Action

Daybreakers (2009) วันแวมไพร์ครองโลก

81PwJvQ4ZFL._SL1500_

เป็นหนังแวมไพร์ที่ไม่ธรรมดา มาพร้อมไอเดีย แง่คิด และจัดว่ามีความสดพอตัว

เหตุในหนังนั้นเกิดในโลกอนาคตครับ เมื่อคนส่วนใหญ่บนโลกกลายเป็นแวมไพร์กันหมด และเมื่อปฏิทินมาถึงปี 2019 ปรากฏว่าเลือดเกิดขาดแคลนเพราะมนุษย์ก็โดนล่าไปเกือบหมด ทำให้ต้องมีการหาทางผลิตเลือดทดแทน และเอ็ดเวิร์ด ดัลตัน (Ethan Hawke) ก็คือหัวหน้าทีมวิจัยที่กำลังค้นคว้าอยู่ แต่แล้วในเวลาต่อมาเขาก็ได้พบกับ ไลโอเนล คอร์แม็ค (Willem Dafoe) มนุษย์ที่มาพร้อมวิธีการแก้พิษแวมไพร์ ซึ่งเป็นทางออกที่ดีครับ เพราะคนจะได้เลิกกินเลือดแล้วกลับไปเป็นคนธรรมดา ไม่ต้องมาฆ่ากันอีกต่อไป

เอ็ดเวิร์ดก็เลยตัดสินใจร่วมมือกับเขาและมนุษย์ที่เหลืออยู่ เพื่อช่วยให้มนุษย์กลับมาเป็นมนุษย์ดังเดิม แต่ก็แน่นอนว่าเขาไม่สามารถดำเนินแผนได้ดั่งใจนัก เพราะยังมีแวมไพร์อีกมากที่ไม่อยากกลับไปเป็นคน ประมาณว่าแวมไพร์น่ะมีพลังสารพัด ดีกว่ากลับไปเป็นคนตั้งเยอะ หรือไม่บางคนก็กลายเป็นแวมไพร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งกายและใจไปแล้ว ดังนั้นการถอนพิษแวมไพร์ก็เท่ากับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสายตาของพวกเขา ด้วยเหตุนี้พวกเอ็ดเวิร์ดเลยต้องเจอกับการไล่ล่าจนได้

อย่างแรกที่เข้าท่ามากๆ ก็คือโทนเรื่องกับการจัดแสงที่นับว่าดีทีเดียว เพราะทั้งโลกเป็นดินแดนที่มีแต่แวมไพร์อาศัย รูปแบบตึกรามบ้านช่องและในเมืองเลยออกแนวมืดๆ ไม่ค่อยมีแสงส่องถึง ซึ่งทำให้อารมณ์หนังดูหม่นไปในตัว การเดินเรื่องก็ดูเพลินใช้ได้ แม้จะมีอืดนิดๆ แต่ก็ยังได้พลังดารามาดึงความสนใจได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะ Sam Neill เจ้าของบท ชาร์ลส์ บรอมลี่ย์ แวมไพร์นักธุรกิจจอมเห็นแก่ตัว ยอมรับว่า Neill แสดงได้อย่างน่ารังเกียจมากๆ

ผมชอบพล็อตนะครับ ปมใหญ่ในเรื่องก็คือ พอคนเป็นแวมไพร์หมดโลกและต้องหาทางออกเมื่อไม่มีเลือดไว้กิน แต่หากทางออกที่ว่านั่นมีสองทางให้เลือกระหว่างแก้พิษแวมไพร์ ให้กลับกลายเป็นคนได้ กับหาเลือดมาเพิ่มไม่ว่าจะทำเลือดสังเคราะห์หรือจับคนมาขยายพันธุ์ แวมไพร์ส่วนใหญ่จะเลือกอันไหน

หนังสะท้อนความโลภของคนได้ดีครับ เมื่อคนทั้งหลายได้มีชีวิตอมตะแล้วก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อรักษาความอมตะนั้น โดยไม่สนเลยว่ามนุษย์ที่เหลือที่พวกแวมไพร์ล่าไปกินนั้น ก็คือเผ่าพันธุ์บรรพบุรุษของตนเองนั่นแหละ แต่ในความคิดของแวมไพร์ทั้งหลายกลับมองว่าตนเองมีความเหนือกว่า คิดว่าตนมีคุณค่าที่จะมีชีวิตต่อไปมากกว่า ก็เลยเลือกที่จะรอดต่อไปด้วยการล่าสังหารเพื่อนร่วมโลกซึ่งบางทีก็เคยเป็นคนรู้จักกันแท้ๆ

มันสะท้อนให้เห็นครับว่าคนจำนวนไม่น้อย เมื่อเป็นฝ่าย “ได้” แล้วก็อาจหลงระเริงในการได้นั้น จนเห็นแก่ตัว จนยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาสิ่งที่ตนได้มา (แม้ว่าคนอื่นจะลำบากหรือเสี่ยงตายแค่ไหนก็เถอะ)

การเป็นแวมไพร์ในเรื่องก็สะท้อนถึงคนในปัจจุบันเหมือนกัน แวมไพร์เปรียบดั่งอำนาจครับ เป็นอำนาจพิเศษ ก็เหมือนเงินทอง ยศศักดิ์ในสมัยนี้ ซึ่งอย่างที่เขาว่ากันครับว่าเงินทองหรือลาภยศนั้นมันไม่ได้ทำให้คนเลวขึ้นหรอก แต่ทำให้คนผู้นั้นเผยตัวตนที่เขาเป็นจริงๆ ออกมาแบบชัดขึ้น อย่างใครที่ลึกๆ เป็นคนเห็นแก่ได้ พอมีเงินมากก็จะแสดงความงก ความเห็นแก่ตัวขึ้นมาชัดกว่าเก่า หรือจริงๆ เขาอาจไม่ใช่คนที่เลวร้ายครับ เพียงแต่ยังมีวุฒิภาวะไม่พอ คุมตัวเองไม่ได้ ปล่อยใจให้หลง ให้โลภ ให้อยาก อันนี้เงินก็เผยจุดอ่อนแอนี้ได้เหมือนกัน

แต่กับบางคนที่รู้จักพอ ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็จะไม่คิดถึงแต่ตนเอง แต่จะแบ่งปันหาทางออกที่จะเบียดเบียนคนอื่นให้น้อยที่สุด ซึ่งตัวละครอย่างเอ็ดเวิร์ดก็เข้าข่ายแบบนี้ล่ะครับ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแวมไพร์ที่คิดแบบนี้ช่างมีจำนวนน้อยเหลือเกิน

Daybreakers จัดว่าเป็น “กระจก” สะท้อนแลฃะสะกิดใจเราเหมือนกันนะครับ ชวนให้ย้อนมองว่าเรานั้นเป็นคนเช่นไร เป็นคนประเภทหลงไปกับอำนาจแบบใครจะตายก็ช่างหรือเป็นคนใฝ่หาความสุขแบบเสมอภาค อยากแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คนอื่นๆ กันแน่ ซึ่งโลกนี้จะอยู่รอดได้ มีความสุขได้ก็ต้องมีคนแบบหลังให้เยอะๆ มีน้ำใจเกื้อกูลช่วยเหลือกันให้เยอะ เห็นแก่กันให้มาก เห็นแก่ตัวให้น้อย โลกมันถึงจะหมุนต่อไปได้

การที่โลกเรา สังคนเราทุกวันนี้ดูน่าอยู่น้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะพิษแวมไพร์ฝ่ายร้าย (ซึ่งก็คือการหลงในอำนาจ กับความเห็นแก่ตัว) มันแพร่ระบาดไปทั่วโดยเราๆ ไม่ค่อยจะพยายามระงับหรือคุมมันกันเท่าไร

ไม่ต้องรอให้เป็นแวมไพร์หรอกครับ เอาแค่ปัจจุบันนี่แหละ เราคุมตัวเองไม่ให้โลภ ไม่เห็นเห็นแก่ตัวได้แค่ไหน เรารู้จักบริหารตนเองไม่ว่าจะเรื่องเงินหรือการใช้ชีวิตแค่ไหน เพราะจริงๆ แล้วหากเราบริหารดีย่อมดีกับชีวิตเราในระยะยาวครับ คนที่รู้จักพอน่ะ นอกจากจะทำให้ตนเองสุขได้แล้ว ยังทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้อีกด้วย

ผมว่าตัวหนังก็แอบทำนายอนาคตเหมือนกันว่า ถ้าจากแนวโน้มของคนส่วนใหญ่ในโลกแล้ว หากเกิดเหตุการณ์แบบในหนังจริงๆ ก็เป็นไปได้ว่าคนที่เป็นแวมไพร์จะหาทางครองโลก หาทางเอาตัวรอดและคร่ามนุษย์มากกว่าจะหาทางออก หาทางอยู่ร่วมกันอย่างสงบ… เป็นการทำนายที่ชวนสยองดีแท้ๆ

การวางเรื่องในช่วงท้ายผมชอบครับ แต่อาจสะดุดนิดๆ ที่หนังจบเร็วไป ประมาณว่าดูๆ อยู่ก็อุทานขึ้นมาเลยว่า “อ้าว จบแล้วเหรอ” แต่ก็คิดว่าหนังคงเปิดโอกาสสำหรับภาคต่อล่ะครับ แต่กระนั้นก็ไม่เห็นแววว่าจะมีตอนต่อเลยๆ ทั้งๆ ที่หนังดีนะ แต่คงเพราะทำเงินไม่เยอะนัก (ทุน 20 ล้าน ได้ไป 51 ล้านจากทั่วโลก) ก็เสียดายอยู่เหมือนกันครับ

รู้สึกหนังแวมไพร์ดีๆ แต่ไม่ทำเงินนี่ผมจะเสียดายมาหลายเรื่องแล้วนะ อย่างตอน Fright Night ฉบับรีเมคก็ทีหนึ่งแล้ว ทำดีแต่ไม่ทำเงิน

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements