รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Sinister (2012) เห็นแล้วต้องตาย

1370160114

รีวิวนี้จะมีสปอยล์ด้วยนะครับ ไม่อยากทราบข้ามไปอ่านดาวที่ด้านล่างได้เลยครับ

เอลลิสัน ออสวอลท์ (Ethan Hawke) นักเขียนหนังสือแนวรวบรวมความจริงเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมได้พาครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านที่เคยเกิดการฆ่ากันตายเพื่อที่เขาจะได้เอาข้อมูลมาเขียนหนังสือเล่มใหม่ แล้วเขาก็ไปเจอฟิล์มเก่าๆ ที่ห้องใต้หลังคา พอเปิดดูก็เจอภาพการตายอย่างน่าสยองของหลายครอบครัว

เอลลิสันไม่รู้เลยครับ ว่าเขากำลังไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่ควรข้องแวะแม้แต่น้อย

C. Robert Cargill คนเขียนบทหนังเรื่องนี้ได้ไอเดียหลังจากคืนหนึ่งเขาได้ดู The Ring (ฉบับฝรั่งนะครับ) แล้วเขาก็ฝันร้ายว่าเขาขึ้นไปห้องใต้หลังคา แล้วค้นเจอฟิล์มเก่าๆ เข้าม้วนหนึ่ง เขาเลยเปิดดู แล้วภาพที่ปรากฏในฟิล์มนั้นคือครอบครัวหนึ่งโดนแขวนคอตาย จากนั้นเขาก็ตกใจตื่นครับ แล้วพล็อตหนังก็ถือกำเนิดขึ้น

ถัดจากนั้นเขาก็คิดว่าหนังสยองแบบนี้ควรมีตัวร้ายที่น่าจดจำ เขาเลยตีความ “บูกี้แมน” ผีร้ายในตำนานที่คอยหลอกหลอนเด็กๆ ในเวอร์ชั่นใหม่ โดยตั้งโจทย์ว่าถ้าบูกี้แมนไม่ใช่หลอกหรือทำให้เด็กกลัว แต่เป็นการหลอกล่อล่ะ? จะเป็นยังไงถ้าบูกี้แมนแท้จริงแล้วคือปีศาจที่หลอกล่อเล่นสนุกแบบสยองกับเด็กๆ ก่อนจะพาพวกเขาไปอยู่ด้วย ทำตัวเหมือนวิลลี่ วองก้า (ตัวละครเจ้าของโรงงานช็อกโกแลตจาก Charlie and The Chocolate Factory) แต่เป็นวิลลี่เวอร์ชั่นสยองขวัญ

พอไอเดียต่างๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาก็จัดการเอาพล็อตมาคิดต่อร่วมกับ Scott Derrickson ผู้กำกับ Hellraiser: Inferno, The Exorcism of Emily Rose และ The Day the Earth Stood Still ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่กำกับหนังเรื่องนี้ด้วยครับ โดยพวกเขาค่อยๆ ตัดแต่งเรื่องราวให้ลงตัวมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดโอกาสสำหรับการทำภาคต่อ แล้วก็ปรับรายละเอียดในส่วนของบูกี้แมนเวอร์ชั่นใหม่ให้น่ากลัวขึ้น ลดโทนแบบวิลลี่ วองก้าอย่างที่ Cargill ตั้งใจแต่แรกให้จริงจังขึ้น

สำหรับตัวหนังถ้าให้ว่าตามจริงคือน่ากลัวดีครับ มาพร้อมองค์ประกอบที่หนังแนวนี้ต้องมี ตั้งแต่ตัวละครหนึ่งครอบครัวที่มีปัญหาง้องแง้งกันมานาน, บ้านที่มาพร้อมเรื่องสยอง, ของประหลาดที่ค่อยๆ โผล่มาสร้างความฉงน, ฉากมืดๆ หลืบสลัวๆ ที่ทำให้คนดูหายใจไม่ทั่วท้อง, ตัวร้ายตัวหลักที่มาพร้อมรูปลักษณ์ชวนผวา และตอนจบที่มีไว้หลอนความรู้สึกคนดู

ครับ หนังมีครบองค์ประกอบแล้วก็เดินเรื่องตามสไตล์หนังสยองที่มีปมปริศนาให้ตัวเอกติดตาม ว่าง่ายๆ ก็เหมือนเอา The Ring มายำกับ The Shining แล้วก็ปรุงอารมณ์น่ากลัวแบบ Paranormal Activity กับ Insidious อีกหน่อย ผลที่ได้ก็เลยค่อนข้างน่ากลัว กดดันสมใจคอหนังสยองครับ

แต่ถ้าให้ว่ากันตรงๆ กว่าน้้นอีกนิดก็อาจต้องบอกว่าแม้หนังจะสยอง มาพร้อมความมืด ตุ้งแช่ ปมลึกลับ และฉากจบแบบช็อคๆ แต่มันก็ไม่ได้ใหม่สดอะไรนักครับ สิ่งที่ถือว่าใหม่จริงๆ ก็คือการตีความมิสเตอร์บูกี้แมนในเวอร์ชั่นที่น่าสนใจดีครับ กับสิ่งที่มันทำกับเด็กๆ และผลที่ลงเอยในตอนจบ ถือว่าสยอง ชวนขนลุก และสร้างความหลอนได้ไม่เลว แหม ปกติถ้าหนีออกจากบ้านที่มีปัญหามันก็น่าจะจบใช่ไหมครับ แต่นี่ดันกลายเป็นว่า… แม้ผมจะเดาจุดนี้ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นการสรุปช็อกเรื่องราวแบบเข้าท่าดีเหมือนกัน

sinister_05638

แน่นอนว่าดาราในเรื่องคนที่เด่นสุดก็หนีไม่พ้น Hawke ที่ไปได้ไม่เลวกับบทนักเขียนที่ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไปในเวลาเดียวกัน (ชวนให้นึกถึง ลัดดาแลนด์ อย่างที่หลายคนกล่าวจริงๆ) แต่ที่ผมชอบเยอะหน่อยคือการที่หนังนำเสนอผลกระทบที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานที่เอลลิสันทำ จริงๆ ก็น่าคิดดีนะครับ เพราะงานที่พ่อแม่ผู้ปกครองทำนั้น มันอาจมีผลหรือซึมซับไปถึงลูกหลานได้ อย่างในหนังเนี่ยเอลลิสันเขียนหนังสือที่น่ากลัวแล้วยังเขียนจากเรื่องจริง ถ้าเป็นในแง่จิตใจมันก็ส่งผลให้เขามีความรุนแรง บางครั้งเขาก็แสดงออกอย่างก้าวร้าวซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะการคลุกคลีอยู่กับเรื่องโหดร้ายเหล่านี้

และเมื่อพ่อแม่แสดงความก้าวร้าวรุนแรง ลูกๆ ก็ย่อมได้รับผล เช่น มีพฤติกรรมก้าวร้าวตาม หรือไม่ก็มีอาการเก็บกดจนอาจเป็นบ่อเกิดให้มีอาการทางจิตได้ นอกจากนี้ยังอาจมีผลในเชิงสังคมครับ อย่างที่เอลลิสันโดนคนมากมายไม่ชอบหน้า เพราะบางคนก็มองว่าเขาหากินกับคนตายหรือไม่ก็มองว่าเป็นตัวทำให้ทัศนียภาพในย่านนั้นดูแย่ลง เพราะมันคงไม่ทำให้ใครต่อใครรู้สึกดี หากมีคนมาตั้งป้อมสืบหาเหตุฆาตกรรมอยู่ในละแวกบ้านตนเอง

ลำพังมีคนตายก็สยองพอแล้ว ยังมีคนมาตอกย้ำเรื่องนี้อีก ย่อมไม่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีสักเท่าไร

ถ้ามองอีกมุมหนึ่งเอลลิสันก็ไม่ได้คิดว่าตนทำอะไรผิด เพราะมันก็คืองานอย่างหนึ่งที่เลี้ยงชีพเขาได้ ให้ความสำเร็จเขาได้ เจือจานเงินทองให้เขาได้ นั่นคืออะไรที่เขาโฟกัส จนทำให้เขามองข้ามผลกระทบในแง่ลบที่มีต่อครอบครัวในการทำอาชีพนี้ไป

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อชีวิตคนในครอบครัวมาแขวนบนเส้นได้ เขาถึงค่อยตาสว่างว่าเงินทองหรือความสำเร็จชนิดไหน ก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัว

คิดได้ ตาสว่าง แต่ทันหรือไม่ทันต้องว่ากันอีกที

โดยรวมแล้ว Sinister ถือเป็นหนังสยองที่ไม่เลวครับ น่ากลัว น่าสนใจ น่าติดตามในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับสดใหม่อะไรนัก (ยกเว้นบทสรุปที่ชวนหลอนไม่เลว) กระนั้นจะสดไม่สด ใหม่ไม่ใหม่ แต่หากทำออกมาสยองเข้าขั้นก็ต้องชมกันไปตามจริง

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements