รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Hundred Foot Journey (2014) ปรุงชีวิต ลิขิตฝัน

The Hundred-Foot Journey, USA, 2014, Lasse Hallström, Helen Mirren, Om Puri, Manish Dayal, Charlotte Le Bon

คิดแล้วเชียวว่าผมต้องชอบ The Hundred-Foot Journey แหงมๆ

หนังมีของโปรดของผมเป็นส่วนผสมอยู่เพียบ ตั้งแต่พล็อตว่าด้วยอาหารการกิน, ความเป็นหนัง Feel Good, เหตุเกิดในเมืองเล็กกลางขุนเขาและธรรมชาติสวย อีกทั้งผู้กำกับคือ Lasse Hallström แห่ง What’s Eating Gilbert Grape, Chocolat และ Hachi: A Dog’s Tale เรียกว่าหนังชูป้าย “เชลล์ชวนชิม” ให้ผมเห็นเลยทีเดียว

เป็นเรื่องของครอบครัวนักปรุงชาวอินเดียซึ่งย้ายมาอยู่ที่ “แซงต์ แอนโทนิน โนเบล วัล” หมู่บ้านเล็กๆ ในฝรั่งเศส โดยพ่อ (Om Puri) ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวยืนกรานว่าจะเปิดร้านอาหารอินเดียที่นี่ให้ได้ และเชฟมือหนึ่งที่เขาไว้ใจก็คือ ฮัสซัน (Manish Dayal) ลูกชายของเขานั่นเอง

แต่พอดีว่าฝั่งตรงข้ามของร้าน คือร้านอาหารฝรั่งเศสของมาดาม มัลลอรี่ (Helen Mirren) ที่มีชื่อเสียงอีกทั้งได้รับดาวมิชลินเป็นประกันความอร่อย และมาดามเองก็เป็นพวกไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ ด้วย

ศึกร้านอาหารที่อยู่ห่างกันแค่ “100 ฟุต” จึงเริ่มด้วยประการละฉะนี้

ผมเล่านี่แค่ครึ่งเรื่องเท่านั้นนะครับ อีกครึ่งอยากให้ลองไปดูเอง บอกได้แค่ว่านี่ไม่ใช่หนังทำอาหารแข่งขันหรือแย่งลูกค้าแข่งกัน ทว่านี่คือหนังว่าด้วย “คนที่รักในอาหาร” มาใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆ กัน มีบ้างที่กระทบกระทั่ง แต่สุดท้ายแล้ว “อาหาร” นี่แหละ ที่จะเป็นสื่อกลางนำทางให้พวกเขาหันหน้าเข้าหากัน

+ หนัง Feel Good ครับ ดูแล้วมีความสุขมาก จุดปลื้มจุดแรกคือดาราครับ Mirren เล่นได้ดีไม่มีตก เธอใส่ความร้ายแบบน่ารักลงไปในบทนี้อย่างพอเหมาะ พอๆ กับ Puri ดาราระดับตำนานอีกคนของอินเดีย รายนี้ก็ไม่น้อยหน้าครับ เล่นได้สุดยอดไม่ยิ่งหย่อน หลายฉากเล่นเอาผมน้ำตาซึมไปเลย

อาทิเช่น ตอนที่เขาไปยืนหน้าร้าน ตอนเปิดร้านวันแรก เพื่อรอว่าจะมีลูกค้ามาไหม แต่พอเหลียวซ้ายแลขวากลับไม่มีใคร… สีหน้าเขาในฉากนั้นนั่นแหละครับ เรียกน้ำให้ไหลจากตาผมเลย

T100FJ1

+ ดารารุ่นใหญ่จาก 2 ประเทศทำหน้าที่ได้สุดยอดครับ ดูพวกเขาจริงๆ ก็คุ้มแล้วนะ แล้วยังมีดารารุ่นหนุ่มสาวอย่าง Dayal และ Charlotte Le Bon (ในบท มากาเร็ต เชฟของร้านมาดาม) 2 คนนี้ก็น่ารักและเล่นได้เป็นธรรมชาติสุดๆ

