Action

The World’s End (2013) ก๊วนรั่วกู้โลก

1390647195

ปีที่ผ่านมามีหนังว่าด้วยโลกแตกแบบเน้นฮาและบ้าสุดๆ อยู่ 3 เรื่องครับ ได้แก่ This is The End และ Rapture-Palooza 2 เรื่องนี้มาจากฝั่งอเมริกา และอีกเรื่องคือ The World’s End จากฝั่งอังกฤษ

ซึ่งว่ากันถึงความฮาและความบ้าก็ไปคนละแบบครับ เพราะ 2 เรื่องแรกจะออกแนวห่าม หื่น ติดเรต (เรื่องแรกจะสนุกกว่าเรื่องหลังครับ เพราะ This is The End มันกวนส้นตั้งแต่ต้นจนจบแบบไม่อายฟ้าดิน ส่วน Rapture-Palooza มันฮาบ้างแป๊กบ้าง ไม่ถึงกับออกรสเต็มที่… และข้อดีจริงๆ ของหนังอยู่ที่ Anna Kendrickครับ หึหึหึ) ในขณะที่เรื่องหลังจะเป็นตลกแบบอังกฤษที่เน้นขำแบบน่ารัก ไม่ห่ามเกิน ไม่ต๊องเกิน แล้วก็มีกลิ่นไอแห่งมิตรภาพกับวันคืนเก่าๆ (ตามสไตล์ของ Edgar Wright ผู้กำกับหนังเรื่องนี้) ผสมอยู่ในระดับพอประมาณ

โดยส่วนตัวผมว่า Edgar Wright แกเป็นผู้ปฏิวัติโลกแห่งหนังล้อเลียน (Spoof) อยู่เหมือนกันนะครับ เพราะหนังแต่ละเรื่องของพี่แกจะออกแนวล้อชาวบ้าน (ไม่ว่าแกจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม) อย่าง Shaun of the Dead ล้อหนังซอมบี้, Hot Fuzz นี่ก็ล้อหนังตำรวจคู่หู อย่างเรื่องนี้ก็ถือเป็นการเอาหนังเอเลี่ยนแอบยึดโลกอย่าง Invasion of the Body Snatchers, The Thing และ They Live มายำใหญ่ใส่น้ำแข็ง น้ำแดง และน้ำเชื่อมจนกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ฮาได้ใจเจริญรอยตาม 2 เรื่องนั้นไป

ผลงานทั้ง 3 (Shaun, Hot และ World) นั้นก็ถูกขนานนามว่าเป็น Three Flavours Cornetto trilogy หรือไตรภาค 3 รสแห่งไอศครีมคอนเน็ตโต้ ซึ่งชื่อนี้ได้ตอนพี่ Edgar แกแถลงโปรโมตหนังเรื่อง Hot Fuzz อยู่น่ะครับ ซึ่งในเชิงความหมายแล้ว หนังแต่ละเรื่องก็เปรียบเหมือนแต่ละรสของไอศครีมคอนเน็ตโต้ โดย Shaun ถือเป็นรสสตรอว์เบอรี่ เพราะมาพร้อมโทนสีแดงของเลือด, Hot Fuzz เป็นโทนสีน้ำเงิน ตามสีประจำของตำรวจอังกฤษซึ่งพอดีว่าคอนเน็ตโต้ต้นตำรับก็มีสีน้ำเงินด้วย และล่าสุด World นี่ก็มาพร้อมโทนสีเขียว (ตามสีเลือดเอเลี่ยน) ซึ่งเป็นสีของรสมินต์ช็อคโกแลตชิป… เข้าใจเชื่อมโยงกันจริงๆ นะครับพี่

ที่ผมว่าพี่ Edgar แกปฏิวัติหนังล้อเลียนก็เพราะปกติหนังล้อเลียนมักจะตั้งหน้าตั้งตาล้อแบบไม่สนเนื้อเรื่อง ไม่สนเหตุผลหรือความสมจริง บางทีไม่สนกระทั่งความเป็นหนังด้วยซ้ำ เหมือนเอามุขมาชนมุขไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ 80 นาที จนระยะหลังหนังแนวนี้ก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงไป แต่กับหนังของพี่ Edgar แล้ว แม้พี่แกจะยั่วล้อเล่นมุขหรือใส่ความต๊องลงไปแค่ไหน แต่พี่แกไม่เคยลืมเนื้อเรื่อง ไม่ลืมว่าตัวเองจะสื่อถึงอะไร ไม่ปล่อยให้หนังไร้แก่นสาร และไม่ปล่อยให้หนังเบาเหตุผลจนหลุดจากความพอดี

1390659938

ดังนั้นใน Shaun แม้หนังจะล้อแนวซอมบี้ แต่ดูแล้วเราก็ยังอินเพราะความเป็นหนังซอมบี้ของแท้ไม่หายไปไหนครับ ยังมีฉากคนตาย เลือดสาด มีคนใกล้ชิดของตัวเอกต้องกลายเป็นซอมบี้ มีความเศร้าสะเทือนใจ มีความสยดสยอง และมีความตื่นเต้นชวนลุ้น เรียกว่าปกติหนังซอมบี้มีอะไรหนังพี่แกมีครบ แค่ตบเอาความฮาเพิ่มลงไปหน่อยเท่านั้น

เช่นเดียวกับ Hot Fuzz ครับ หนังยั่วล้อแนวตำรวจคู่หูได้แบบขำโคตรๆ แต่กระนั้นแก่นสารของเรื่องอย่างคดี ปมปริศนาฆาตกรรม และการสืบสวน อีกทั้งแอ็กชันหรือกระทั่งการหักมุมก็ยังมีครบถ้วน จะดูเอาฮาก็ได้เต็มๆ หรือจะดูเอาเรื่องก็ยังพูดได้เต็มปากว่าสนุกมากๆ

สำหรับพล็อตหนังเรื่อง World นี่พี่ Edgar แกเริ่มร่างบทมาตั้งแต่อายุ 21 แล้วครับ ตอนนั้นตั้งชื่อว่า Crawl โดยทีแรกจะให้ตัวเอกจะเป็นวัยรุ่น แต่พอนึกไปพี่เขาก็คิดว่าถ้าทำให้ตัวเอกเป็นผู้ใหญ่ที่ย้อนกลับมาบ้านเกิด ที่ซึ่งพวกเขาเติบโตมาแล้วพบว่าผู้คนในเมืองเปลี่ยนไปเหมือนโดนเอเลี่ยนครอบงำ แบบนั้นน่าจะเข้าท่ากว่า

จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี พี่แกก็ขุดโปรเจคท์นี้ขึ้นมานั่งคุยกับ Simon Pegg แล้วพวกเขาก็ช่วยกันเขียนบทออกมาเป็นหนังเรื่องนี้ครับ ว่าด้วยตัวเอกนามว่าแกรี่ คิง (Simon Pegg) ที่มีชีวิตไม่เป็นโล้เป็นพายสักเท่าไร วันๆ เขาได้แต่หวนคิดถึงวันคืนเก่าๆ สมัยวัยรุ่น วันที่เขากับเพื่อนอีก 4 หน่อวางแผนจะกินเบียร์ในบาร์ให้ครบทั้ง 12 แห่ง แต่ในคราวนั้นพวกเขาก็ทำไม่สำเร็จครับ

แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี แกรี่เลยหมายจะชวนเพื่อนทั้ง 4 ให้กลับไปเมืองบ้านเกิดเพื่อเที่ยวกินเบียร์ตามเส้นทางนั้นให้สำเร็จ โดยเพื่อนที่ว่าก็มี แอนดี้ (Nick Frost), สตีเว่น (Paddy Considine), โอลิเวอร์ (Martin Freeman) และ ปีเตอร์ (Eddie Marsan) ซึ่งต่างคนต่างก็มีชีวิตและการงานทำกันหมดแล้วครับ แต่ก็ไม่วายโดนแกรี่ลากกลับมาจนได้

ทว่าการกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดคราวนี้กลับมีอะไรแปลกๆ โดยเฉพาะผู้คนที่มีพฤติกรรมแปลกไป ราวกับเป็นหุ่นยนต์ไร้จิตใจอย่างนั้นแหละ… และในไม่ช้าแกรี่กับพวกก็พบว่าคนในเมืองจำนวนมากโดนเปลี่ยนเป็นหุ่นยนต์ไปแล้วครับ งานนี้พวกพี่แกเลยต้องหาทางเอาตัวรอดไปพร้อมๆ กับกินเบียร์ตามบาร์ให้ครบ 12 แห่งให้จงได้

The-Worlds-End-Poster-DI

หนังถือว่าบ้าและต๊องได้ใจครับ แน่นอนว่าเพราะทีมดาราที่เล่นกันได้ลื่นถึงเครื่อง Pegg กับ Frost นี่หายห่วงครับ แกคู่กันมาหลายเรื่องจนถ้าพี่แกประกาศจะอยู่กินกันล่ะผมคงไม่แปลกใจ (5555) แต่รายที่ฮาแหกโค้งมากหน่อยก็คือ Freeman ครับ คือผมเพิ่งดู Sherlock ปี 3 จบไปเมื่อไม่นาน ยังติดภาพแกเป็นหมอวัตสันผู้นิ่งขรึมอยู่ แต่พอเจอแกมาทำอะไรแปลกๆ เพี้ยนๆ ในเรื่องนี่ก็ได้แต่ขำก๊าก ในขณะที่ Considine กับ Marsan ก็เป็นส่วนเสริมที่ไม่เลว ส่วนนางเอกของเรื่อง Rosamund Pike ก็ถือว่ามีบทพอเหมาะครับ แต่ก็รู้ๆ อยู่ว่าความเด่นต้องเทไปที่ 5 หนุ่มมากกว่าอยู่แล้ว

ถ้าให้ว่าแบบตรงๆ หนังก็สนุกนะครับ แต่ถ้าเทียบกับ Shaun และ Hot Fuzz แล้ว ผมยังชอบ 2 เรื่องนั้นมากกว่า มันลงตัวและครบเครื่องกว่ากันหน่อยน่ะครับ อย่างในเรื่องนี้แม้ดาราจะโอเค สไตล์เรื่องจะโอเค แต่การเดินเรื่องก็มีช่วงช้าช่วงนิ่งอยู่บ้าง มุขฮาแม้จะมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่กระหน่ำกระจายเท่า 2 เรื่องก่อน หรือในแง่พล็อตเรื่องกับบทสรุปก็จัดว่า “ถ้ามีอะไรอีกนิด หรือดีอีกนิดก็จะแจ๋วเลย”

แต่โดยรวมๆ ก็ถือว่าน่าพอใจครับ แม้เนื้อเรื่องยังไม่สุด แต่ก็ยังมีส่วนที่ผมชอบเยอะอยู่เหมือนกัน อย่างแรกที่โดนตั้งแต่ดูตัวอย่างคือพล็อตว่าด้วยเพื่อนๆ มานัดเจอกัน กลับมาเที่ยวบ้านเมืองสมัยวัยรุ่น คือพอดูแล้วหนังมันให้อารมณ์นั้นได้จริงๆ ครับ มันชวนให้เราคิดถึงเพื่อน จนอยากนัดเจอเพื่อนมาเดินเที่ยวหรือชวนกันมานั่งกินที่ประจำเพื่อรำลึกความหลัง ดูแล้วอารมณ์นั้นมันไหลมา จุดนี้พี่ Edgar แกทำได้สมที่ตั้งใจ คือดูแล้วเชื่อครับว่า 5 คนนี้คือเพื่อนที่เคยซี้กัน แต่ห่างกันไปนาน อีกทั้งดีกรีความบ้าของแต่ละคน (ยกเว้นแกรี่) ก็ลดลงไปตามอายุและความรับผิดชอบที่มี หรือบางคนก็อยู่นานไม่ได้อาจต้องกลับก่อนเพราะมีงานต้องทำ คือมันเป็นอะไรที่เหมือนจริงดีแท้ๆ

หรือมุขแซวกันเองที่ผสมการแซวหนังไปในตัว อย่างที่แกรี่ชอบเรียกโอลิเวอร์ว่าโอแมน (O-Man) นั่นก็แซว The Omen (เพราะโอลิเวอร์มีตำหนิบนตัวเป็นเลข 6 เหมือนเดเมี่ยนน่ะครับ) ก็ชวนให้นึกถึงเวลาเราเรียกฉายาเพื่อนตามบุคลิกหรือลักษณะประจำตัว หรืออยางการเรียกกลุ่มก๊วนกันเองว่าเป็น “ห้าทหารเสือ” อะไรเงี้ย เชื่อว่าสมัยเราวัยรุ่นมันมีครับอะไรทำนองนี้ ซึ่งผมชอบนะครับ มันทำให้บรรยากาศมิตรภาพไหลมาพอสมควร (แต่เสียดายนิดๆ ที่ช่วงท้ายจุดนี้ดูจะลดปริมาณลงไปนิดหนึ่ง)

ในแง่ของความเป็นหนังไซไฟผสมลึกลับระทึกขวัญ อันนี้ก็ไม่เลวครับ บรรยากาศให้ทีเดียว อย่างตอนเดินในเมืองฝ่าคน (ที่ไม่ใช่คนอีกต่อไป) มันได้อารมณ์ Invasion of the Body Snatchers หรือตอนแกรี่กับพวกไม่ไว้ใจกันแล้วก็หาทางพิสูจน์ว่าแต่ละคนยังเป็นคนเดิมอยู่ใช่ไหม ไม่ได้โดนเปลี่ยนร่างใช่ไหม นี่ก็ The Thing เต็มตรีนเลยครับ แต่ละฉากให้กลิ่นอายหนังต้นฉบับ ไปพร้อมๆ กับการล้อให้ขำแบบพอเหมาะ

ที่ชอบอีกอย่างคือฉากไคลแม็กซ์น่ะครับ ผมว่าเข้าท่านะ แม้การถกเถียงกับ “บอสใหญ่” อาจดูต๊องนิดๆ แต่ผมว่ามันก็น่าคิดเหมือนกัน และยังชวนให้เราทบทวน “ความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์” ด้วย ว่าจริงๆ มันสำคัญแค่ไหน เราจะต้องสมบูรณ์แบบไร้ที่ติไหม? หรือจริงๆ แล้วเราเพียงแค่หาวิธีอยู่ให้ได้ ท่ามกลางความไม่สมบูรณ์แบบนั้น? เพราะอันที่จริงสมบูรณ์คืออะไรก็ยากจะนิยาม ต่างคนก็ต่างนิยามไป ยิ่งต่างดาวก็ต่างไปกันใหญ่ 555 แต่ผมชอบครับ ฉากไคลแม็กซ์นี่ถือเป็นไฮไลท์อีกอย่างที่ “คอหนังแนวเอเลี่ยนแอบยึดโลก” อยากเห็นมานาน (ดีไม่ดีหลายคนก็อาจอยากพูดแบบที่แกรี่กับพวกพูดกับบอสใหญ่นั่นก็ได้)

องค์ประกอบของหนังจริงๆ ดีเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่เนื้อเรื่องกับการเดินเรื่องนี่แหละที่ยังไม่จับใจเต็มที่ ไม่ทำให้ชวนติดตามทุกขณะเท่า Shaun กับ Hot Fuzz แต่ถ้าถามว่าหนังคุ้มค่าน่าดูไหมก็ต้องถามตัวเองก่อนครับว่าชอบมุขตลกสไตล์ Edgar Wright หรือเปล่า ถ้าเคยดูผลงานชิ้นก่อนๆ ของพี่ท่าน เรื่องนี้ก็ถือว่าน่าดูเลยล่ะครับ แต่ถ้าใครยังไม่เคยสัมผัสผมก็อยากแนะนำให้ลองดูเผื่อจะถูกใจ และหากใครเคยดูแล้วไม่ถูกเส้นก็สามารถละข้ามได้ไม่ว่ากัน

แต่สำหรับผม จัดว่าชอบครับ ดูสนุก เพลิน ฮา มีความสุขหลังดูจบ

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

 

 

Advertisements