รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

November Christmas (2010), มหัศจรรย์วันคริสต์มาส ในเดือนพฤศจิกายน

1387903019

ชื่อเรื่องผมว่าน่าสนใจนะครับ มันสะดุดใจผมแต่แรกทีเดียว “วันคริสต์มาส ในเดือนพฤศจิกายน” งั้นหรือ? แสดงว่ามันต้องมีเหตุอะไรสักอย่างให้เป็นเช่นนั้น คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ?

เรื่องราวว่าด้วยชีวิตของหนูน้อยวาเนสซ่า มาร์คส์ (Emily Alyn Lind) ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งครับ แต่เธอก็ไม่เคยยอมแพ้นะครับ เธอใช้ชีวิตตามปกติอย่างร่าเริงและกล้าหาญ แต่กระนั้นคนในครอบครัวอย่างคุณพ่อของเธอ (John Corbett) ก็พยายามหาต้นสนสักต้นมาสร้างวันคริสต์มาสในเดือนพฤศจิกายนเพื่อเธอ… เพราะเป็นไปได้ว่าวาเนสซ่าอาจอยู่ไม่ถึงวันคริสต์มาสจริงๆ…

พูดได้เต็มปากว่าชอบครับเรื่องนี้ คือนี่เป็นหนังสำหรับฉายทางทีวีนะครับ ได้ยินว่ามีคนชื่นชมก็เลยหามาดู ปรากฏว่าไม่ผิดหวังเลยครับ หนังดีจริงๆ นักแสดงทุกคนสวมบทบาทได้อย่างน่าชื่นชม อารมณ์ในหนังถือว่าพอเหมาะพอเจาะสำหรับการดูในวันคริสต์มาส เพราะแม้เนื้อหาดูเหมือนจะต้องเศร้า แต่เนื้อในนั้นดูแล้วมีความหวังนะครับ พลังสำคัญที่ทำให้เป็นแบบนั้นต้องยกนิ้วให้หนู Emily Alyn Lind ที่สวมบทวาเนสซ่าได้ดีมาก คือบทวาเนสซ่านั้นแม้เธอจะเป็นมะเร็ง แต่เธอแกร่งนะครับ เธอร่าเริง เธอพยายามให้กำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบตัว คือเป็นอะไรที่เจ๋งมากนะครับ ทั้งที่สถานะของเธอคือผู้ป่วยและควรจะรอให้คนมาให้กำลังใจ แต่เธอกลับเป็นตรงกันข้ามเลยครับ เพราะไปๆ มาๆ คนรอบตัวเธอก็พากันเศร้า พากันกลัวว่าเธอจะจากไป จนเธอต้องเป็นฝ่ายปลอบหรือไม่ก็แสดงความเข้มแข็งให้พ่อแม่ดูเพื่อความสบายใจ… เป็นเด็กที่น่ารักจริงๆ ครับ (นี่ผมชมทั้งตัวละครและนักแสดงเลยนะครับ)

และพอเธอทำเช่นนั้น คนรอบตัวก็มีพลังและมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาครับ อย่างเจสส์ แซนฟอร์ด (Sam Elliott) เจ้าของฟาร์มต้นสนที่พ่อของวาเนสซ่าไปติดต่อปรึกษาเรื่องหาต้นคริสต์มาส ซึ่งพอเขารู้เรื่องนี้เขาก็เริ่มหันมาทบทวนเกี่ยวกับตนเองครับ ว่าทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตคุ้มค่าพอหรือยัง ยังมีอะไรที่เขาอยากทำหรือควรทำ แต่ไม่ได้ทำหรือไม่ อันทำให้เขาเลือกที่จะกล่าวคำขอโทษและคืนดีกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่โกรธกันมานานมาก แต่ด้วยความที่ทั้งสองถือทิฐิ ความเป็นเพื่อนจึงค่อยๆ ตายลงอย่างช้าๆ… จนกระทั่งเจสส์เอ่ยปากขอโทษ สิ่งที่เคยตายก็ค่อยๆ กลายเป็นฟื้นคืน

หรือแทมมี่ (Elizabeth McLaughlin) สาววัยรุ่นที่สนุกไปวันๆ งานก็ไม่ค่อยอยากทำ เรียนก็เรียนไปงั้นๆ จนพ่อของเธอต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชไม่เว้นแต่ละวัน แต่เมื่อเธอเจอวาเนสซ่า เธอก็เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต จนในที่สุดเธอก็เริ่มสนุกกับการทำงานเพื่อสังคม การเล่านิทานให้เด็กฟัง และแน่นอนครับว่าเมื่อเธอมีความรับผิดชอบมากขึ้น คนที่ดีใจที่สุดก็ไม่ใช่ใคร ก็คือพ่อของเธอนั่นเอง

สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว เพียงเห็นว่าลูกมีความรับผิดชอบและอยู่ด้วยตนเองได้ นั่นก็ยิ่งกว่าสุขกายสบายใจแล้วครับ

1387905049

หรือเบธ (Sarah Paulson) แม่ของวาเนสซ่าที่วันๆ เอาแต่อมทุกข์และคิดลบจนแทบไม่มีเวลายิ้มเลย บางทีก็เสียงดังใส่สามี บางทีก็ห้ามไม่ให้วาเนสซ่าทำโน่นนี่ บังคับมากมายไปหมด แต่แล้วด้วยความเข้มแข็งของวาเนสซ่านี่แหละครับ ที่เปลี่ยนให้แม่ของเธอสบายใจขึ้น ผ่อนคลายขึ้น และปล่อยวางมากขึ้น… ไม่มีลูกคนไหนที่อยากให้พ่อแม่ต้องไม่สบายใจเพราะตนเองหรอกครับ

สวยงามมากนะครับ หนังเรื่องนี้อุดมไปด้วยความสวยงาม ดูแล้วมีความสุข ดูแล้วอบอุ่นหัวใจดี ซึ่งสารภาพว่าแปลกใจมากตอนเห็นชื่อผู้กำกับ เขาคือ Robert Harmon ที่ดังมาจากหนังสยองเรื่อง The Hitcher (ภาคต้นฉบับนะครับ) ในขณะที่หนังโรงเรื่องถัดๆ มาอย่าง Nowhere to Run (หนังแอ็กชันของ Jean-Claude Van Damme) หรือ They ก็ไม่ถึงกับเข้าตามาก แต่ระยะหลังเขาทำหนังทีวีครับ แล้วส่วนใหญ๋ออกมาสนุกด้วยนะครับ โดยเฉพาะหนังชุด Jesse Stone แต่ก็ไม่เคยเห็นแกทำหนังแนวนี้มาก่อน ครั้นพอทำก็ได้ผลออกมาน่าพอใจมากทีเดียวครับ

ต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หนังแนวซึ้งน้ำตาแตกนะครับ แต่เป็นหนังที่กินใจ ดูแล้วมีความสุข เพียงแต่อาจไม่มีอะไรหวือหวามากมาย จึงเหมาะสำหรับคอหนังชีวิตและหนังว่าด้วยวันคริสต์มาสนะครับ แม้เหตุการณ์ในเรื่องจะไม่ได้เกิดในวันคริสต์มาสตามปฏิทิน แต่จริงๆ แล้วทุกวันก็เป็นวันคริสต์มาสได้ครับ… วันแห่งครอบครัว วันแห่งความเข้าใจมันมีได้เสมอ ถ้าเราเปิดโอกาสน่ะนะครับ

และเรื่องทั้งเรื่องผมว่าหนังเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์นะครับ… เปล่าครับ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ที่มาพร้อม Effect และเรื่องเหลือเชื่อ แต่คือปาฏิหาริย์ที่สาวน้อยวาเนสซ่าสร้างขึ้น ทำให้คนมากมายมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยได้เธอเป็นแรงบันดาลใจที่แสนน่ารัก ทั้งทางตรงและทางอ้อม…

เป็นปาฏิหาริย์ที่งดงามจริงๆ นะครับ

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)