด ทุกคนก็ต้องหาทางเอาชีวิตรอดกันแบบจ้าละหวั่น

เพียงแต่ตัวเอกจะไม่ใช่เด็กนักเรียนครับ แต่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน เหตุมาเกิดที่อาคารแห่งหนึ่งซึ่งทุกคนก็มาทำงานกันตามปกติ แต่จู่ๆ ก็มีเสียงออกลำโพงบอกให้ทุกคนต้องฆ่ากันเองตามกติกาที่กำหนด ไม่งั้นทุกคนจะเจอดี

ตอนแรกหลายคนก็พยายามมีสติล่ะครับ พยายามคิดหาเหตุผลและหาทางออก แต่พอถึงจุดหนึ่งความบ้าคลั่งก็เริ่มต้น คนที่คิดจะฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาชีวิตรอดก็เริ่มออกลาย ซึ่งก็จะมีคนที่ไม่อยากฆ่าใครพยายามหนีให้นานที่สุด แต่พอถึงที่สุดก็ต้องเจอกับคนที่พยายามไล่ฆ่าพวกเขาอยู่ดี

ว่าตามจริงคือมันอาจจะไม่สดใหม่น่ะนะครับ อย่างที่บอกว่า Battle Royale ปักหมุดไมล์หนังสไตล์นี้ไว้ตั้งแต่ 17 ปีก่อน ซึ่งก็พูดได้เต็มปากว่าเรื่องนั้นมันเข้มข้น สยดสยองและตื่นเต้นกว่า องค์ประกอบหลายอย่างมันพอเหมาะพอดีกว่า

ส่วนเรื่องนี้มันก็เหมือนเป็นหนังไล่ฆ่ากันในที่ปิดตายน่ะครับ ซึ่งจริงๆ ก็ดูได้เรื่อยๆ ตอนต้นก็อาจจะเรื่อยๆ ไปบ้าง แต่พอเสียงลึกลับสั่งการให้คนฆ่ากันแล้ว ความน่าสนใจก็เริ่มไหลมา แต่หากใครเคยดูหนังทำนองนี้มาก่อนก็คงเดาสเต็ปของมันได้น่ะครับ

ขั้นแรกก็แนะนำตัวละคร จากนั้นตัวละครก็พยายามคิดอย่างมีสติ แต่พอรู้ว่าเจ้าของเสียงเอาจริงก็ต้องมาหาทางออกกัน และพอหาทางออกไม่ได้มันก็จะเริ่มมีคนคิดว่า ฆ่าส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนที่เหลือดีกว่า

สำหรับผมหนังก็ดูเอาเพลินได้ครับ แม้หลายอย่างจะเดาได้ แต่อย่างน้อยดาราที่เล่นก็ทำหน้าที่กันได้ดี ไม่ว่าจะ John Gallagher Jr. ในบทไมค์ ตัวเอกของเรื่อง, Tony Goldwyn ในบทแบร์รี่ นอร์ริส หัวหน้างานที่พยายามเรียกสติทุกคนในตอนต้น

และด้วยความที่หนังเรื่องนี้เขียนบทโดย James Gunn (Guardians of the Galaxy) เราเลยจะได้เห็นดาราหน้าคุ้นจากหนังของ Gunn มากันเพียบ ไม่ว่าจะ Gregg Henry, Michael Rooker และ Sean Gunn (คนหลังนี่น้องชายของ James Gunn เองครับ) ซึ่งบุคลลเหล่านี้ก็มาพร้อมบทที่คนดูต้องจำได้แบบไม่ยากเย็น

จริงๆ แล้วตอนแรก Gunn จะกำกับหนังเรื่องนี้ครับ ซึ่งบทนี้เขาเขียนขึ้นหลังจากคืนหนึ่งเขาฝันว่าเขาไปทำงาน แล้วจู่ๆ ออฟฟิศก็โดนกำแพงเหล็กปิดล้อม และมีเสียงออกลำโพงให้ทุกคนฆ่ากันเอง (ถือเป็นฝันที่สยองเอาเรื่องนะครับจะว่าไป ถ้าเราฝันเองคงตกใจเหมือนกัน) ซึ่งนั่นคือประมาณก่อนที่เขาจะทำหนังเรื่อง Super (2010) และจริงๆ โปรเจคท์นี้ก็ได้ไฟเขียวตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

แต่พอดีว่าตอนนั้นเขากำลังยุ่งด้วยเรื่องหย่าร้างครับ จิตใจของเขาตอนนั้นจึงไม่พร้อม แต่เขาอยากอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวมากกว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่อยากไปทำหนังที่ผู้คนที่คุ้นเคยกันหรือรักกันแต่กลับต้องมาฆ่ากันแบบนี้ เขาเลยถอยออกมา จากนั้นก็ไปทำ Guardians of the Galaxy จนดังครับ

แล้วเวลาก็ผ่านไปหลายปี ทางค่ายหนังเลยถามเขามาว่ายังอยากทำเรื่องนี้อยู่ไหม และผลก็คือ เขาตัดสินใจไม่กำกับ แล้วหนังก็ได้คนกำกับเป็น Greg McLean (Wolf Creek และ Rogue) แทน ซึ่งผลที่ได้ก็ถือว่าโอเคครับ แม้จะไม่แปลกใหม่หรือเด่นจัดๆ แต่ก็ถือว่าไม่น่าผิดหวังสำหรับคอหนังระทึกสยองขวัญ

แต่หนังก็สะท้อนความจริงของคนเหมือนกับหนังอีกหลายๆ เรื่องน่ะครับ ทำให้นึกถึงประโยคที่โจ๊กเกอร์ (The Dark Knight) เคยบอกว่า “แล้วพวกท่านผู้เจริญทั้งหลายจะหันมากินกันเอง” ลองว่าคนเราถึงจุดที่ต้องเอาตัวรอด คนเราบางคนก็พร้อมจะทำทุกอย่างรวมถึงการทำร้ายคนอื่นด้วย… ตัวหนังอาจสยองในระดับหนึ่ง แต่พอคิดเอามาแทนค่าในโลกแห่งความจริงแล้ว ผมรู้สึกว่ามันเกิดอารมณ์สยองคูณล้านขึ้นมาในบัดดล…

ว่าแต่โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้… เป็นขนาดไหนแล้วนะ…

สองดาวครับ

Star21

(6/10)