รีวิวหนังซีรี่ส์/หนังชุด

Chesapeake Shores Season 2 (2017) เชซาพีคชอร์ส ปี 2

91iN6c5VYSL._RI_

ชนะใจผมอย่างสวยงามครับสำหรับปี 2 ของ Chesapeake Shores ซีรี่ส์แนวรักโรแมนติกและอบอุ่นด้วยกรุ่นไอรักของครอบครัว เรียกว่าถ้าใครดูปีแรกมาแล้ว ปี 2 นี่คือต้องดูให้ได้ครับ เพราะมัน “อิ่มใจ” จริงๆ

ปีนี้ก็มี 10 ตอนจบเช่นเดิมครับ ซึ่งถ้าให้ว่าตรงๆ แล้ว หากพูดถึงซีรี่ส์ของ Hallmark ล่ะก็ เรื่องที่ถือเป็นเพชรยอดมงกุฎต้องยกให้ When Calls the Heart ที่ทำออกมาได้ชวนประทับใจและเข้มข้นอย่างยิ่ง เรียกว่าเป็นซีรี่ส์คุณภาพที่ห้ามพลาดอย่างมากสำหรับคนรักแนวดราม่าให้กำลังใจ

แต่สำหรับ Chesapeake Shores นั้น มันมีความลื่นไหล มีความน่ารักของตัวละคร ถ้าให้เปรียบก็เหมือนว่าชุดนี้มันมีความบันเทิงมากกว่า เลยทำให้ผมติดมากกว่า เพราะดูแล้วมัน Happy เลยพร้อมจะดูยาวๆ ส่วน When Calls the Heart จริงที่มีความเข้มข้น แต่ก็คงเพราะความเข้มข้นที่ว่าเลยทำให้ซีรี่ส์ชุดนั้นหย่อนใจเราได้ไม่มากเท่า Chesapeake Shores

ที่พูดมาไกลนี่ไม่ได้จะบอกว่าอันไหนดีกว่าอันไหนนะครับ แค่บรรยายความรู้สึก เพราะผมเองก็รู้สึกน่ะว่าตัวเองชอบดู Chesapeake Shores ต่อยาวๆ ในขณะที่ When Calls the Heart ดูหนึ่งตอนแล้วก็ต้องหยุด ทั้งๆ ที่แทบทุกตอนมันทำเราน้ำตาซึม-ร้องไห้อยู่ตลอดแท้ๆ

เรื่องราวก็ต่อเนื่องจากปีก่อนครับ ครอบครัวโอไบรอันตอนนี้ก็กลับมาอยู่พร้อมหน้าในเมืองเชสซาพีค ชอร์สเรียบร้อย แต่ละคนก็มีเรื่องให้จัดการแตกต่างกันไป แล้วก็อาจจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างตามประสาของครอบครัวเดียวกัน

อย่างเรื่องของเทรซ (Jesse Metcalfe) และแอ๊บบี้ (Meghan Ory) คู่รักคู่หลักประจำเรื่องก็ต้องเผชิญบททดสอบ เมื่อเทรซอาจจะต้องไปทำงานเพลงที่แนชวิลล์ อันจะทำให้เขาทั้งสองต้องห่างกันแน่นอน

หริือมิก (Treat Williams) พ่อของตระกูลโอไบรอันก็ต้องเจอกับปัญหาเรื่องการลงทุนพัฒนาที่ดิน ที่ไปๆ มาๆ กลับต้องมางัดข้อกับน้องร่วมสายเลือก ส่วนบรี (Emilie Ullerup) กับ เจสส์ (Laci J Mailey) ต่างก็เจอกับปัญหาทั้งเรื่องรักและเรื่องงานไม่แพ้กัน

สองหนุ่มโอไบรอันก็ไม่น้อยหน้าครับ เควิน (Brendan Penny) ก็ยังคงระบมทางใจหลังจากเผชิญเหตุร้ายไปในปีก่อน และคอนเนอร์ (Andrew Francis) ก็ต้องก้าวเข้าสู้โลกของการทำงาน ที่ทำให้เขาตระหนักว่าการตัดสินใจอะไรสักอย่างของชีวิตนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างมันล้วนมีผลที่ตามมาทั้งนั้น

ผมบอกได้เลยครับว่าผมติดนะ ดูยาวเลย และมันสนุกทุกตอนอีกด้วย ซึ่งถ้าถามว่าสนุกกว่าปีก่อนไหม ผมก็คิดว่ามันสนุกกว่านะ แต่พอมาคิดอีกแง่หนึ่งคือมันอาจจะไม่ได้สนุกกว่า คือสนุกพอๆ กันนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนี้ผมคุ้นเคยกับครอบครัวโอไบรอันแล้ว ดีกรีความสนุกออกรสมันเลยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ยังไม่ค่อยรู้จักพวกเขาสักเท่าไร

เหมือนเวลาเราเจอใครสักคน ตอนเจอแรกๆ มันอาจยังไม่ชิน ยังทำตัวไม่ถูก และยังไม่คุ้นก็เลยออกจะเกร็งๆ แต่พอรู้จักไปนานๆ เข้า รู้ตัวอีกทีเราก็พร้อมคุยกับเขาได้อย่างสนิทใจในทุกเรื่อง… คุยตอนเริ่มรู้จัก กับคุยตอนรู้จักไปสักพักแล้ว ระดับความ “ออกรส” มันต่างกันเสมอครับ

ดาราในเรื่องทุกคนเล่นได้ดีมากๆ ผมรักตัวละครทุกคนเลยครับ ถ้าถามว่าผมรักใครสุด หากเป็นฝ่ายหญิงผมรักบรี เธอน่ารักแต่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่ครั้นพอจะโก๊ะก็โก๊ะได้ฮาโคตรๆ Ullerup แสดงได้ดีจริงๆ โดยเฉพาะฉากตรงละครเวทีน่ะครับ เป็นอะไรที่ “เท่ห์โคตรๆ” ไปเลย

ส่วนฝ่ายชายชอบ คอนเนอร์ หมอนี่ดูเป็นตัวละครชูรสที่เยี่ยมมากๆ Francis ถ่ายทอดบทน้องตัวแสบออกมาได้ดี และจริงๆ ผมก็ชอบเควินไม่น้อยหน้ากันครับ Penny คุมโทนของตัวละครนี้ได้อย่างพอเหมาะเป็นที่สุด คือเขาดูไม่เหมือนใครในตระกูลโอไบรอันนะ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ยังแสดงความเป็นโอไบรอันออกมาได้เป็นระยะๆ

แค่ดูตัวละครก็สุขใจมากมายแล้วครับ ทุกคนทั้งตัวละครและตัวรองล้วนเสริมรสชาติเรื่องราวให้กลมกล่อมและเอร็ดอร่อย แน่นอนว่าดารารุ่นใหญ่อย่าง Diane Ladd, Treat Williams และ Barbara Niven ก็ยังเสริมความอบอุ่นให้กับหนังได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ปีนี้ดูจะเน้นที่หนุ่มๆ สาวๆ มากกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง (และผมว่าปีนี้เจสส์น่ารักขึ้นเยอะทีเดียว)

สำหรับผม ปีนี้นอกจากจะทำให้ผมติดแล้ว ยังทำให้ผมมีความสุขระหว่างดูด้วยครับ แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ผมชอบโคตรๆ คือวิวทิวทัศน์สวยแบบสุดๆ ที่ซีรี่ส์สรรหามา ภาพริมน้ำ ภาพเมือง มันดูดีมากๆ มันให้อารมณ์อบอุ่นอย่างสุดยอด และที่สำคัญคือสวยจนน่าไปเที่ยวจริงๆ

หรือฉากที่แอ็บบี้กับเทรซไปเที่ยวป่า คนเลือกโลเกชั่นก็เหลือเกินครับ เลือกที่สวยๆ มาอีกจนได้ คือบอกได้เลยครับว่าใครชอบหนังที่มีสถานที่สวยๆ เป็นฉากหลังล่ะก็ เรื่องนี้จะไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน เพราะสวยมากสวยมาย สวยวัวตายควายล้มจริงๆ

นอกจากนั้นสิ่งที่ผมชอบคือ “สาระสอนชีวิต” ที่มีมาให้เราทุกตอนครับ อันนี้ดูแล้วให้อารมณ์เหมือนซีรี่ส์ญี่ปุ่นเหมือนกันนะ ทุกตอนคนในครอบครัวโอไบรอันก็จะมีปัญหาให้แก้ หรือมีเรื่องมากระทบจิตใจ ซึ่งพวกเขาก็ต้องหาทางแก้เท่าที่ทำได้ โดยใช้สติเป็นเครื่องนำทางในเบื้องต้น

ผมชอบตอนที่ีคุณย่าพูด เพื่อเตือนสติลูกๆ ทั้ง 2 (คือมิกกับน้องชาย) ประมาณว่า “เราควรสนใจปัจจุบัน จัดการกับเรื่องปัจจุบัน ส่วนเรื่องอดีตน่ะมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั่นแหละ จะเจ็บหรือผิดใจกันมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว แก้อะไรไม่ได้ ก็ให้มันเป็นไปเถิด แต่เราไม่จำเป็นต้องผิดใจกันเพิ่ม ไม่จำเป็นต้องให้อดีตมาทำให้ปัจจุบันพลอยแย่ไปด้วย”

แต่ละการตัดสินใจของแต่ละตัวละครให้อะไรเราได้เสมอครับ มันให้เราฉุกคิดเรื่องของชีวิต ทำให้เราตระหนักถึงการกระทำและผลที่ตามมาของมัน หรือการโกหกเพื่อปิดบังอะไรบางอย่าง มันอาจเป็นวิธีที่ง่ายในการจัดการกับบางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่แล้วการปิดบังมันไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไร มันคือการ Freeze ปัญหาเอาไว้ และยังเป็นการ Freeze เราเอาไว้ด้วย (แทนที่เราจะเผชิญกับมันและเติบโตขึ้น เรากลับเลือกที่จะ Freeze โอกาสเจริญทางวุฒิภาวะของเราไว้แทน)

การเผชิญแต่ละเรื่องทำให้เราโตขึ้นเสมอครับ เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาด เราจะเปลี่ยนแปลงตนเองให้อยู่กับโลกใบนี้ได้อย่างที่มันเป็นจริงๆ ซึ่งมันอาจจะยากครับ บอกได้เลยว่าหลายครั้งการเผชิญกับความจริงมันยากมากๆ แต่เมื่อเราผ่านมันมาได้ เราจะแกร่งขึ้น เราจะรับมือกับอะไรต่างๆ ได้ดีขึ้น เห็นโลกชัดขึ้นเห็นตัวเองชัดขึ้น จนส่งผลให้เห็นทางเดิน-ทางออกของชีวิตมากขึ้น

ทุกครั้งที่คมมีดของโลกความจริงบาดลึกลงในชีวิตของเรา แน่นอนว่ามันจะเปิดบาดแผลต่อเรา แต่ขณะเดียวกันมันก็เปิดโลก เปิดประสบการณ์ให้กับเราเช่นกัน มันเหมือนในเกม RPG ที่เราต้องสู้กับศัตรูก่อนถึงจะ Level Up น่ะครับ มันต้องเจ็บ มันต้องเจอ มันต้องสู้ ถ้าเราสู้นานพอ เราก็จะ Level Up ได้เอง… และพอเรา Level Up แล้ว มันจะไม่ลดลงครับ (แต่จะมีโจทย์ใหม่อะไรก็ว่ากันไป เพื่อ Level Up อีกในอนาคต)

ผมดีใจมากๆ ที่ปี 2 ยังคงรักษาทิศทางความน่ารักอบอุ่นแบบปีหนึ่งเอาไว้ได้ ตอนแรกผมกลัวมากครับว่ามันจะมีการปรับทิศให้กลายเป็นน้ำเน่ามากขึ้น หรือให้ตัวละครขัดแย้งกันมากขึ้น ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดกับซีรี่ส์หลายเรื่องมากๆ (ในความทรงจำผมนี่ก็ค่ือ Beverly Hills 90210 และ Melrose Place ครับ ปีแรกๆ กับปีหลังๆ นี่คนละอย่างกันเลยจริงๆ… ตัวละครบางตัวเหมือนโดนผีสิงแน่ะ)

แต่กับเรื่องนี้ยังคงนำเสนอภาพครอบครัวที่น่ารักเอาไว้ได้ครับ พวกเขาคอยเป็นกำลังใจกัน ช่วยเหลือกัน ซึ่งบางคนอาจมองว่ามัน “โลกสวย” ก็ได้ คืออาจจะมองว่าครอบครัวใครจะไปอบอุ่นได้ขนาดนั้น มันก็ต้องมีทะเลาะ มีอิจฉากันเป็นเรื่องปกติ…

แต่ถามจริงๆ เถอะครับว่าเราอยากให้เรื่องพวกนั้นเป็น “เรื่องปกติ” สำหรับครอบครัวจริงๆ หรือ? คือให้ทะเลาะกันเป็นปกติ ห่างเหินเป็นปกติ ไม่ถามไถ่สารทุกข์สุบดิบกันเป็นปกติ แบ่งเขาแบ่งเรากันเป็นปกติ อิจฉาเป็นปกติ ฯลฯ… เอาแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ?… ผมไม่เอาด้วยคนหนึ่งล่ะ และผมจะถือเรื่องราวของครอบครัวโอไบรอันเป็นตัวแบบอย่างหนึ่ง ของครอบครัวที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์ แต่รักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือกันและกัน (หรืออย่างน้อยก็ประคองกันและกัน)

สรุปล่ะนะครับ ปี 2 ทำออกมาได้ดีเช่นเคย เป็นซีรี่ส์ที่เติมพลังให้กับผมได้อย่างยอดเยี่ยม (ส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกติดใจ อาจเพราะช่วงนี้ผมเจอเรื่องอะไรเยอะมากจนเหนื่อย และซีรี่ส์นี้ก็ช่วยเยียวยาผมได้อย่างดี) จนผมอยากบอกเล่าเพื่อแบ่งปันกับทุกคนครับ ว่าหากใครอยากดูซีรี่ส์ครอบครัวที่เสริมกำลังใจล่ะก็ จัดเรื่องนี้ไปได้เลยครับ

สามดาวครึ่งครับ

Star32

(8.5/10)

โฆษณา