จุดเด่นของพวกเขา 2 คนนี้ คือ “การแสดงสิ่งที่อยู่ในใจออกมาทางสีหน้า” ครับ คือดูแล้วรู้เลยว่าฉากนี้กำลังดีใจนะ ฉากนี้ใจกำลังอมยิ้มนะ หรือฉากนี้ใจกำลังกรุ่นด้วยความอิจฉานะ คือมันเป็นอะไรที่ได้ฟีลสุดๆ ครับ

ดารารายอื่นที่ผมไม่กล่าวถึงก็น่าจดจำทุกคนครับ แต่ละคนเสริมความลงตัวให้หนังได้อย่างดี

+ ดนตรีของ A.R. Rahman คอมโพเซอร์ชาวอินเดียที่เคยมีผลงานใน 127 Hours และ Slumdog Millionaire ก็ปรุงดนตรีในหนังเรื่องนี้ได้พอเหมาะครับ แม้ทำนองจะหนักอินเดียอยู่เยอะ แต่ก็ได้กลิ่นฝรั่งเศสผสมมาไม่น้อย

+ บรรยากาศของเมืองก็สวยครับ ต้นไม้เขียว แสงแดดรำไร และฉากที่หนังจับภาพมุมกว้างของ 2 ร้านอาหารพร้อมกัน (โดยถนนเป็นเหมือนเส้นแบ่ง) ฉากที่ว่านี่สวยสุดยอด อารมณ์ โทนภาพ และองค์ประกอบมันใช่มากๆ นี่ผมยังคิดจะแคปภาพฉากนี้มาทำเป็นวอลเปเปอร์เลยครับ มันสวยโดนใจแท้ๆ (ยกความดีความชอบให้ Linus Sandgren ผู้กำกับภาพและทีมงานเลยครับ)

+ องค์ประกอบของหนังเจ๋งมากครับ ตัวหนังเองก็เดินเรื่องน่าติดตาม ดูเพลินดี (ยกเว้นถ้าไม่ชอบหนังชีวิตแบบเบาสมองน่ะนะครับ) จนสรุปได้ไม่ยากเลยว่านี่คือหนัง Feel Good ดูสนุก เหมาะสำหรับที่คนชอบหนังเบาๆ, ชอบหนังว่าด้วยการเดินตามความฝัน หรือชอบหนังว่าด้วยอาหารการกิน

ดูจบแล้วเข้าใจเลยว่าทำไม Steven Spielberg และ Oprah Winfrey โดดลงมาอำนวยการสร้าง… ก็หนังเขามีดีนี่ครับ

แอบดีใจครับที่หนังประสบความสำเร็จ ลงทุน $22 ล้าน ทำเงินคืนมาจากทั่วโลกได้ประมาณ $88.8 ล้าน กำไรสวยงามทีเดียว

+ มีอีกอย่างที่ชอบมากๆ (คือผมดูพากย์ไทยครับ) อยากบอกว่าพี่ปิยะพากย์บทพ่อได้น่าปรบมือจริงๆ ครับ คือพากย์ได้หนักแน่นแต่น่ารัก ฉากไหนของขึ้นก็โทนนึง ฉากไหนเจียมตัวก็โทนหนึ่ง เป็นเสียงพากย์ที่จับใจผมอยู่หมัดมากๆ ส่วนท่านอื่นๆ แม้ผมจะไม่ได้เอ่ยนาม แต่ก็อยากบอกว่าพากย์ได้สุดยอดไม่แพ้กันครับ

0818-RAINER-LJOURNEY

++++++ ถัดจากนี้ สปอยล์ยาวล่ะนะครับ ++++

The Hundred-Foot Journey สร้างจากนิยายของ Richard C. Morais ซึ่งแม้ผมจะยังไม่เคยอ่านก็ตาม แต่สำหรับฉบับหนังแล้ว มันเป็นเรื่องราวที่น่ารัก อบอุ่น ลงตัวจริงๆ ครับ

