รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Bad Neighbours (2014) เพื่อนบ้านมหา(บรร)ลัย

91vgD8qf4DL._SL1500_

Bad Neighbours อีกหนึ่งหนังฮาม้ามืดของปีก่อน ดูแล้วก็สนุกดีครับ ฮาได้เรื่อยๆ เพลินใช้ได้ทีเดียว

เรื่องว่าด้วยแม็คและเคลลี่ สามีภรรยาตระกูลแรดเนอร์ (Seth Rogen และ Rose Byrne) ที่กำลังหนักใจเพราะเพื่อนบ้านรายใหม่ที่ย้ายเข้ามาคือเด็กมหาลัยที่พร้อมจะปาร์ตี้กันทั้งวันทั้งคืน แน่นอนครับว่าเสียงอึกทึกมันต้องดังจนครอบครัวแรดเนอร์ไม่เป็นอันหลับอันนอน พวกเขาเลยพยายามจัดการเท่าที่จะทำไหว

ตอนแรกก็ดีๆ ครับ พวกเขาพยายามผูกมิตรกับเท็ดดี้ (Zac Efron) หัวหน้าของพวกเด็กๆ แต่ไปๆ มาๆ เมื่อเรื่องมันเกินควบคุม การผลัดกันเอาคืนระหว่างเพื่อนบ้านเลยเกิดขึ้น

ในฐานะที่ตอนนี้ผมเป็นพ่อคนแล้ว บวกกับเคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน ดูแล้วก็ขำนะครับ แต่ก็เข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างฝ่ายครอบครัวแรดเนอร์นี่ก็เป็นคนธรรมดาที่มีลูกตัวเล็กๆ น่ะครับ ต้องตื่นเช้าทำงาน ต้องรับผิดชอบชีวิตคู่ ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาต้องการจากเพื่อนบ้านก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า มิตรภาพไมตรี และความเป็นส่วนตัว ที่สำคัญคืออย่าเสียงดังรบกวนจนไม่เป็นอันหลับอันนอน

ส่วนทางด้านของเท็ดดี้นั้น เขาก็คือวัยรุ่นน่ะครับ รักสนุก รักความเฮฮา สำหรับเขาแล้ว ความสุขสนุกสนานของวัยรุ่นคือการเฮ้วให้เต็มที่ สังสรรค์กับเพื่อนๆ ให้มากที่สุดก่อนที่จะไม่มีโอกาส เพราะถ้าเรียนจบไปก็ต้องแยกย้ายกันไปแล้ว จะได้เฮฮาอีกเมื่อไรก็ไม่รู้ ดังนั้นทุกเวลานาทีต้องจัดให้เต็ม

นี่แหละ ความต่างระหว่างวัย สำหรับพวกแรดเนอร์ เป้าหมายความสุขคือความมั่นคงปลอดภัย ไม่โดนใครรบกวน มีงานมีการทำ และนอนหลับสนิททุกคืน ในขณะที่เท็ดดี้กับผองเพื่อนร่วมเฮ้วแล้ว ความเงียบสงบคือสิ่งน่าเบื่อ มันต้องแรง มันต้องสนุกให้สนั่น มันต้องทำให้งานเลี้ยงของบ้านนักศึกษาแห่งนี้ เป็นตำนานลือลั่นไปถึงรุ่นน้อง

จริงๆ ถ้าอยู่กันคนละโยชน์ก็คงไม่มีปัญหา แต่ทั้งคู่ดันมาอยู่ใกล้กันนี่แหละ หายนะเลยเกิดทุกวันๆ และต่างฝ่ายต่างก็ถลำตัวทำสิ่งผิดคนละนิดๆ จนมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เริ่มตั้งแต่เท็ดดี้ไม่ควรเสียงดังขนาดนั้น ตามด้วยพวกแรดเนอร์ก็ควรเจรจากับเท็ดให้เป็นมั่นเหมาะก่อน (หากจะแจ้งตำรวจ ก็แจ้งกรณีที่มันคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ) ฯลฯ เหล่านี้เป็นลำดับต่อๆ กันไป

ผมเชื่อว่ากรณีระหว่างเพื่อนบ้านแบบนี้เกิดขึ้นตลอดครับ ในทุกเมือง ทุกประเทศ จริงที่เราเห็นในหนังเราอาจขำกับภาพตลกๆ แต่ลองเจอเข้ากับตัว ผมว่าหลายคนขำไม่ออก (บางคนมีเรื่องจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งก็มี)

อยากรู้จังว่าเรื่องแบบนี้มันจะมีทางออกที่ดีๆ แบบไหนได้บ้าง… ที่พอจะคิดออกก็คือทุกฝ่ายต้องยอมถอยคนละก้าว ให้อีกฝ่ายได้บ้าง และเรายอมเสียบ้าง… โลกคงอยู่ง่ายขึ้นเยอะ

เอาเป็นว่าหนังสนุกครับ ดูแบบคลายเครียดเบาๆ จริงๆ แง่คิดและสาระก็มีหลายประการ อย่างเช่น

+ การเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากัน (ไม่ว่าจะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนมนุษย์ก็ตาม)

+ การที่เราปากหนักเกินไป ไม่พูดชัดๆ ตรงๆ ตอนมีโอกาส แต่กลับไปเจ็บแค้นแล้วก็หาทางเอาคืนกัน มันนำมาแต่หายนะ

+ ชีวิตวัยรุ่นคือวัยแห่งความสนุกก็จริง แต่อย่าลืมครับว่าอายุเราส่วนใหญ่ไม่ได้หมดลงแค่ 22 ปี โอเค ถ้าเราเกิดมาแล้วจบชีวิตหลังเรียนมหาลัยจบมันก็เรื่องหนึ่ง แต่คนส่วนมากวิบากยังไม่หมดครับ อายุยาวไปถึง 60 – 70 ซึ่งหากเราไม่เตรียมการ ไม่เรียนรู้ ไม่สร้างความมั่นคง ชีวิตหลังจากนั้นมันก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ

+ ผมชอบที่พีท (Dave Franco) เพื่อนของเท็ดดี้พูดครับ อย่างตอนที่พวกเขาทะเลาะกัน แล้วเท็ดดี้ถามว่า “สมัยก่อนเรามีเป้าหมายตรงกัน นั่นคือจัดงานปาร์ตี้ที่รุ่นน้องต้องกล่าวขานไม่ใช่หรือ?”

พีทเลยบอกว่า “นั่นมันปี 1 เพื่อน ตอนนี้เรากำลังจะเรียนจบ กำลังจะออกไปใช้ชีวิตจริงนอกรั้วมหาลัยแล้วนะเพื่อน”

ว่าง่ายๆ คือพีทคิดถึง “อนาคต” นั่นเองครับ แต่เท็ดดี้ไม่อยากคิด ไม่ว่าจะเพราะเขาไม่คิดหรือกลัวมันก็ตาม…

ชะตากรรมของเท็ดดี้ในตอนท้ายบอกอะไรได้หลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือ “ไม่เป็นไร พลาดไปก็ต้องแก้ให้ถูก”

+ อีกประโยคของพีทที่ผมชอบคือ ตอนที่เท็ดดี้พูดถึงงานเลี้ยงในตำนาน หรือปาร์ตี้ของรุ่นพี่ ที่ว่าพี่คนนั้นทำได้ขนาดนั้น พี่คนนี้ทำได้ขนาดนี้ พีทตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “มันจริงหรือเปล่า?

ถ้าเราไม่อยู่ในเหตุการณ์เราไม่รู้หรอกครับ มันอาจเป็นเหมือน Urban Legends ทั่วๆ ไปที่เล่าเพื่อความสนุก หรือไม่รุ่นพี่ก็กุขึ้นเพื่อความเท่ห์ เพื่อยืดกับรุ่นน้อง โดยที่พวกรุ่นพี่ลืมไปว่า รุ่นน้องที่ฮอร์โมนกำลังพุ่งจำนวนหนึ่งอาจยึดเป็นคัมภีร์โดยที่ไม่ตรวจสอบเลยว่ามันจริงหรือไม่จริง

… การที่เท็ดดี้จะสร้างปาร์ตี้ในตำนานนั้น เขาต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่าง เมื่อดูจบแล้ว ลองคิดเล่นๆ เป็นการบ้านครับ ว่ามันคุ้มหรือไม่กับการที่เท็ดดี้ทำไป

ตอบได้ไม่มีถูกผิดครับ

… เพราะชีวิตก็แบบนี้แหละ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements