รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Slap Shot (1977) สแลป ช็อต

1388126532

เป็นการโคจรมาเจอกันอีกครั้งของ Paul Newman และผู้กำกับ George Roy Hill หลังจากร่วมงานกันจนดังระดับร้อยล้านมาแล้วใน Butch Cassidy and the Sundance Kid และ The Sting พวกเขาก็หันมาทำหนังตลกแนวจิกกัดวงการกีฬาฮ็อคกี้ครับ

เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก Newman รับบท เร็จจี้ ดันล็อป หัวหน้าทีมฮ็อคกี้ที่อนาคตหม่นหมองลงทุกวันๆ เพราะคนดูฮ็อคกี้น้อยลง ทีมก็เล่นไม่ได้เรื่อง อีกทั้งแต่ละคนก็มีปัญหาชีวิตเลยพลอยเล่นเกมแบบหงุดหงิดและฟอร์มตกลงเรื่อยๆ

แต่แล้วเร็จจี้ก็พลิกวิกฤติเป็นโอกาสครับ ไหนๆ เกมก็ไม่สนุกและคนในทีมก็หงุดหงิดพร้อมจะอาละวาดกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ใช้ความรุนแรงมาเติมรสชาติให้เกมซะเลยล่ะ?

ทีนี้เร็จจี้ก็เลยคอยชงเรื่องให้คนตีกัน ไปๆ มาๆ พอถึงช่วงหลังๆ นี่เขาไม่ต้องชง ลูกทีมก็ตีกันเองได้เลยครับ และแล้วแผนที่วางไว้ก็เข้าเป้าเพราะนั่นทำให้ผู้ชมหันมาดูฮ็อคกี้กันมากขึ้น (จริงๆ คือดูคนเขาตีกันน่ะครับ) แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเร็จจี้เองก็เกิดคำถามว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี่มันถูกต้องหรือไม่ และเกียรติของกีฬาฮ็อคกี้แท้จริงมันคืออะไร? มันอยู่กับจำนวนคนดูหรือเงินเท่านั้นหรือ?

หนังไม่ใช่แนวตลกฮาแตกแบบที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนะครับ แต่มันเป็นแนวตลกจิกกัดเสียดสีที่เอาประเด็นสักประเด็นหนึ่งมาตีเล่น อย่างในเรื่องนี่ก็จับเอาเรื่องฮ็อคกี้ หนึ่งในกีฬาที่มีประวัติว่าผู้เล่นเคยตีกันอยู่บ่อยๆ มาตีความในแนวสนุกๆ ครับ เพราะเรตติ้งคนดูมักเพิ่มเสมอยามเกิดเรื่องในสนาม อันที่จริงก็ไม่ใช่เฉพาะกับฮ็อคกี้นะครับ ทุกทุกรายการทุกการแสดงในโลกนั่นแหละ ถ้ามันเกิดอะไรที่รุนแรงและนอกเหนือไปจากความคาดหมาย มันจะเป็นตัวเรียกความสนใจได้อย่างชะงัด (อย่างบ้านเรานี่มีมานานแล้วครับ เช่นการอำกันในรายการชิงร้อยชิงล้าน อำทีไรคนดูเพียบ ยิ่งข่าวคาวๆ ฉาวๆ นี่ขายดีหนักหนา คนขยันดูขยันซื้อกันนักล่ะ)

แต่จุดที่ผมชอบคือหนังแอบตั้งคำถามให้เราคิดครับ คำถามชุดหนึ่งก็ถึงผู้เล่นในเกมกีฬาหรือผู้แสดงในกิจกรรมต่างๆ ทั้งหลาย ว่าท่านจะทำเพื่อเรตติ้ง (อันนำมาสู่เงิน) หรือท่านจะทำเพื่อแก่นของกิจกรรมนั้นๆ อย่างแท้จริง เช่นเล่นกีฬาก็เล่นให้เต็มที่ ฝีมือก็พัฒนาไป เล่นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้เยาวชน หรือใช้กีฬาเป็นตัวเชื่อมสัมพันธไมตรีกัน

เรตติ้งหรือเงินอาจเป็นสิ่งสำคัญครับ เราคงไม่อาจปฏิเสธในประเด็นนี้ได้ แต่มันคุ้มค่าจริงหรือไม่ที่เราจะทำทุกอย่างเพื่อมันเป็นหลัก โดยละเลยคุณค่าแก่นแท้ของกิจกรรมต่างๆ ไป

ทุกวันนี้โลกดูน่าอยู่น้อยลง (ในบางขณะ) เพราะคนสนเงินมากกว่าจะสนคนด้วยกันหรือสนสิ่งอื่นที่มีค่า สิ่งที่สามารจรรโลงโลกและขัดเกลาคน (โดยเฉพาะขัดเกลาเด็กและเยาวชน) จนเราควรถามตัวเองให้ดีว่าวิถีที่เราทำกันนั้น มัน “ใช่” จริงหรือไม่ มันให้ผลที่ดีจริงหรือไม่

คำถามชุดแรกถามผู้เล่นถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนทำ ส่วนคำถามชุดต่อมาตั้งถามใส่คนดูโดยเฉพาะเลยครับ เพราะถ้าว่าตามจริงแล้วการที่เร็จจี้กับพวกต้องมาใช้ความรุนแรงเป็นชูรสเพื่อเรียกเรตติ้งนั้นก็เพราะคนดูตอบรับ คนดูชอบ คนดูสนใจ คนดูสะใจ

ดังนั้นหากเปรียบความรุนแรงในเกมฮ็อคกี้ว่าเป็นดั่ง “ต้นไม้สักต้น” แล้วล่ะก็ คนดูนี่แหละครับเป็นผู้รดน้ำให้ปุ๋ยแบบเต็มขั้น เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการโดยแท้จริง… ก็ถ้าคนไม่ดูไม่เอาซะอย่าง เรตติ้งก็ไม่มี เงินก็ไม่ไหลเข้ากระเป็าใครจริงไหมครับ

ความจริงที่เราต้องยอมรับคือ สิ่งที่เติบโตเบ่งบานในสังคมโลกทุกวันนี้ มันก็เติบใหญ่ขึ้นมาได้ผ่านการสนับสนุน (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ของคนเรานี่แหละครับ ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ต้องลงข่าวร้ายๆ ข่าวฆ่ากันตาย ข่าวม็อบ ข่าวฉาว หรือทีวีต้องเสิร์ฟละครแรงๆ (ทั้งทางเนื้อหาและดาราใส่ชุดโชว์ๆ สักหน่อย) ในอินเตอร์เน็ตก็สนุกกับการเสพดราม่ากันไป ฯลฯ

เราแทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยครับว่าทำไมโลก (หรือประเทศของเรา) เป็นอย่างนี้ในปัจจุบัน ทุกสิ่งมันมีเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น มันคือธรรมดาประการหนึ่งของโลกครับ ที่เขาว่าทำยังไงได้อย่างงั้นมันก็จริงนั่นแหละ

Slap Shot จึงไม่ใช่หนังตลกที่จะชวนให้เราขบขัน แต่ชวนให้เราขบคิด โดยเฉพาะกับสิ่งไร้สาระที่มนุษย์ทำ หรือสิ่งที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนัก แต่เรายังมักจะทำกันอยู่เนืองๆ อย่างในเรื่องนี่นอกจากประเด็นฮ็อคกี้แล้ว ประเด็นชีวิตของแต่ละตัวละครก็สื่อถึงอะไรเหล่านี้ได้ดีครับ อย่างตัวเร็จจี้เองก็เป็นชู้กับเขาไปทั่ว ทำตัวเห็นแก่ตนมาเกินงาม เรียกว่ามาแนวแอนตี้ฮีโร่นั่นแหละครับ แต่ Newman ก็แสดงได้ดีเยี่ยม ไหลลื่นไปกับบท จนบอกได้ว่าถ้าเขาไม่เล่นล่ะก็ไม่รู้จะเอาใครมาแสดงเหมือนกันครับ

ตัวหนังอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่างานชิ้นก่อนๆ ที่ Newman กับ Hill ร่วมงานกัน แต่ในแง่คำชมก็ถือว่ายังสวยอยู่ครับ และที่ยังถือว่าน่าพอใจคือแง่คิดสาระจักกัดที่น่าสนใจทั้งหลายนั่น ดูแล้วไม่ผิดหวังครับ แต่ก็ต้องขอย้ำอีกทีว่าหนังตลกแบบไม่ใช่ตลกท่าทาง หรือตลกชวนให้ขำ แต่เป็นหนังตลก (เกือบ) ร้ายที่แสบๆ คันๆ มากกว่า

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements