รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

[Rec] (2007) ปิดตึกสยอง

59d2f1c53ff207ff12d73812fa394571

เฮ่อ เป็นหนังที่ดูจบแล้วมีความสุ๊ขขขข มีความสุข … รู้ใช่ไหมครับว่าผมกำลังประชดอยู่

REC หนังสยองซอมบี้ที่ใช้กลวิธีถ่ายทำและนำเสนอแบบกล้องมือถือ สไตล์เดียวกับ The Blair Witch Project และมาก่อน Cloverfield ด้วยนะครับ ดังนั้นถ้าใครเข้าใจว่าหนังตามรอยตามหลัง Cloverfield ก็คงต้องทำความเข้าใจใหม่กันสักเล็กน้อย

คนที่ดูแล้วน่าจะประจักษ์ในความสยองแบบสมจริงของหนังล่ะนะครับ มันโหด เลือดสาด แหวะกันสุดๆ ซึ่งการที่เราดูผ่านจากกล้องแบบแฮนด์เฮลแบบนี้มันก็ให้อารมณ์เหมือนดูบันทึกวีดีโอของใครสักคน มากกว่าจะเป็นแค่การนั่งดูหนังธรรมดาๆ

ยิ่งถ้าใครอยากได้อารมณ์แบบเต็มๆ ต้องดูในห้องมืดๆ ปิดไฟ ปิดม่านให้หมด ดูตอนกลางคืน… ได้อารมณ์แบบสุดยอด แต่ถ้านอนไม่หลับหรือหลอนตัวเองล่ะอย่ามาโทษผมเชียวล่ะ

เนื้อเรื่องของหนังก็เล่าถึงแองเจล่า ไวดัล (Manuela Velasco) นักข่าวสาวพิธีกรรายการภาคค่ำที่มีหน้าที่เดินทางไปถ่ายภาพชีวิตคนทำงานตอนกลางคืนออกมาถ่ายทอดให้คนดูได้ชม โดยเธอจะไปกับพาโบล (Pablo Rosso) ตากล้องคู่ใจ และคืนนี้เธอก็ต้องมาตามติดชีวิตนักผจญเพลิงที่คอยทำงานทั้งดับไฟและกู้ภัยไปในตัว

พอกริ่งสัญญาณดังขึ้นว่ามีเหตุร้าย เธอกับพาโบลก็รีบเดินทางไปกับนักดับเพลิงกลุ่มหนึ่งเพื่อจะได้ตามไปเก็บภาพการทำงาน แล้วรถก็มาหยุดที่ตึกหลังหนึ่งครับ ที่นั่นมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังกรีดร้องโหยหวนอยู่ในห้อง จนคนในตึกขอความช่วยเหลือไป

จากนั้นนักดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็พากันเดินไปในห้องที่ว่า ก็พบหญิงคนนั้นอยู่ในสภาพโชกเลือด… และเพียงไม่นาน ความสยองก็เริ่มต้น เมื่อเธอเริ่มทำร้ายผู้คน… และยังมีบุคคลภายนอกจัดการปิดตึกนี้ทั้งหลังด้วย ใครก็เข้าไม่ได้ และออกไม่ได้… แองเจล่ากับพาโบลเลยต้องเผชิญกับคืนสยองแบบที่พวกเขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

… อืมม์ คุณคงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นในตึก… ใช่ ซอมบี้ไงครับ เชื้อร้ายที่เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นสัตว์กระหายเลือด ฉีกเนื้อคนกินกันเอง ซึ่งเราก็เจอกันมาเยอะต่อเยอะแล้ว ซอมบี้ในเรื่องหรือสูตรมันก็ไม่ได้ใหม่อะไรหรอกครับ มันเดิมๆ น่ะ เริ่มที่ตัวเอกไปยังสถานที่ที่มีซอมบี้อยู่ จากนั้นมันก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวน คนที่เหลือรอดก็พยายามหนีตาย แต่หนีไปไม่ได้ไกลหรอกครับ เพราะสถานที่นั้นต้องปิดตาย จากนั้นก็ดูไปเรื่อยๆ จนกว่าหนังจะจับถึงจะทราบว่าใครอยู่ ใครตาย หรือใครต้องกลายเป็นซอมบี้บ้าง

จริงที่หนังมันก็ซอมบี้เดิมๆ ครับ แต่เป็นสูตรที่ใช้ได้นะ สร้างความตื่นเต้นได้ตลอด คอหนังซอมบี้ยังไงก็น่าจะถูกใจล่ะครับ ผมเองก็ยังชอบ แม้จะรู้ว่ามันก็เดิมๆ อย่างฉากไหนที่เงียบเกินเหตุหรือตัวละครกำลังสบายๆ ทำอะไรเพลินๆ เดี๋ยวมันต้องมีเรื่องบ้าๆ หรือไม่ก็ซอมบี้โผล่มาแฮ่แน่ๆ