ช่วงครึ่งแรกก็สนุกไปกับการแข่งขันของ 2 ร้านอาหารต่างเชื้อชาติ แต่พอถึงครึ่งหลัง เมื่อ 2 ร้านจาก 2 โลกมาบรรจบกัน โทนหนังก็เปลี่ยนทิศทางได้อย่างกลมกล่อม

เมื่อมาดาม มัลลอรี่ยอมรับในฝีมือของฮัสซัน (ผสมกับความสำนึกผิดหน่อยๆ ต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากพ่อครัวของเธอ) หนังก็เดินไปอีกทางหนึ่งครับ โดยให้ฮัสซันมาทำหน้าที่เป็นเชฟประจำร้านของเธอแทนคนเก่า ซึ่งฮัสซันก็ทำหน้าที่อย่างดี พัฒนาฝีมือตนจนสามารถขยับฐานะ กลายเป็นเชฟที่ภัตตาคารชั้นนำในฝรั่งเศสต้องการตัว และเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็จากบ้านไปทำงานในเมืองใหญ่

จริงๆ ผมเดาตอนจบได้ไม่ยากครับ รู้ๆ อยู่ว่าฮัสซันแม้จะได้งานดีแค่ไหน แม้จะก้าวหน้าแค่ไหน แต่สักวันก็ต้องคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึงเมืองเล็กๆ คิดถึงคนที่รัก ฯลฯ

เราเดาได้ว่าสุดท้ายฮัสซันก็รักเมืองเดิมของตนมากกว่า แต่หนังไม่ได้ให้ฮัสซันพูดออกมา ไม่มีกระทั่งการบรรยายว่า “ในเมืองใหญ่ไม่ดี แต่เมืองเล็กดีกว่า” แต่หนังเลือกจะนำเสนอแบบให้เราเข้าใจความคิดและความรู้สึกของฮัสซันผ่านทาง “ภาพ” ที่สื่ออารมณ์ได้อย่างดี

ทีเด็ดอย่างหนึ่งของหนังคือ หนังชอบจับภาพมุมกว้างให้เราเห็นบรรยากาศของหมู่บ้านแซงต์ แอนโทนิน โนเบล วัล เมืองเล็กๆ ในชนบทของฝรั่งเศส ครั้นพอเรื่องดำเนินไปถึงปารีส หนังก็หันมาจับภาพมุมกว้างของกรุงปารีสให้เราเห็นเป็นพักๆ เหมือนกัน

แต่รู้ไหมครับ แม้กรุงปารีสจะสวยยังไง ก็ยังจับใจผมได้ไม่เท่าหมู่บ้านแซงต์ แอนโทนิน โนเบล วัล ที่ซึ่งครอบครัวคาดัมและมาดาม มัลลอรี่อาศัยอยู่

จุดเด็ดที่ผมว่าคือ หนังใช้ “ภาพ” เป็นสื่อ ใช้ “ภาพ” ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของฮัสซัน เพราะเราเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแบบเดียวกัน (นั่นคือ รักหมู่บ้านแซงต์ แอนโทนินฯ มากกว่า)

182_010_comp_v060.0700

ผมชอบนะครับ ที่หนังไม่ตัดสินว่าเมืองใหญ่ไม่ดี เพราะจริงๆ “ความชอบ” และ “ความเหมาะ” ของคนย่อมต่างกัน บางคนอยู่เมืองใหญ่มาตลอดก็อาจคุ้นชินกับสังคมคอนกรีตมากกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา

มันก็ไม่ต่างจากคนที่อยู่ในเมืองเล็กๆ กลางขุนเขาจนชิน พอมาอยู่ในเมืองใหญ่ก็อาจรู้สึกโหวงๆ ไม่อบอุ่นสบายใจเหมือนเมืองเล็กที่เคยอยู่… นั่นแหละครับที่ฮัสซันรู้สึก

หนังไม่บอกตรงๆ แต่ใช้ภาพและอารมณ์สื่อออกมาแทน… อันนี้ถือเป็นจุดเจ๋งที่หนังถ่ายทอดได้ดีโดยไม่ต้องใช้คำพูด แล้วก็ไม่ต้องพิพากษากรุงปารีสแต่อย่างใด

เพราะประเด็นใหญ่ใจความ ไม่ได้อยู่ที่เมืองใหญ่หรือเมืองเล็กดีกว่ากัน แต่มันอยู่ที่ “ฮัสซันชอบปารีสหรือหมู่บ้านแซงต์ แอนโทนินฯ มากกว่ากัน”

+ จุดนี้ชวนให้คิดนะครับ ทุกวันนี้ “เทรนด์ของสังคม” มักบอกว่าเมืองใหญ่ไม่น่าอยู่ แต่เมืองเล็กหรือชนบทน่าอยู่กว่า ซึ่งหากลองพิจารณาแล้ว มันสรุปได้ง่ายปานนั้นจริงหรือ? หรือมันเป็นเพียงค่านิยมส่วนบุคคล ที่ชอบเมืองใหญ่ก็มี แต่ที่ถูกใจเมืองเล็กก็มาก

อาจไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าเมืองเล็กหรือใหญ่ดีกว่า แต่หากเรามีคำถามประมาณนี้ล่ะก็ คำตอบที่ควรหาจริงๆ คือ “เราล่ะ เหมาะกับเมืองใหญ่หรือเล็กมากกว่ากัน”

“อยาก” ก็เรื่องหนึ่ง “เหมาะ” ก็อีกเรื่องหนึ่ง

อย่างในเรื่องนั้น ฮัสซัน “อยาก” ก้าวหน้า เลยตั้งเข็มทิศเข้าเมืองใหญ่

ครั้นพออยู่ๆ ไป เมื่อ “อยาก” ลดลง ทีนี้ล่ะเขาค่อยตระหนักรู้ว่าแห่งหนไหนที่ “เหมาะ” กับเขา

MV5BMTA4MjYwMDM1MzleQTJeQWpwZ15BbWU4MDk4MTE5MDIx._V1_SX1500_CR0,0,1500,999_AL_

+ ที่ผมชอบอีกอย่างคือสิ่งที่แม่ของฮัสซันบอกไว้ ว่าในอาหารก็มีจิตวิญญาณเช่นกัน

เพราะการที่เราผสมส่วนประกอบต่างๆ ลงไปในอาหารสักจานนั้น เราอาจต้องคร่าชีวิตสัตว์ ต้องพรากรากใบของพืชมาจากต้น…

ในนาทีที่เราทำอาหารนั้น เราไม่ใช่แค่ทำอาหาร แต่เรากำลังผสมจิตวิญญาณของสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน

ดังนั้นเราจึงควรปรุงอย่างใส่ใจ ปรุงอย่างรับผิดชอบ ปรุงให้คุ้มค่ากับสิ่งที่เราพรากมันมา… เป็นมุมคิดที่สวยงามจริงๆ ครับ

อันที่จริงงานทุกงาน ของทุกชิ้นที่เราใช้กันอยู่นั้น ก็ถือกำเนิดจากการแปรรูป เกิดจากการเสียสละของสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งนั้น กระทั่งเราทำงานกับคน ก็อย่าลืมครับว่าคนที่ทำงานให้เราเขาก็มีจิตใจ เขาก็ต้องพรากจากบางคน (พ่อแม่/ลูกเมีย) หรือสละบางสิ่ง (เวลา/แรงงาน/ความคิด) เพื่อมาทำงานเช่นกัน

ลองคิดต่อจากจุดนี้ครับ ว่าจะปรุงชีวิตอย่างไรให้เหมาะ+คุ้ม

เพราะทุกครั้งที่เราปรุงชีวิตเรา… เราไม่ได้ปรุงแค่ชีวิตเราครับ

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements