รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Analyze This (1999) ขับเครียด มาเฟียเส้นตื้น

1371529829

เป็นหนังตลกที่ผมเอามาดูซ้ำบ่อยมากครับ เพราะผมชอบหนังแนวมาเฟียแก๊งสเตอร์เป็นทุนเดิม แล้วเรื่องนี้ก็จับเอาเรื่องเจ้าพ่อมาเฟียมาเล่าในแนวขำ และที่สำคัญคือมันออกมาขำได้ใจด้วย

เรื่องของเรื่องมันเริ่มตรงที่ พอล วีตตี้ (Robert De Niro) เจ้าพ่อระดับสูงในนิวยอร์คเกิดเสียศูนย์หลังผู้ใหญ่คนสนิทถูกลอบสังหาร ว่าง่ายๆ คือพี่ท่านจิตตกครับ จู่ๆ ก็มือไม้ไม่มีแรง บางทีก็เหมือนหัวใจจะวาย เขาเลยหันไปขอความช่วยเหลือจากคุณหมอเบน ซอโบล (Billy Crystal) จิตแพทย์ที่เผอิญขับรถมาชนท้ายลูกน้องพอลเมื่อวันก่อน และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มของเรื่องบ้าๆ ฮาๆ สารพัดระหว่างเจ้าพ่อจิตตกกับคุณหมอจอมตื่น

หนังสนุกครับ ดูเพลิน ผมไม่แน่ใจว่าหากคุณไม่คุ้นเคยกับพล็อตหนังเจ้าพ่อแล้วคุณจะสนุกหรือขำมากน้อยแค่ไหนนะครับ แต่บอกได้ว่าถ้าคุณคุ้นกับหนังอย่าง The Godfather, Goddfells หรือ Casino คุณน่าจะฮากระจายกับหนังเรื่องนี้ครับ เพราะจริงๆ โดยโครงเรื่องน่ะมันคือหนังมาเฟียจริงๆ ครับ ไม่ว่าจะเหล่าเจ้าพ่อต่างตระกูลที่พยายามแย่งชิงอำนาจกัน แอบวางแผนลอบฆ่ากัน แต่พออยู่ต่อหน้าก็ตีหน้าตายทำเหมือนเป็นมิตรกัน หรือบุคลิกสไตล์เจ้าพ่อที่พออะไรไม่ได้อย่างใจก็เอาปืนมาขู่ (กระทั่งวัวมาเดินขวางหูขวางตาก็ยังเอาปืนขู่มันน่ะครับ 555) ไหนจะพวก FBI ที่หาทางเล่นเหล่ามาเฟีย, มีคนตาย มีคนโดนซ้อม เรียกว่าครบสูตรหนังมาเฟียของแท้ครับ เพียงแต่พอดีว่าหนังมีเจ้าพ่อที่กำลังจิตตกและมีคุณหมอที่ขี้ตื่นมาเจอกัน สถานการณ์ที่ควรจะเครียดเลยผ่ามาเป็นขำแทน

ผมชอบตรงที่หนังไม่ได้ตั้งใจทำออกมาให้ตลก เพราะสถานการณ์มันคือหนังมาเฟียแบบที่ผมบอกน่ะครับ องค์ประกอบเหมือนกัน แต่เปลี่ยนที่บุคลิกตัวละครหลัก หนังเลยไม่ใช่หนังตลกที่เบาหวิวหรือไร้สาระ หากดูกันดีๆ หนังก็สามารถวิเคราะห์สภาพจิตคนที่ต้องเดินบนนถนนสายมาเฟียได้อย่างน่าสนใจเหมือนกัน

อย่างตัวพอลที่จู่ๆ ก็จิตอักเสบขึ้นมา มันก็มีสาเหตุครับ และเป็นสาเหตุที่เป็นไปได้ด้วย เพราะคนเป็นเจ้าพ่อนั้นเครียดครับ แม้โดยทั่วไปจะมีอำนาจ มีคนล้อมหน้าหลัง อยากได้อะไรก็ได้ แต่เอาเข้าจริงชีวิตที่ “ดูเหมือนสบาย” แบบนั้นน่ะต้องแลกมาด้วยสิ่งอื่นมากมาย ตั้งแต่ความสงบสุข ครอบครัว หรือแม้แต่อาจต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง ต้องมาเห็นคนรอบตัวตายจากไป ต้องมาระวังว่าคนใกล้ตัวจะหักหลังไหม นี่ยังไม่รวมคนไกลตัวหรือคู่อริที่พร้อมจะส่งกระสุนมาซัดสมองได้โดยไม่ปรานี ดูแล้วก็แอบเห็นใจพอลเหมือนกันครับ และทำให้เราเข้าใจในการตัดสินใจของเขาในตอนท้ายด้วย

1371611925

De Niro เล่นได้ดีครับ บทที่เขาแสดงยังคงเปี่ยมรัศมีเจ้าพ่อที่มีอำนาจ เพียงแต่แง่มุมที่เขาแสดงคราวนี้ถือเป็นมุมใหม่ที่แปลกตาออกไป แล้วเขาก็กล้าเล่นด้วยครับ โดยเฉพาะตอนน้ำตาไหลพรากออกมา จะฮาก็ฮา แต่สงสารก็สงสาร ส่วน Crystal ก็เล่นบทแนวถนัดครับ เป็นคนขี้ตื่นที่ชอบสร้างเสียงฮาแบบหน้าตาย แต่พอถึงฉากที่เขาต้องแสดงความเป็นจิตแพทย์ที่มีจิตสำนึกนั้นเขาก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีครับ นี่ยังไม่รวมช่วงท้ายตอนแกไปประชุมอีกนะ ช่วงนั้นนี่ฮาได้โล่ห์จริงๆ

แต่คนที่ถือว่าขโมยซีนได้เยี่ยมคือ Joe Viterelli ผู้ล่วงลับ ที่ชอบเล่นบทมือขวามาเฟียบ่อยๆ มาเรื่องนี้ก็ฮาเกือบตลอดครับ ที่ชอบมากคือเขาดูน่ารัก และยังเป็นเพื่อนตายที่ไว้ใจได้ของพอลจริงๆ, Chazz Palminteri นี่ก็ขาประจำหนัะงมาเฟียครับ มาในบทพรีโม่ ซิโดเน่ คู่อริที่คอยแต่ละหาทางฆ่าพอล คนนี้ก็เหมือนกันครับ ไม่ได้มาเล่นแนวขำ แต่เล่นแนวเจ้าพ่อของจริงที่พร้อมจะสั่งฆ่าคนได้ทุกเมื่อ แต่เผอิญดันมาเจอกับเจ้าพ่อและหมอเพี้ยน พฤติกรรมตอบโต้ของพี่แกเลยกลายเป็นชวนขำไปโดยปริยาย ในขณะที่ Lisa Kudrow ในบทคู่หมั้นของหมอเบนก็ทำได้ไม่เลวครับ เพียงแต่บทไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เล่นอะไรสักเท่าไร

ถือเป็นผลงานดูสนุกของผู้กำกับ Harold Ramis (Groundhog Day) ดูแล้วฮาได้เรื่อยๆ แต่คนที่ผ่านหนังเจ้าพ่อมาน่าจะฮาได้มากกว่าคนทั่วไปครับ ส่วนท่านที่ไม่คุ้นกับหนังเจ้าพ่อก็อาจสนุกกับหนังได้ในระดับหนึ่ง เอาแค่ดู Crystal ทำหน้าตื่นๆ และพล่ามไม่เว้นวรรคนั้นก็น่าจะฮาได้แล้วล่ะครับ

คุณค่าอีกประการของหนังคือได้แนวทางคลายเครียดแบบง่ายๆ ติดมือกลับไปครับ ไม่ว่าจะการหาใครสักคนพูดระบายหรือปรึกษา, หันมาทำความรู้จักตนเอง ไม่ว่าจะรูปแบบชีวิตที่เราดำเนินอยู่ รูปแบบปัญหาที่เรารับมืออยู่ หรือรูปแบบสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ ทั้งหมดเหล่านี้มีผลให้เราสุขและทุกข์ได้เสมอครับ ก็ถ้าวิถีชีวิตที่เราใช้นำทุกข์มาให้ ก็ลองหาทางออก หาทางบรรเทาทุกข์ให้ลดลง เราอาจต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตสักนิด ยอมรับความจริงให้มากสักหน่อย (เช่น การยอมรับจุดอ่อน ยอมรับสาเหตุของปัญหาที่อาจมีตัวเรานั่นแหละ เป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น) ให้เวลา “เรา” ได้อยู่กับ “ตัวเอง” บ้าง

พอลก็เหมือนทุกคนนั่นแหละครับ มีช่วงที่ดี มีช่วงที่ดาวน์ เราคต้องยอมรับว่ามันคือวงจรธรรมชาติของชีวิต แต่เราก็สามารถปรับตัวให้ผ่านพ้นมันได้ เรียนรู้จากมันได้ โดยมีจุดเริ่มสำคัญคือ เราต้องหันมามองตัวเอง หาคนที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้มาช่วยนำทางในการค้นหาและพิจารณาตนเอง

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดเสมอตั้งแต่รอบแรกที่ดูครับ ว่าหนังเรื่องนี้ให้อะไรมากกว่าความสนุก… อ้อ แล้วเพลงประกอบกลิ่นอายสปาเก็ตตี้ยังเพราะได้ใจอีกด้วยครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

tumblr_n1j2qilN0k1s5o8nro1_1280

Advertisements