แต่รู้ทั้งรู้ ขนก็ลุกซู่ทุกทีที่มันโผล่มา แบบนี้เรียกว่าเก่าแต่เก๋า ใช้ได้เสมอขอแค่ทำให้ถึงและรู้จักดำเนินเรื่องให้มันไม่น่าเบื่อเป็นอันใช้ได้

showImage0051

และแม้หนังจะมาตามสูตรเดิมๆ แต่สไตล์ถ่ายภาพไงครับ มาใหม่ เอากล้องมาถ่ายให้เหมือนดูเรื่องจริงผ่านจอกันไป แบบนี้มันสมจริงทางอารมณ์ครับ แล้วผมว่าหนังสไตล์นี้ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ นะครับ บางคนบอกว่าก็แค่ถือกล้องถ่ายไปเรื่อยๆ มันจะมีอะไร แหม คุณครับ ไหนจะการวางช็อต แล้วบางฉากนี่มันต้องต่อเนื่อง เทคนิคตอนคนโดนซอมบี้กัดเงี้ยครับ ตอนแรกคนที่กำลังจะโดนกัดต้องดูเป็นปกติ แต่พอโดนปุ๊บ เลือดจะเริ่มมา อะไรๆ จะเริ่มวุ่นวาย ซึ่งถ้าคิวไม่แม่น วางช็อตไม่ดี และเมคอัพเอฟเฟกต์ไม่เจ๋งจริงเนี่ย หลุดกระจายครับ แล้วต้องยอมรับเลยว่าจังหวะหนัง การเดินเรื่องแม้บางอย่างอาจจะดูเป็นหนังไปบ้าง แต่ก็สยองได้ใจครับ

จริงๆ ยุคนี้สมัยนี้จะหาอะไรสดแบบ 100% นั้นมันยากครับ แค่เอาที่มันมิกซ์แอนด์แมตช์แล้วพอไปกันได้ก็โอเคแล้วล่ะ ซึ่งเรื่องนี้ก็เข้าอีหรอบนั้นแท้ๆ มิกซ์และแมตช์ใช้ได้

ดาราในเรื่องก็มีไม่กี่คนครับ และก็ไม่ค่อยคุ้นหน้าสำหรับบ้านเราด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องดีครับ การที่ได้ดาราหน้าไม่คุ้นมาเนี่ยมันทำให้อารมณ์ดูจริงไปกันใหญ่ คนที่เด่นที่สุด ก็คือ Manuela Velasco นางเอกของเรื่องที่สวยมีเสน่ห์ น่ารักดีครับ แต่เธออาจจะมีสัญชาตญาณนักข่าวมากไปหน่อย เลยชอบซอกแซกไปตามที่ต่างๆ ในตึกจนเกิดเรื่องแล้วเกิดเรื่องอีก จริงๆ ห้องไหนที่เจ๊แกเจอตัวซอมบี้โผล่มาเนี่ย ควรล็อคตายไปเลยครับ อย่าเข้าไปยุ่งอีกจะดีกว่าถ้าอยากมีลมหายใจ แล้วพยายามหนีไปทางอื่น แต่นี่คุณเจ๊ก็ตามรอยอยู่ได้ ไม่กลัวตายหรือยังไงก็ไม่รู้ ก็เข้าใจครับว่าอยากได้ภาพข่าว แต่เจ๊ก็ควรมีตรรกะนิดนึงนะครับ ว่าถ้าฉันไม่รอดออกไปแล้วจะเอาภาพข่าวไปเสนอได้ไงกันล่ะเนี่ย

นายตากล้องก็ซื่อสัตย์ในหน้าที่จริงๆ ถ่ายอยู่ได้ ไอ้ตอนปกติน่ะไม่ว่าหรอกครับ แต่ตอนซอมบี้แยกเขี้ยวจะแด้กชาวบ้านอยู่แล้ว ยังทะลึ่งไปซูมหน้ามันใกล้ๆ แฮ่ๆๆ … คือ พี่ครับ พี่เจอซอมบี้กัดคนเนี่ย สิ่งที่ควรทำคือ เอากล้องในมือพี่นี่แหละ ฟาดมันเลย เอาให้เหมือด ไม่ใช่ไปถ่ายมัน เพราะมีการวิจัยออกมาแล้วครับว่าการเอากล้องถ่ายซอมบี้เนี่ย ไม่สามารถทำให้ซอมบี้ตายหรือหมดฤทธิ์ได้ครับ ไม่ว่าจะจ่อหรือถ่ายมุมกว้าง ยังไงมันก็ไม่ตายครับ … ก็ไม่แน่ พี่ตากล้องอาจคิดว่าซอมบี้มันจะตกใจตอนถูกบันทึกภาพแล้วก็ช็อกตาย อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ

หรือไม่ก็คิดว่าถ่ายมากๆ แล้วมันจะอาย หรือกลัวความผิดเพราะมีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันยืนยันในชั้นศาล อันนี้ก็เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ จริงๆ แล้วจากการวิจัยพบว่าการยืนถ่ายภาพซอมบี้ในระยะประชิดจะเป็นอันตรายกับผู้ถ่ายมากกว่า เพราะอาจจะโดนมันเดินมาขอเนื้อไปรับประทานได้ไม่ว่าเราจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้น อย่าเลียนแบบเป็นอันขาดนะครับตากล้องทั้งหลาย เจอซอมบี้อย่าบ้าถ่ายมัน จงหนีให้ไวครับ (จริงๆ น่าจะมีคำเตือนใต้ภาพนะ “การถ่ายซอมบี้ตอนที่มันกำลังกินคนอยู่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ”… น่าเตือนกว่าบุหรี่อีก)

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้น่ะครับว่าคนเราอยากรู้อยากเห็นเสมอ ถ้าคิดในอีกมุมหนึ่ง การที่ทั้งแองเจล่าและพาโบลตั้งหน้าตั้งตาเก็บภาพหรือเดินไปหาความจริงมันก็คือ “ความใคร่รู้” อย่างหนึ่งนั่นเอง

ความอยากรู้ ใคร่รู้ถือเป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ครับ ความอยากรู้ทำให้เราสนใจอยากศึกษาหาคำตอบไปเรื่อยๆ แต่มันจะกลายเป็นอันตรายหากเราไปอยากรู้ในเรื่องที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอันตราย… เรื่องแบบนี้ต้องระงับสติและจิตใจให้ดีครับ ตรองให้ดีว่าเราควรทำหรือไม่ทำอะไร เรื่องไหนจำเป็นต้องแก้ข้อสงสัยหรือปล่อยไว้อย่างนั้นก็ได้

เอาล่ะนะครับ ว่ากันมาพอสมควรแล้ว ใครดูแล้วเชื่อว่าน่าจะชอบในความสยอง ส่วนใครยังก็ดูเถอะครับ แต่ต้องทำใจกับความสยองหน่อยนะครับ น่ากลัวดี กดดันและหลอนใช้ได้ ถ้าอยากได้อารมณ์สยองเต็มฟัดก็ลองทำตามที่บอกครับ ปิดไฟ นอนดูในห้องมืดๆ ตอนดึกๆ… นี่แหละรสชาติชีวิต

นอกจากตัวหนังกับความสยองที่ผมชอบแล้ว ยังมีฉากที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวด้วยนะครับ ตอนที่แองเจล่าเธอไปเดินถ่ายในสถานีดับเพลิงตอนกลางคืน ในห้องกินข้าวของเหล่าเจ้าหน้าที่น่ะครับ ที่ตอนหัวค่ำเธอไปถ่ายแล้วก็ทักทายเจ้าหน้าที่ที่กินข้าวกันเต็ม แต่ในตอนนั้น ตอนที่เธอไปถ่ายทีหลังหลังจากทุกคนกลับไปหมดแล้ว ห้องมันว่างเปล่าและปิดไฟไปครึ่งหนึ่ง

ไม่รู้ใครรู้สึกอย่างผมบ้างนะครับ แต่มันให้อารมณ์น่ะ ประมาณว่าห้องนั้นตอนหัวค่ำยังมีคนเต็มไปหมดเลยนะ แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว… ที่เดียวกัน แต่คนละอารมณ์ คนละความรู้สึกยามได้มองมันในเวลาที่ต่างกัน… อะไรที่ทำให้มันต่าง… ภาพคน… แสงไฟที่น้อยลง หรืออารมณ์ของเรา… หรือทั้งหมดเข้ามารวมกัน… น่าสนใจจริงๆ

ส่วนตัวหนังเองก็ได้ไปรีเมคเรียบร้อย ตามด้วยภาค 2 กำลังจะตามมาครับ จะเป็นยังไงไว้ดูก่อนแล้วค่อยมาคุยกันนะครับ

แต่พอดูแล้วผมรู้สึกดีนะครับ อย่างน้อยวงการหนังก็ยังไม่ตาย มันไม่มีวันตายหรอกครับ มันมีการพัฒนาเดินหน้าไปเรื่อยๆ มีคนคิดผสมผสานเรื่อยๆ คนดูอย่างเราก็รอลุ้นกันไปว่าจะมีอะไรใหม่ๆ มากระแทกใจเราอีกบ้าง

ส่วนเรื่องนี้กระแทกใจใช้ได้ ผมชอบครับ

สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements