Adventure

The Valley of Gwangi (1969) ผจญภัยหุบเขาไดโนเสาร์

v1.bTsxMTIwNzI3MztqOzE3ODU5OzEyMDA7MjI1MDszMDAw

หนังไดโนเสาร์รุ่นเก่าอีกหนึ่งเรื่องครับ ที่ได้รับความนิยมไม่ใช่น้อยเมื่อตอนออกฉาย แต่หากเอามาดูสมัยนี้ เราๆ ท่านๆ ก็อาจจะไม่ได้ตื่นตาหวือหวาอะไรมากครับ เพราะเทคนิค CG ยังไม่มี มีแต่การใช้วิธีสต็อปโมชั่นเท่านั้น

แต่กระนั้นสำหรับยุคนั้นแล้ว เทคนิคสต็อปโมชั่นนี่ก็นับว่าก้าวหน้าที่สุดแล้วล่ะครับ และคนที่คุมเทคนิคนี้ ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังให้เราได้ดูกันก็คือ Ray Harryhausen เจ้าพ่อสต็อปโมชั่นในตำนานนั่นเอง

เนื้อเรื่องว่าด้วยเหล่าคาวบอยหนุ่มสาวที่ได้ยินตำนานเกี่ยวกับไดโนเสาร์ครับ ว่ามันยังหลงเหลืออยู่แถบหุบเขากวานจี ทั้งหมดก็เลยยกขบวนกันไปเพื่อจับมันมาทำเงิน ก็ต้องผจญภัยอะไรหลายอย่างล่ะครับกว่าจะจับมันได้ และพอจับมันได้ปุ๊บก็นำเข้าเมืองมาเปิดการแสดงปั๊บ แต่คิดเหรอครับว่าไดโนเสาร์มันจะยอมทำตามที่มนุษยสั่งแกมบังคับโดยง่ายน่ะ เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องออกอาละวาดตามสูตรล่ะครับ

ก็เป็นการเอาหนังแนวคาวบอยตะวันตกมาผสมกับผจญภัยไดโนเสาร์ครับ ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่เลว ถ้าไม่นับเทคนิคด้านภาพที่เป็นสต็อปโมชั่น แบบดูก็รู้ว่าเป็นหุ่นขยับ เป็นปูนปั้นเอามาเคลื่อนไหวทีละเฟรม ดูเฉพาะเนื้อเรื่อง ก็โอเคล่ะครับ ดูไปดูมาก็ทำให้นึกถึง The Lost World: Jurassic Park เหมือนกัน เพราะมาทางเดียวกันเลยครับ ว่าด้วยคนกลุ่มหนึ่งไปจับไดโนเสาร์เพื่อผลประโยชน์ ตัวหนังก็เลยสอนเราในประเด็นว่าโลภมากลาภหายอยู่กลายๆ แล้วก็ยังสอนให้เรารู้จักเคารพธรรมชาติ อย่าไปรุกรานเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งแม้โลกนี้จะไม่มีไดโนเสาร์จริงๆ ก็เถอะ แต่ก็สื่อถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในป่าในเขา ที่เราไปจับไปพรากมันมาจากบ้าน… แนวคิดแบบนี้ก็มีวนเวียนอยู่ในหนังมานานแล้วน่ะนะครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนเราจะตระหนักจะเข้าใจและปฏิบัติกันเมื่อไร

ก็เป็นหนังไดโนเสาร์รุ่นเก่าอีกเรื่องที่ไม่เลวครับ ถ้าเอามาดูสมัยนี้ดีกรีความตื่นเต้นอาจไม่มาก อาจจะเชยด้วยซ้ำ เพราะหากเอามาเทียบกันแบบจะๆ แล้ว มันย่อมสู้ Jurassic Park ทั้งหลายไม่ได้ แต่มันก็ทำให้เราได้เห็นร่องรอยความพยายามในการถ่ายทอดจินตนาการของมนุษย์น่ะครับ จากอดีตทำได้แค่เล่าเรื่องให้ไปนึกภาพเอาเอง ต่อมาก็ถ่ายทอดภาพเป็นรูปร่าง ใช้กระดาษช่วยทำให้สิ่งที่อยู่ในจินตนาการเป็นจริง แล้วก็เริ่มใช้เทคนิคพัฒนาขึ้นตามลำดับ ใช้ปูนปั้น ใช้ถ่ายภาพทีละเฟรม

หนังเก่าๆ แบบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อดูถูกหรือเพื่อให้ดูเป็นของเชยหรอกครับ แต่มันทำให้เราได้เห็นว่าคนเราพัฒนาสิ่งต่างๆ ได้มากแค่ไหน คิดอะไรได้มากแค่ไหน และทำให้ความฝันเป็นจริงได้มากแค่ไหน

ขณะเดียวกันก็สอนเราครับ ว่าความอยากของมนุษย์ ความพอใจของมนุษย์แท้จริงแล้วก็ไม่สิ้นสุดง่ายๆ หรอก อย่างในอดีตนั้นภาพสต็อปโมชั่นแบบในเรื่องนี้ก็สร้างความพอใจให้กับผู้ชมได้อย่างมาก อาจจะเทียบเท่าตอนเราตื่นตากับดูตัวอย่างหนังเรื่อง Avatar เลยก็ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่ออะไรหลายอย่างพัฒนาไป ใจเรากลับต้องการอะไรที่มากขึ้นตามลำดับ

ทำให้อดคิดไม่ได้ครับ ที่เขาว่า เมื่อวิทยาการและโลกพัฒนาไป ใจคนก็ควรพัฒนาตาม ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าต้องพัฒนารับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยให้ใจเรื่องมากไปตามความอยากของปากหูตาจมูก แต่ควรพัฒนาในแง่ “รู้ธรรมชาติ รู้ทันใจตนให้มากกว่าเดิม” รู้ว่าถ้าไม่เข้าใจ ไม่รู้จักวิธีคุมมัน ต่อให้โลกนี้พัฒนาระดับสุดยอดแค่ไหน แต่ใจหูตาจมูกปากของเรา ก็จะยังไม่พึงพอใจเท่าที่ควรนักหรอก

เล่าเรื่องไดโนเสาร์อยู่ดีๆ ไหงทะลึ่งมาเรื่องนี้ได้หนอ

… แฮะๆๆ นี่ล่ะมั้งครับ คนคิดแบบไดโน พอดูหนังไดโน ก็เลยอดมองอะไรแบบไดโนไม่ได้

สรุปว่าคนชอบหนังไดโนน่าจะโอเคครับ ทำใจเรื่องเทคนิคพิเศษสักนิด ก็ไม่เลวนักหรอกครับ

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements