รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Pitch Perfect (2012) ชมรมเสียงใส ถือไมค์ตามฝัน

976296f4134319a4f75ec22872ae5955

การที่เราเอาหนังสักเรื่องมาดูซ้ำเดือนละหน ทุกเดือนตั้งแต่ได้แผ่นมา นั่นน่าจะบ่งบอกได้ว่าเรา “ตกหลุมรัก” หนังเรื่องนั้นเข้าแล้ว และ Pitch Perfect คือหนึ่งในหนังที่ผมตกหลุมรักครับ

ชอบอย่างแรงครับท่านทั้งหลาย

เพลงเพราะ (โคตรๆ) ดาราลงล็อคมาก ดูเพลิน ช่วงฮาก็ฮาได้ใจ เนื้อเรื่องอาจจะลงสูตรทีมนักร้องล่าฝันแข่งขันชิงชัย แต่หนังก็มาพร้อมสไตล์ของตัวเอง ตัวละครมีมิติความลึก มีจุดเด่นให้จดจำ เกลี่ยบทได้ทั่วถึง (ทั้งที่หนังให้เวลากับแต่ละคนไม่ได้มากไปกว่ากันเลย) อีกทั้งมีปมสาระให้เราเก็บไปสะท้อนชีวิต

+ เบคก้า (Anna Kendrick) ตัวเอกของเรื่องคือสาวที่เป็นตัวของตัวเอง และก่อกำแพงไว้สูงพอประมาณ ไม่เปิดใจหรือยอมใครง่ายๆ (อันเนื่องจากการแยกทางกันของพ่อแม่ และแม่เลี้ยงก็ไม่น่ารัก)

เธอเลยชอบคิดและทำอะไรในแบบที่ตัวเองเชื่อว่าถูก เธอชอบจับเพลงมามิกซ์ ซึ่งสื่อถึง “ความต้องการเป็นผู้กำหนดและควบคุมอะไรสักอย่าง” เพื่อชดเชยชีวิตที่ผ่านมาที่เธอคุมอะไรไม่ได้เลย

จากนั้นเธอก็ร่วมวงอะแคปเปล่า และพยายามใส่ความใหม่ลงไปในทีม ซึ่งก็ถูกต่อต้านแบบชัดๆ จากออเบรย์ (Anna Camp) หัวหน้าทีมคนเดิม (รายนี้ก็ถูกพ่อทรีตให้ “ใฝ่สัมฤทธิ์” แบบเต็มที่)

เมื่อถึงจุดหนึ่งเบคก้าใส่ความใหม่ลงไปในทีมโดยไม่บอกใคร (แต่เธอมั่นใจในสิ่งที่ทำว่าถูกและควร) จนทีมระส่ำไปพักหนึ่ง และเธอก็เลือกที่จะก้าวห่างออกจากทีมไป

ระหว่างนั้นเธอใช้เวลาทบทวนครับ ว่า “คน” ก็เหมือน “เพลง” ที่ต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แน่นอนว่าจู่ๆ เธอจะเอาเพลงมามิกซ์กันโดยไม่ดูตาม้าตาเรือไม่ได้ เธอต้องจับจังหวะ คัดท่อน คัดโทน คัดบีทที่เข้ากัน แล้วค่อยนำมามิกซ์ เพลงถึงจะออกมากลมกล่อมรื่นหู

คนก็เหมือนกันครับ แต่ละคนก็มีโลกของตน มีความเชื่อและความถือมั่นของตน ถ้าจะเอา “สไตล์ฉัน” ไปยัดใส่ “สไตล์เธอ” โดยที่เขาไม่ยินยอมพร้อมใจ หรือยัดให้โดยไม่จับจังหวะให้ดี ผลที่ได้ก็คือความขัดแย้ง ไม่ราบรื่น

ในสถานการณ์แบบนี้นี่แหละที่คำว่า “การปรับตัว” มีคุณค่ายิ่ง

(จริงๆ ในหนังมีฉากที่เบคก้าแสดง “ความเป็นตัวเอง” เยอะกว่านี้ครับ แต่โดนตัดออกไป เช่น ฉากแรกที่เธอเจอ คิมมี่ จิน (เพื่อนร่วมห้อง) เธอออกกฎว่า “ห้ามเตะเครื่องดนตรีของฉันเด็ดขาด” ซึ่งนั่นอธิบายว่าทำไมคิมมี่ถึงดูไม่โอเคกับเบคก้านัก)

+ ออเบรย์ (Camp) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เป็นตัวเองแบบเข้มข้น ไม่ยอมฟังใคร ในมุมหนึ่งก็ดูคล้ายเบคก้าครับ แต่สาเหตุของออเบรย์มาเกิดจากความคาดหวังที่พ่อมีต่อเธอ อันทำให้เธอคาดหวัง (แบบเคร่งเครียด) ต่อตัวเอง

มุมนี้อดคิดไม่ได้ว่าหนังกำลังสะท้อนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเลี้ยงดูที่ต้องมี “ความพอดี” (เบคก้า-พ่อแม่แยกทาง มีเวลาให้น้อย Vs. ออเบรย์-พ่อคาดหวังเคี่ยวกรำมากเกิน)

อันที่จริงเบคก้าและออเบรย์ (รวมถึงคนอื่นๆ) ต่างก็มีดีครับ มีจุดที่ถูกและมีจังหวะที่ผิด ซึ่งหากเอาของดีมาผสมผสานกันมันก็แจ๋ว (อย่างที่เห็น) ซึ่งนั่นล่ะครับ คำว่า “การปรับตัว” มีความสำคัญอีกหน

ถึงจุดนี้ผมก็เกิดคำถามนะ ว่าแท้จริงแล้วเราเกิดมาเพื่อ “เป็นตัวของตัวเอง” หรือ “เป็นส่วนหนึ่งของโลก” กันแน่?

คงเป็นไปได้ว่า… ทั้ง 2 อย่างนั่นล่ะกระมังครับ

โดยสรุปแล้วนี่คือหนังสนุกที่โดนใจผมมากทีเดียวครับ Kendrick น่ารักเป็นเบคก้าได้ดีมาก, Skylar Astin ในบทเจสซี่ หนุ่มที่ชอบเบคก้าหมอนี่ก็เด่นเข้าท่าเหมือนกัน, Brittany Snow ก็น่าจดจำในบทโคลอี้, Camp ก็เป็นออเบรย์ได้เด็ด และ Rebel Wilson ก็เป็นแฟ็ทเอมี่ได้เยี่ยม แต่รายที่ลืมไม่ลงคือ Hana Mae Lee ที่มาเป็นลิลลี่ แม่สาวเสียงเบานั่นแหละครับ เรียกความฮาได้มากกว่าที่คิดจริงๆ

ไม่รู้ว่าภาค 2 จะออกมาเป็นยังไง แต่ภาคแรกมันถูกใจ รักไปแล้วน่ะครับ 555

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements