รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Christmas Shoes (2002), รองเท้าแห่งวันคริสต์มาส

1387810172

ในช่วงยุค 90 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีอีเมลล์ที่ส่งเรื่องเล่าชื่อ The Golden Slippers ฟอร์เวิร์ดไปตามเมลล์ต่างๆ จนคนส่วนใหญ่ในอเมริกาได้อ่านเรื่องราวของเมลล์ฉบับนี้ เนื้อหาว่าด้วยเด็กที่อยากซื้อรองเท้าไปให้แม่ที่กำลังจะตายจากอาการป่วย ซึ่งเธออาจอยูไม่พ้นช่วงวันคริสต์มาสของปีนั้น

จากเมลล์ฉบับนี้ได้สร้างกระแสแห่งความซาบซึ้งขึ้นมา จนพอถึงปี 2000 วงดนตรีที่ชื่อ NewSong ได้นำเรื่องราว (ที่ไม่มีใครทราบที่มาเหมือนกันว่าใครคือเจ้าของเรื่องที่ส่งเมลล์เป็นคนแรก) ไปแต่งเป็นเพลงชื่อ The Christmas Shoes ซึ่งเพลงก็ฮิตติดชาร์ทอยู่หลายชาร์ททีเดียวครับ และยังเป็นเพลงที่มีกรณีเกิดขึ้น คือเพลงนี้มีทั้งคนชื่นชมและไม่ชื่นชอบ ที่ว่าชอบก็เพราะชอบในความซาบซึ้งของเนื้อหา แต่คนที่ไม่ชอบก็เอ่ยปากว่าไม่ชอบเพราะเพลงคริสต์มาสควรจะเป็นเพลงที่ฟังแล้วสุข ไม่ใช่ฟังแล้วเศร้า ซึ่งจำนวนคนที่ไม่ชอบก็น่าจะมีไม่น้อยครับ เพราะมันมากพอที่จะทำให้เพลงโดนโหวตว่าเป็นเพลงคริสต์มาสยอดแย่แห่งปีด้วย เรียกว่าเป็นเพลงของวันคริสต์มาสที่มีเสียงคนชอบและไม่ชอบแตกกันแบบเด่นชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ คนที่ตินั้นติว่าเพลงเศร้า แต่ไม่มีใครติเนื้อหาของเพลงแม้แต่คนเดียว

และพอถัดมาในปี 2002 Donna VanLiere ก็ได้ทำการประพันธ์นิยายชื่อเดียวกับเพลงออกมา ซึ่งตัวนิยายเองก็ได้รับความนิยมอีกเช่นกันครับ (หนังสือเคยมีแปลในบ้านเราด้วยนะครับ ลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ตะวันส่องครับ)

และด้วยความฮิตที่เกิดขึ้นทั้งในวงการเพลงและหนังสือ ทำให้ VanLiere ตัดสินใจดัดแปลงบทประพันธ์ตนเองมาสู่บทภาพยนตร์ อันนำมาสู่หนังสำหรับฉายทางทีวีเรื่องนี้ครับ

เรื่องราวก็ยึดเค้าโครงมาจากบทเพลงและนิยายครับ ว่าด้วยเรื่องของ 2 ครอบครัวที่ตอนแรกไม่ได้เกี่ยวอะไรกันครับ จนกระทั่งเรื่องราวทั้งหลายได้เกิดขึ้น ทำให้พวกเขาได้มีประสบการณ์อันชวนซึ้งในคืนวันคริสต์มาสของปีนั้น ครอบครัวแรกคือ ครอบครัวเลย์ตัน ที่ตอนนี้กำลังระหองระแหงกันอย่างเต็มที่ เพราะเคท (Maria del Mar) ผู้เป็นภรรยากำลังตัดสินใจจะหย่าขาดจากสามีของเธอ โรเบิร์ต (Rob Lowe) เนื่องจากเขาบ้างานมากเกินไปจนไม่มีเวลาให้เธอและลูก

อีกครอบครัวคือครอบครัวแอนดรูว์สที่มีกัน 3 คนพ่อแม่ลูกที่รักใคร่และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมานาน ทว่าความสูญเสียกลับกำลังจะเกิดกับครอบครัวนี้ เมื่อแม็กกี้ (Kimberly Williams-Paisley) ผู้เป็นภรรยาและแม่กำลังจะจากโลกนี้ไปด้วยโลกร้าย นั่นทำให้นาธาน (Max Morrow) ลูกชายของเธอรู้สึกเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก

แล้วบทสรุปสุดท้ายของทั้งสองครอบครัวจะลงเอยเช่นไร ก็ลองติดตามกันได้นะครับ

1387812185

เป็นหนังวันคริสต์มาสที่อบอุ่นไม่เลวครับ ถ้าให้ว่าตามจริงคือมันไม่ได้ยอดเยี่ยมถึงขั้นห้ามพลาด แต่ถ้าคุณชอบหนังครอบครัวดีๆ และชอบหนังชีวิตว่าด้วยคริสต์มาส เรื่องนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าน่าดูอยู่ครับ

คอนเซปต์สำคัญของหนังเรื่องนี้คือประโยคที่ว่า “Don’t just make money, make memories” ซึ่งแปลว่าอย่ามัวแต่หาเงินจนลืมสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับตนเองและคนรอบตัวซึ่งคำนี้ แม่ของโรเบิร์ต (Shirley Douglas) ได้เอ่ยเพื่อเตือนสติลูกชายของเธอครับ เพราะจริงๆ ครอบครัวของโรเบิร์ตกำลังจะแตกก็เพราะเขามุงานหนักเกินไป ซึ่งจริงๆ แล้วปฏิเสธไม่ได้ครับว่างานคือเงิน ไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน แต่ประเด็นคือบางครั้งเราทำงานมากเกินไป เราใส่ใจกับงานมากเกินไป จนละเลยครอบครัว และปัญหาจะตามมาทันทีหากเราคิดว่า “ไม่เป็นไร ครอบครัวรอได้ ไว้ว่างค่อยให้เวลา” แต่ทว่าคนส่วนมากที่คิดแบบนี้จะแทบไม่ว่างเลยครับ แทบไม่มีเวลาให้กับครอบครัวอีกเลย เพราะการคิดไว้ “เอาไว้ก่อน เอาไว้ก่อน” นี่แหละครับ สุดท้ายเราจะเคยชินกับการ “เอาไว้ก่อน” แล้วนั่นเองคือจุดร้าวสำคัญของหลายๆ ครอบครัว

สำหรับเรื่องของนาธานนั้น ก็อย่างที่เล่านั่นล่ะครับ แม่ของเขากำลังจะจากไป มันไม่มีปาฏิหาริย์ช่วยแม่ของเขาได้ แต่สิ่งที่เขาพอจะทำได้คือการหาซื้อรองเท้าสักคู่ให้แม่ใส่ในวันที่จะต้องจากโลกนี้ไป ซึ่งเรื่องนี้ก็บอกได้เลยครับว่าซึ้ง หนังในจุดนี้ได้กินใจทีเดียวครับ เอาเป็นว่าผมและภรรยานั่งดูกัน พอถึงฉากไคลแม็กซ์ว่าด้วย “รองเท้าแห่งวันคริสต์มาส” ทำเอาน้ำตาไหลพรากทั้งคู่ ทำออกมาได้กินใจมากๆ ครับ

ผมชอบประโยคสวยงามที่มีในหนังนะครับ ที่กินใจมากหน่อยก็ตอนที่นาธานพูดกับโรเบิร์ตในคืนที่เขาจะซื้อรองเท้าไปให้แม่ และที่กินใจไม่แพ้กันก็คือตอนที่นาธานบอกกับแม่ที่กำลังป่วยอยู่ว่า “แม่รู้ไหมครับ… ทุกครั้งที่หัวใจผมเต้น คือทุกครั้งที่ผมคิดถึงแม่“… คือบอกได้เลยครับว่าถ้าคุณบ่อน้ำตาแตกง่าย มีหวังไหลพรากหลายช็อตเลยครับในเรื่องนี้น่ะ

นักแสดงทุกคนถ่ายทอดบทบาทและเรื่องราวได้อย่างพอเหมาะครับ คนที่เด่นจริงๆ ต้องยกให้ Williams-Paisley เจ้าของบทแม็กกี้ คุณแม่ผู้กำลังจะจากไป ผมชอบเธอมาตั้งแต่ตอนดู Father of the Bride แล้วครับ แสดงได้น่ารักมีชีวิตชีวามากๆ ครั้นมาเรื่องนี้ในช่วงตอนต้น เธอก็ดูมีชีวิตชีวานะครับ แต่พอถึงตอนป่วยและอาการหนักขึ้นๆ หน้าตาเธอดูอ่อนแรงลงจริงๆ และยังดูน่าเห็นใจอย่างมากๆ อีกด้วย

คนต่อมาคือ Morrow ในบทนาธาน ที่เผินๆ เขาอาจจะไม่ได้แสดงเด่นอะไรนักนะครับ แต่พอถึงซีนมีน้ำตานี่ผมอดไม่ได้น่ะ จะร้องตาม ยิ่งซีน “รองเท้าในวันคริสต์มาส” นั่น โอย… นี่ผมพิมพ์อยู่ตอนนี้น้ำตายังคลอเลยครับ ผมขอสปอยล์ประโยคในฉากนี้หน่อยนะครับ ไม่อยากทราบอย่าอ่านย่อหน้าที่ตัวอักษรสีน้ำเงินเด็ดขาดครับ

1387812218

นาธานพยายามรวมเงินมาซื้อรองเท้าให้แม่ แต่เงินไม่พอครับ เขาจึงได้แต่เดินอย่างช้าๆ ไปจากเคาท์เตอร์เก็บเงิน และในนาทีนั้นโรเบิร์ตซึ่งยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังก็ถามว่า “เฮ้ เจ้าหนู…เกิดอะไรขึ้น?”

“ผมมีเงินไม่พอครับ… แม่ผม ท่าน… ท่าน…”

“ใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ พูดก็ได้”

“คุณครับ… คุณรู้ใช่ไหมครับว่าทุกคนต้องตาย” โรเบิร์ตพยักหน้ารับ เนธานเริ่มเสียงสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจ… เป็นคริสต์มาสสุดท้ายของแม่ผม… ผมแค่อยากให้ท่านใส่รองเท้าที่ผมซื้อให้… ตอนท่านไปสวรรค์…”

มันคือประโยคที่ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ง่ายๆ แต่กินใจมาก ผมว่ามันคือที่สุดของอารมณ์เด็กคนหนึ่งที่กำลังจะเสียแม่ไปน่ะครับ ใครเห็นก็ย่อมเห็นใจและสะเทือนอารมณ์ไม่มากก็น้อย

****************************************

แน่นอนครับว่า Lowe แสดงได้ดีเช่นกัน โดยเฉพาะฉากสำคัญที่ผมเพิ่งพูดถึง และอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Shirley Douglas ในบทแม่ของโรเบิร์ต คนนี้ก็แสดงได้มีชีวิตชีวาอีกเช่นกันครับ ดังนั้นพอถึงฉากๆ หนึ่ง… คนดูก็อึ้งไปเหมือนกันครับ (ฉากอะไรขอไม่บอกครับ บอกได้แค่ว่า “สะเทือนใจ” ครับ)

ถือเป็นหนังคริสต์มาสกินใจที่ดีเรื่องหนึ่งครับ ดนตรีประกอบของ Lawrence Shragge ก็ไพเราะกำลังดี ส่วนคนกำกับก็คือ Andy Wolk เจ้าของผลงานที่ผมชื่นชมไปเมื่อวันก่อนอย่าง A Town Without Christmas ซึ่งเรื่องนี้บอกได้เต็มปากครับว่าทำได้กินใจมากกว่าเรื่องก่อนพอสมควร

ผมชอบครับ หนังว่าด้วยสายใยรัก และการเอื้ออาทรต่อกัน แม้แนวคิดจะเดิมๆ แบบที่เราเห็นในหนังคริสต์มาสมาไม่รู้กี่เรื่องนั่นคือว่าด้วย อย่าบ้างานหรือเห็นแก่เงินจนลืมครอบครัว, อย่าลืมเอื้อเฟื้อแบ่งปันและช่วยเหลือคนยามเขากำลังลำบาก ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจก็ตาม, รู้จักเป็นผู้ให้เพื่อจรรโลงสังคมและสร้างค่านิยมแห่งการให้ โลกนี้จะได้ไม่ไร้ซึ่งโอกาสและความช่วยเหลือ, รักกัน ห่วงใยกัน และปรารถนาดีต่อกันเท่าที่ยังมีโอกาสทำได้ เพราะเราไม่มีวันรู้ว่า เราหรือคนอื่นจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อไร

แนะนำให้ดูครับ และแนะนำฉบับนิยายด้วย กินใจมากครับเล่มนี้… อ้อ ผมอยู่ในฝ่ายที่ “ชอบ” เพลง The Christmas Shoes นะครับ บอกไว้ก่อน

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements