รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Grudge (2004) โคตรผีดุ

grudge_00

เรื่องสยองผีคลานไปฆ่าที่ดังไปถึงฮอลลีวู้ดครับ โดยผู้กำกับก็คือเจ้าเก่า Takashi Shimizu ผู้ให้กำเนิดหนังชุดนี้ตั้งแต่ทำที่ญี่ปุ่นน่ะแหละครับ

เลยสรุปได้ง่ายๆ ว่าถ้าท่านชอบหนังฉบับญี่ปุ่น ไม่ได้คิดว่ามันไร้สาระ ก็คงจะโอเคกับหนังบ้าง แต่ถ้าลองว่ายี้มาจากต้นฉบับแล้วก็เตรียมส่ายหน้าได้ตามสบายเลยครับ มันก็พล็อตเดียวกันน่ะแหละ

ตัวเอกเปลี่ยนจากชาวญี่ปุ่นมาเป็นฝรั่งนะครับ เพื่อความเหมาะสมและคนดูฝรั่งตาน้ำข้าวจะได้คล้อยตามง่ายหน่อย (ไม่งั้นพี่แกคงเอาต้นฉบับมาฉายดุ้นๆ แล้วล่ะครับ ไม่ต้องรีเมก) คาเรน เดวิส (Sarah Michelle Gellar) สาวนักสังคมสงเคราะห์ที่รับงานดูแลคนชราในญี่ปุ่น แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับมอบหมายงานจาก อเล็กซ์ (Ted Raimi) ให้ไปดูแลหญิงชราที่บ้านหนึ่งแทนพยาบาลคนเก่าที่หายไปอย่างลึกลับ

แล้วพอเธอก้าวเข้าไปในบ้าน ก็เริ่มพบอะไรแปลกๆ ไม่ว่าจะบรรยากาศที่วังเวงพิกล หรือท่าทางของหญิงชราก็น่าสะพรึงยังไงก็ไม่ทราบ จนกระทั่งเธอเจอผีร้ายตัวเป็นลงมาตรงหน้า … แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสยองทั้งหมด เพราะผีร้ายนี่พร้อมจะฆ่าทุกชีวิตที่เข้ามาเฉียดกายในบ้านหลังนี้

ที่เหลือก็คลานๆ ฆ่าๆ แล้วก็เสียงประกอบสุดคลาสสิก “เอ่อออออออออออออออ” เวลาที่ผีคายาโกะ (Takako Fuji) ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา

โดยเนื้อหาหลักมันก็อีหรอบเดียวกับภาคแรกน่ะแหละครับ โดยการจับเอา Ju-on ภาคแรก (ต้นเรื่องเลยนะครับที่บ้านเราเอามาฉายในชื่อ ผี … ดุ 3 น่ะแหละ) ที่เล่าถึงที่มาของคายาโกะที่แอบชอบอาจารย์หนุ่มคนหนึ่ง โดยในเรื่องนี้ได้แปลงให้เป็นอาจารย์หนุ่มชาวอเมริกัน รับบทโดย Bill Pullman แล้วก็เล่าเรื่องคาเรนอีกอันประกอบกัน พร้อมทั้งมีการตายยิบย่อยอีกนิดหน่อย พอหอมปากหอมคอ

เลยพูดได้ตั้งแต่ต้นไงครับ ถ้าท่านชอบเวอร์ชั่นดั้งเดิมก็คงโอเค ซึ่งผมก็อยู่
ในข่ายชอบน่ะแหละ ผมก็เลยรู้สึกว่าภาคนี้ไม่เลวนัก สนุกใช้ได้ รีเมกได้ไม่เสียรสเดิม พร้อมทั้งได้กลิ่นบาร์บีคิวสไตล์อเมริกันด้วย

คนจะชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ก็อยู่ที่ความเชื่อแหละครับ ถ้าเชื่อก็คงจะคล้อยตามชอบได้ไม่ยาก แต่ถ้าเห็นเป็นเรื่องขำ มองว่า อ้ะ นั่นผีผ้าห่ม อ้าวนั่นผีแป้งเด็ก ก็ได้ขำกันทั้งเรื่องล่ะครับ

ถ้าเราเอาความเชื่อดั้งเดิมของเรามาเป็นตัววัด หนังก็ขาดเหตุผลแบบหาที่สุดมิได้แล้วล่ะครับ อย่างผีผ้าห่มเงี้ย มันจะมาได้ไง มันฝ่าผีบ้านผีเรือนมาได้อย่างไร ไหนจะเจ้าที่ ตี่จู่เอี๊ยอีก มันเป็นไปไม่ได้อย่างแรง เพราะผีสางไม่น่าจะมีฤทธิ์เดชเดชามหาศาลขนาดจะเหนือธรรมะหรือความดีได้

นั่นมันความเชื่อแนวเราครับ แต่อย่าลืมหนังมันสร้างโดยคนญี่ปุ่น เผยแพร่ความเชื่อแบบญี่ปุ่น … จะให้ญี่ปุ่นมาสวมพระเครื่องงั้นเหรอครับ เพื่อกันผีเนี่ย

ดีไม่ดีผมว่าฝรั่งบางเจ้าก็คงคิดเหมือนกัน “ทำไมไมตามบริษัทกำจัดผีล่ะ” เออ เอาสิ ตอนคลานมาก็ยิงแสงโปรตอนสวนเลยหมดเรื่องหมดราว

ขืนคิดแบบนั้นดูหนังคงฮากันไปเต็มที่ แต่คนที่ตาม Shimizu ไปทำหนังรีเมกที่ฮอลลีวู้ดอย่าง Sam Raimi เขาคงไม่ได้มองเห็นความขำ เขามองความแปลกใหม่ครับ นี่คือแนวผีสางที่ใหม่สำหรับชาวตะวันตกที่คนน่าชื่นชอบอย่างน้อยก็ต้องพอสมควรล่ะครับ

ผลก็คือแม้คนจะไม่ได้ชอบเยอะแยะ แต่ด้วยความใหม่สดของมัน ก็ได้เงินตอบแทนมากว่า 110 ล้านเหรียญเฉพาะในอเมริกา

ทุนสร้างแค่ 10 ล้านเหรียญเท่านั้น กำไรบานเบอะขนาดไหนคำนวณดูได้ครับ ไม่ยากเย็น

ถ้าถามว่าทำไมผมถึงชอบก็ตอบได้ง่ายๆ ว่าผมคุ้นเคยกับเรื่องผีๆ ของญี่ปุ่นมาเยอะต่อเยอะ ตอนเด็กๆ ไงครับ น่าจะเคยอ่านกันพวกกึ๊กกึ๋ยวิญญาณที่โน่นที่นี่ ตำนานผีญี่ปุ่น เยอะแยะไปหมด อ่านไปกลัวไปแต่ก็สนุกไป ถ้าท่านคุ้นเคยกับความเชื่อผีญี่ปุ่นก็จะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผีมันทำได้ขนาดนั้น เพราะผีที่โน่นเขาแรงกันตรงความแค้น ยิ่งแค้นมากยิ่งเฮี้ยนมาก เหมือนผีตายโหงบ้านเราน่ะแหละ ในขณะที่บ้านเรามักจะเอาธรรมะเข้าข่ม แต่ทางโน้นลองว่าแค้นคือแค้น ถ้าที่แห่งไหนมีคนตายด้วยความแค้นมากๆ ก็เหมือนพลังที่ไร้ขีดจำกัดที่สามารถทำลายทุกชีวิตได้โดยไม่สนใจว่ามันเป็นใคร

จริงๆ มันคิดได้อย่างง่ายๆ ครับ เราอาจถามว่าทำไมมันต้องฆ่าดะ ก็อยากให้มองในมุมคนแค้น ไม่ต้องชาติญี่ปุ่นหรอกครับ ชาติไหนก็ได้ ถ้าแค้นแบบแค้นคนทั้งโลกน่ะมันก็อยากฆ่าคนทั้งโลกจริงไหมล่ะครับ ใครเข้ามายุ่งกับบ้านหลังนี้เท่ากับมายุ่งกับอาณาเขตมันก็ต้องตายให้หมด

โหดจริงๆ

ผมเลยดูไปกลัวไป เพราะคุ้ยเคยไงครับ ความเชื่อผีญี่ปุ่นมันทำนองนี้แหละ เน้นความแค้น ยิ่งแค้นมากอานุภาพยิ่งมาก ตามมาถึงบ้านยังได้เลย สยองเจงๆ

ซึ่งถ้าว่ากันที่จังหวะของหนัง ก็เล่าเรื่องได้โอเคกว่าของเก่าน่ะครับ รู้เรื่องง่ายกว่า ไม่ซับซ้อนมาก รูปแบบบ้านบรรยากาศผมก็ว่าสยองใช้ได้แบบฝรั่งปนเอเซีย ใช้ได้เลยครับ น่ากลัวดี ใช้ความมืดช่วยสร้างความสยองได้ดี

แต่สำหรับผม ชอบต้นฉบับมากกว่า เพราะบรรยากาศมันมืดจริง สยองจริง และดิบด้วยเพราะมันใช้ฟิล์มวีดีโอ ไม่คมเต็มที่มันเลยออกจะเหมือนการบันทึกเหตุการณ์จริง บรื๋อออออ หมายถึงภาคแรกที่ทำลงวีดีโอเลยน่ะนะครับ

เอาเป็นว่าถ้าท่านยังไมเคยดูหนังเรื่องนี้ก็อย่าเชื่อใครเขามากครับ ผมว่าความชอบไม่ชอบเรื่องนี้วัดกันยาก มันต้องดู เพราะคนชอบและไม่ชอบมีก้ำกึ่งจริงๆ

ส่วนผมเข้าข่ายชอบครับ และแอบดีใจแทน Shimizu ด้วย ที่สามารถนำเอาความเชื่อของเขาไปเผยแพร่แล้วยังมีคนตามดูอีก

… ว่าแต่ ใครอยู่ที่ประตู

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)