รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Harold and Maude (1971) รักแท้ไม่มีคำว่าแก่

1375810190

เป็นหนังชีวิต+รัก+ตลกที่มีเนื้อหาแหวกแนวจนออกจะ “ท้าทาย” สำหรับใครหลายๆ คนนะครับ เพราะมันว่าด้วยเด็กหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่คิดแต่จะฆ่าตัวตายกับสาวแก่อายุ 79 ที่ยังสนุกกับชีวิต ทั้งคู่โคจรมาพบกันและมอบความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน และเมื่อพวกเขาได้คบหากันไปนานๆ เข้า ความรู้สึกดีๆ ที่ว่าก็เริ่มแปรเปลี่ยนพัฒนากลายเป็นสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “รัก” ไป

แม้จะเป็นหนังชีวิตแต่ลีลาการเล่าเรื่องก็ออกแนวเว่อร์นิดๆ ซึ่งความเว่อร์ความล้นที่ว่ากลับไม่ได้ทำให้หนังเสียกระบวนเลยครับ แต่กลับทำให้การเสียดสีประเด็นต่างๆ ที่หนังใส่ลงมามีรสชาติจัดจ้านยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ตัวอย่างเช่นเรื่องของฮาโรลด์ (Bud Cort) เด็กหนุ่มตัวเอกของเรื่องที่บทของเขานั้นถือเป็นการสะท้อนชีวิตวัยรุ่นที่ต้องอยู่ในกรอบของพ่อแม่ แม้เขาจะมีเงินทองให้ใช้มากมาย แต่เขากลับพบว่าชีวิตที่ตัวเองดำเนินนั้นมันจืดชืด ไร้อิสระ จนแทบไม่ต่างอะไรกับตายไปแล้ว

ในหนังเราจะได้เห็นแฮโรลด์ฆ่าตัวตายรอบแล้วรอบเล่า ส่วนหนึ่งก็เพื่อหาทางจบชีวิตอันแสนน่าเบื่อของตนลง พร้อมๆ กับเรียกความสนใจ (ที่ไม่มีวันจะได้) จากแม่บังเกิดเกล้า แต่แม่ก็ไม่คิดจะหันมาเข้าใจ เอาแต่วางแผนบงการชีวิตลูกแบบคิดเองเออเองว่าลูกฉันต้องการแบบนี้ (ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นความต้องการของแม่มากกว่า) จนลูกหมกมุ่นเรื่องความตาย ไปงานศพประจำ แล้วยังไปดูเขาพังตึก ดูลานขยะ เรียกว่าจมอยู่กับการคิดทำลายตัวเองแบบเต็มๆ

แต่แล้วเมื่อเขาได้เจอม้อด (Ruth Gordon) สาวแก่ผู้ร่าเริงและใช้ชีวิตประหนึ่งฮิปปี้วัยดึกที่ไม่สนใจกรอบกติกาที่มนุษย์ตั้ง แต่จะสนใจธรรมชาติ การสังเกตชีวิต และสนใจคนรอบข้าง เธอเลยสนใจที่จะให้เวลากับแฮโรลด์แบบเต็มที่ คอยฟังและเข้าใจในสิ่งที่แฮโรลด์เป็น จนในที่สุดแฮโรลด์ก็รู้สึกหญิงชราที่มีชีวิตชีวามากกว่าเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ชอบจนถึงขั้นรักไปในที่สุด

หนังสื่อถึงสิ่งง่ายๆ ที่หลายคนมักจะลืมครับ เช่นในยามที่พ่อแม่มีปัญหากับลูก สิ่งที่อาจจะต้องเริ่มคิดคือการทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมานั้นเรามีส่วนหล่อหลอมให้ลูกเป็นอย่างที่เขาเป็นตอนนี้หรือไม่ บางคนมีลูกชอบขึ้นเสียงก็ลองย้อนมองตัวเองว่าเราล่ะ ขึ้นเสียงให้ลูกเห็นบ่อยไหม หรือยามที่เรากับลูกต่อกันไม่ติด มองไม่ตรงกันทุกทียามคุยกัน หรือยามเกิดความห่างเหิน ก็ควรลองพิจารณาว่าเราเป็นฝ่ายเข้าหาเขา เป็นฝ่ายทำความเข้าใจกับเขาสักเพียงไหน เพราะครั้นจะไปหวังให้วัยรุ่นที่อ่อนเดียงสาเรื่องเหล่านี้เป็นฝ่ายเข้าหาก่อน และทำตัวเป็นผู้ใหญ่ก่อนอาจเป็นเรื่องยาก พ่อแม่และผู้ใหญ่ต่างหากที่ควรเริ่มทำตัวเป็นต้นแบบดีๆ ให้เขาเดินตาม แน่นอนว่าห่างเหินหรือสร้างช่องว่างให้ลูกเห็น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกจะเลียนแบบสร้างช่องว่างกับเราบ้าง

อีกหนึ่งเรื่องที่ควรคิดก็คือ เราได้ก้าวเข้าไปในโลกเขาบ้างหรือไม่ หรือเอาแต่คิดจะจับลูกมายัดอยู่ในโลกของเรา ทำตามกฎเราเพียงอย่างเดียว โดยไม่แม้กระทั่งจะอธิบายให้เขาเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น

ผมจึงไม่แปลกใจยามเห็นนายฮาโรลด์พยายามฆ่าตัวตายไม่รู้กี่หน… ก็เขาเหมือนไร้ตัวตนและไร้ความหมายอยู่แล้วนี่หน่า

แต่กับม้อดแล้ว เธอสนใจแฮโรลด์อย่างจริงใจครับ เธอค่อยๆ เรียนรู้ว่าเขาชอบอะไรและโลกของเขาเป็นอย่างไรก่อน แล้วจากนั้นค่อยนำเสนอสิ่งที่ดี ค่อยสอดแทรกสิ่งสวยงามในโลกของเธอเข้าไปยังโลกของเขา

อย่างตอนที่แฮโรลด์บอกว่าชอบดูการทำลายโน่นนี่เป็นกิจวัตร ชอบไปงานศพ ชอบไปดู “จุดจบ” ตามที่ต่างๆ ม้อดก็ค่อยๆ พาเขาไปเจอกับ “จุดเริ่ม” อย่างดอกไม้บาน หรือต้นไม้กลางใจเมืองที่โดนมลพิษรมจนเกือบตาย นี่เป็นการสอนแฮโรลด์ง่ายๆ ครับว่าชีวิตไม่ได้มีแต่ทางตายอย่างเดียว มันยังมีการเกิดควบคู่กันไปเสมอ แม้เราจะเกิดมานานแล้ว เราก็ยังเกิดความรู้ใหม่ได้ทุกวัน เกิดความสนุกใหม่ เจอเพื่อนใหม่ได้อีกเรื่อยๆ

ใช่ว่าเราจะเกิดมาเพื่อรอความตายเพียงอย่างเดียวอย่างที่แฮโรลด์หมกมุ่นคิดอยู่

ใช่ว่าถ้าพ่อแม่ไม่ยอมให้เราได้เดินตามความฝันหรือไม่ยอมให้เราได้เป็นตัวของตัวเองแล้ว เราจะยอมแพ้และยอมลาโลกเพื่อจบทุกสิ่ง เพราะจริงๆ เราพยายามสู้เพื่อตัวเองได้ครับ เราเพียรพยายามสร้างโลกเจ๋งๆ แบบที่เรามีแปลนไว้ในหัวได้ แต่จุดสำคัญคือเราต้องมีพลังใจ มีพลังสมอง และมีชีวิตอยู่ ข้อหลังนี่สำคัญอย่างยิ่ง

เลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกเป็นได้ครับ จะเป็นอะไรก็เลือกแล้วทำให้ได้

การดูหนังเรื่องนี้ต้องดูแบบเปิดใจครับ เพราะความสัมพันธ์ของแฮโรลด์กับม้อดอาจจะเกินคาดหมายใครหลายคนไปบ้าง แต่ก็เป็นการเสนอให้เราเข้าใจล่ะครับว่าความรักความเข้าใจอันแท้จริงนั้นเกิดได้ไม่จำกัดวัย มันเกิดได้เสมอกับคนที่ใช่จริงๆ สำหรับเรา

หนังเรื่องนี้มีความสวยงามในตัวครับ อย่ามองเพียงว่ามีบทสรุปแปลกๆ แหวกๆ แล้วจะพาลไม่รับหนังเรื่องนี้

ดารานักแสดงในเรื่องถือว่ายอดเยี่ยม Cort ดูเหมาะกับบทมากครับ แต่รายที่สุดยอดต้องยกให้ Gordon ที่พอเหมาะไปกับบทได้อย่างดีเยี่ยม

โดยส่วนตัวแล้วผมยกให้หนังเรื่องนี้เป็นงานชั้นดีสุดๆของผู้กำกับ Hal Ashby ที่ในเวลาต่อมาก็สร้างความเยี่ยมไว้ใน Being There อีกเรื่อง (ในความเห็นผมเรื่องนี้และเรื่องนั้นเด็ดแบบกินกันไม่ลง)

อยากให้ลองได้ชมหนังเรื่องนี้กันสักครั้งนะครับ เชื่อว่ามันต้องให้อะไรกับท่านแน่ ไม่มากก็น้อย

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements