รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Dumb and Dumber To (2014) ใครว่าเราแกล้งโง่วะ

dumb_and_dumber_to_ver8

Dumb and Dumber To มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เหมือนภาคต้นฉบับเลยครับ

ตั้งแต่คู่หูดูโง่ ลอยด์ (Jim Carrey) และ แฮร์รี่ (Jeff Daniels) ที่เปิดเรื่องมาก็มีเรื่องเพี้ยนเรียกน้ำย่อย ตามด้วยการแวะไปกวนโอ๊ยเจ้าหนูตาบอดเลี้ยงนก ถัดมาก็มีเหตุให้พวกเขาต้องเดินทางไปหาใครสักคน (คราวนี้เป็นทริปไปหาลูกของแฮร์รี่ครับ) พร้อมกับนำของหนึ่งชิ้นไปส่งให้คนๆ นั้น

และต้องพอดีว่าของชิ้นที่ว่ามีมูลค่ามหาศาล เลยทำให้คู่หูดูโง่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคู่นี้โดนคนตามประกบและหมายจะฆ่าปิดปากหากมีโอกาส ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะไปสรุปจบในสถานที่ไคลแม็กซ์ ที่ซึ่งความจริงทุกอย่างถูกเฉลย

ว่าตรงๆ คือผมชอบภาคแรกมากกว่าครับ รู้สึกว่าจังหวะเรื่องมันพอดี ตัวละครเพี้ยนแบบกำลังเหมาะ มุขก็มีถ่อยบ้างเบาบ้าง แต่ผลที่ได้คือความขำและฮาไปกับลีลาเพี้ยนๆ ของคู่ซี้คู่นี้ เรียกว่าของเดิมนี่ลงตัวมากๆ ครับ จนไม่แปลกเลยที่หนังจะฮิตเป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน

ในขณะที่ภาคนี้แม้จะได้ดาราเดิมมาแสดงนำ และได้ผู้กำกับคู่พี่น้อง Bobby กับ Peter Farrelly มาคุมบังเหียน อีกทั้งการเดินเรื่องที่ถอดสูตรภาคแรกมาเกือบหมด แต่ความกลมกล่อมในครึ่งแรกของหนังยังไม่ลงล็อคนักครับ ความขำยังไม่ตรึม บางช่วงก็ดูอืดไปบ้าง ยังดีครับที่ได้ Carrey กับ Daniels มาเพี้ยนให้เราเสพ และได้ดาราอย่าง Kathleen Turner มาแสดงสมทบ ในมาด “ขำหน้าตาย” ตามแบบฉบับของเธอ หนังเลยยังโอเคอยู่

ความสนุกจริงๆ ของหนังมาเต็มตอนลอยด์กับแฮร์รี่เดินทางไปถึงงานสัมมนาน่ะครับ ช่วงนั้นมุขฮามันเข้าที่มากขึ้น และที่ผมว่าเจ๋งมากๆ คือการแสดงของ Rachel Melvin ในบทเพนนี รายนี้เล่นได้ลื่นกว่าที่คิด คือคุณเธอต้องมีความเพี้ยนในระดับลูกๆ ของแฮร์รี่น่ะครับ และเธอก็ทำได้ดีทีเดียว ทั้งสีหน้า แววตา การกลอกตางงๆ หรือการทำหน้าเอ๋อๆ และประเด็นคือความเพี้ยนของเธอออกมาในโทนน่ารัก ไม่ได้น่าโดดถีบเหมือนลอยด์กับแฮร์รี่ (5555) เธอเลยกลายเป็นตัวชูรสในตอนท้ายได้อย่างดี

โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าการที่หนังไม่กลมกล่อมในบางจังหวะ อาจเพราะหนังเรื่องนี้มีคนเขียนบทถึง 6 คนครับ นอกจาก 2 พี่น้อง Farrelly แล้วก็ยังมี Bennett Yellin (ที่เขียนบทในภาคแรก) ตามด้วย Sean Anders, John Morris (2 คนนี้เคยเขียนบท We’re the Millers) และ Mike Cerrone (Me, Myself & Irene) ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกครับหากบทที่พวกเขาเขียนจะมีทั้งที่เข้ากันพอดี และส่วนที่ยัง “เข้ากันได้อีก”

ในขณะที่ภาคแรกนั้นเขียนบทกันแค่ 3 คนแรกครับ เขียนแบบนั่งโต๊ะเล่าขำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องเป็นราว อะไรๆ มันเลยออกมาเป็นเนื้อเดียวกันมากกว่า

เคล็ดลับการดูเรื่องนี้ให้สนุกคืออย่าคาดหวังครับ อย่าเอาบรรทัดฐานภาคแรกมาเป็นตัวตั้ง เพราะการที่หนังเดินเรื่องลงล็อคภาคแรกแบบสุดๆ ก็อาจทำให้เราอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบ ก็พยายามลืมๆ ไปครับ

คิดเสียว่ากำลังเสพเรื่องราวขำๆ ของพวกเขาในอีก 20 ปีต่อมา เพียงแต่เผอิญว่าเรื่องราวมันดันคล้ายกับเมื่อ 20 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง

แต่แม้ความขำจะไม่เต็มร้อยตั้งแต่ต้นจนจบ ทว่ารายละเอียดของหนังก็ยังโอเคนะครับ หนังของพี่น้อง Farrelly นี่ไว้ใจได้อย่างหนึ่งคือ พี่แกชอบทำหนังสไตล์ Road Movie นั่นคือให้ตัวละครเดินทางไปไกลๆ เพื่อทำอะไรสักอย่าง ซึ่งระหว่างทางเราก็จะได้เห็นโลเกชั่นน่าสนใจ (ส่วนมากจะเป็นชนบทคันทรี่ๆ หน่อย)

หรือไม่ในบ้านของเหล่าตัวละครก็จะดูมีการจัดวางให้ดึงดูดสายตาอยู่บ้าง เล่นกับสีสันของประกอบฉากบ้าง ให้มันดูกึ่งๆ การ์ตูนหน่อยๆ ก็เป็นอะไรที่ดูเพลินๆ ดีครับ (อันหลังนี่เหมาะสำหรับคนชอบดูรายละเอียดของหนังแบบผมน่ะนะครับ)

สรุปว่าก็ไม่ผิดหวังครับ หนังดูได้ขำๆ ดี และยังแอบมีฉากที่ทำให้แฟนหนังชุดนี้รู้สึกกินใจด้วย

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements