Animation/Cartoon

A Christmas Carol (2009) อาถรรพ์วันคริสต์มาส

1387901177

นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งรีวิวที่ผมจะไม่ร่ายยาวนะครับ เพราะชีวิตนี้ดูหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรม A Christmas Carol ของ Charles Dickens ไปถึง 4 เวอร์ชั่นแล้ว (คือของปี 1984, 1999 แล้วก็ Scrooged ที่เปลี่ยนเหตุการณ์มาเกิดในยุคปัจจุบันนำแสดงโดย Bill Murray แล้วก็ Ms. Scrooge หนังปี 1997 ที่เปลี่ยนเพศคุณสครูจจอมตืดให้กลายเป็นผู้หญิงแทน อันนี้แสดงโดย Cicely Tyson) และ A Christmas Carol ฉบับแอนิเมชั่นของ Robert Zemeckis นี่ก็จะเป็นเวอร์ชั่นที่ 5 พอดีครับ

พล็อตหลักคงเดิม นั่นคือมีชายชราผู้ร่ำรวยแต่ขี้เหนียวและไร้เมตตานามว่าอีบีนีเซอร์ สครูจ (Jim Carrey) ที่โดนวิญญาณแห่งคริสต์มาสทั้ง 3 พาตัวไปกล่อมเกลาจิตใจให้เขาได้ตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิต อีกทั้งคุณค่าของวันคริสต์มาส

ฉบับนี้มีจุดเด่นมากๆ คือภาพครับ งดงามตระการตา แต่กระนั้นคุณค่าหรือจุดเด่นอันแท้จริงของวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องภาพหรือแฟนตาซีใดๆ แต่มันคือ “การเปลี่ยนชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่งให้กลายเป็นชายชราผู้มีน้ำใจโดยใช้ช่วงเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมาเป็นเครื่องกล่อมเกลา” ว่าง่ายๆ คือ A Christmas Carol นั้น ดูแล้วจะถึงหรือไม่ถึงใจมันไม่ได้อยู่ที่เทคนิค แต่อยู่ที่เนื้อหา อารมณ์ และการบิ้วคนดูให้คล้อยตาม อีกทั้งยังต้องสะกิดใจให้คนดูย้อนมาดูตัวเองว่า แล้วตัวเราในวันนี้เป็นเช่นไร เราเป็นเหมือนสครูจหรือมีอะไรที่เหมือนสครูจหรือไม่ เรากำลังจะมีแววเป็นคนขี้งก คนไร้น้ำใจบ้างหรือเปล่า

ถ้าว่ากันโดยเนื้อเรื่องแล้วหนังยังถือว่าน่าพอใจครับ เพราะพล็อตและปมต่างๆ ก็ยกมาจากนิยายทั้งสิ้น ซึ่งในเมื่อนิยายมีดีและมีโครงเรื่องที่แข็งแกร่งเป็นอมตะอยู่แล้ว ดังนั้นยังไงหนังก็มีสาระครับ แต่ผมจะไม่เล่าย้อนสาระซ้ำนะครับ เพราะเคยร่ายไว้ยาวฝุดๆ มาแล้วตอนเขียนถึง A Chrismas Carol ปี 1999 หากสนใจก็ตามไปอ่านได้ครับ

แต่จุดที่รู้สึกยังไม่โดนใจก็คือเรื่องอารมณ์น่ะครับ อันนี้ผมจะไม่รีดเลือดจากปู เพราะรู้ว่ายังไงแอนิเมชั่นก็สื่ออารมณ์ได้ไม่มากเท่าคนจริงๆ แสดง ก็ได้แต่บอกว่าหนังที่ต้องให้ความสำคัญเรื่องอารมณ์ การแสดงออกทางความรู้สึกอย่างเรื่องนี้ ยังตอบสนองจุดนี้ได้ไม่ดีนักน่ะครับ ดูแล้วไม่ค่อยอินเท่าที่ควร

ผมค่อนข้างเห็นใจ Zemeckis ครับ เขาอยากทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการภาพยนตร์ แต่ก็ต้องบอกว่าเรื่องการทำให้เราคล้อยอารมณ์ตามนั้นยังไม่ผ่านสักที ตั้งแต่ The Polar Express, Beowulf มาจนถึงเรื่องนี้ เรายังคงตื่นตาตื่นใจด้วยภาพ แต่ถ้าเป็นด้านอารมณ์และความอิน เส้นกราฟยังไม่กระดิกขึ้นมากสักเท่าไร

ถ้าว่าแบบตรงๆ คือไม่ประทับใจเท่าไรครับ แม้ภาพจะยอด เทคนิคจะเยี่ยม แต่อย่างที่บอกครับ A Christmas Carol คือเรื่องราวอมตะที่ไม่ต้องการ Effect ซับซ้อนหรือการเล่าแบบแฟนตาซีจ๋า แต่ A Christmas Carol คือเรื่องราวที่มาพร้อมแง่คิดดีๆ ให้เราอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น ทั้งดีต่อตนเอง ดีต่อคนรอบข้าง และดีต่อโลกใบนี้ ซึ่งจุดสำคัญที่ต้องเน้นให้สำเร็จ คือการทำให้เราค่อยๆ เห็นพัฒนาการทางอารมณ์และความคิดของสครูจ จากตอนต้นที่เขาเป็นคนแก่ไม่น่าคบและเห็นแก่ตัวแบบเกินร้อย แล้วเขาค่อยๆ เปลี่ยนทีละนิดๆ มาสู่คนแก่ใจดีผู้เข้าใจความหมายของชีวิตได้อย่างไร ซึ่งระหว่างการเปลี่ยนแต่ละช่วงนี่แหละครับที่หน้าตาคนแสดงต้องสื่อ ว่าเขาคิดอะไรบางอย่างได้ ว่าเขาสำนึกอะไรบางอย่างได้ มันต้องมาทางแววตา ท่าทาง แต่นั่นคืออะไรที่แอนิเมชั่นระดับสุดยอดก็ยังไม่สามารถทำได้ดีเท่ากับคนจริงๆ อยู่ดี

แต่กระนั้นก็ยังให้คะแนนในแดนบวก เพราะเทคนิคภาพสวยจนขอชื่นชมในการทุ่มเท และโครงเรื่องหลักๆ ที่ทรงคุณค่าโดย Charles Dickens ก็ยังให้สาระแง่คิดอมตะกับคนดูได้อยู่… ขาดไปก็แต่อารมณ์เท่านั้น (แต่มันดันสำคัญซะด้วยสิ)

สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)