รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Black Christmas (2006) เทศกาลฉลองเชือด

BCM2525427

เท่าที่ดูมาถึงตอนนี้ ดูเหมือนผู้กำกับจากสำนักซีรี่ส์ The X-Files จะเหลือรอดในวงการอยู่เพียงไม่กี่คน

ซ้ำไอ้ที่รอดก็ใช่ว่าจะได้ดิบได้ดี แค่พอทู่ซี้เท่านั้น

ศิษย์ก้นกุฏิ The X-Files รายที่พอจะเชิดหน้าชูตารอดมาได้ถึงปัจจุบันก็มีแค่ Glen Morgan และ James Wong คู่นี้นี่แหละครับ

ทั้งสองถือว่าแจ้งเกิดได้อย่างสวยงามกับ Final Destination ที่ออกมาก็ดังไปพอตัว ก่อนจะเปลี่ยนไปจับงานอื่นที่เป็นแนวแอ็กชันใน The One ตามด้วยหนังหนูนรกแต่มีระดับกว่าสัตว์โลกน่ารักทั่วไปใน Willard ก่อนจะพากันมาจับ Final Destination อีกรอบในภาค 3

ส่วนเรื่องนี้คืองานชิ้นล่าสุดที่จับเอาหนังสยองขวัญสัญชาติแคนาดาปี 1974 ชื่อ Black Christmas มาทำใหม่ โดยเก้าอี้กำกับคราวนี้ Wong ยื่นให้ Morgan นั่ง เพราะตามปกติงานที่ทั้งสองร่วมกันทำคนกำกับมักจะเป็น Wong มีเพียง Willard เท่านั้นที่ Morgan กำกับ

โดยส่วนตัวผมก็อยากดูหนังเรื่องนี้ไม่ใช่น้อยล่ะครับ เพราะคู่นี้เขาทำหนังออกมาเข้าท่า โดยเฉพาะเรื่องการคุมโทนที่ถ้าจะให้สยองหม่นมืดแบบมีสีสันล่ะพี่แกทำได้จริงๆ นอกจากนี้งานชิ้นก่อนอย่าง Willard ผมก็ชอบ เพราะมันไม่ได้มีแต่ความสยองอย่างเดียว มันเจอเรื่องทางจิตวิทยาลงไปเยอะมาก ดูแล้วน่ากลัวก็ได้ สลดก็ได้

Wiilard ก็เป็นงานรีเมกอีกเช่นกัน แล้วยังรีเมกได้ดีกว่าต้นฉบับเสียด้วย

รอบนี้ผมเลยจับตามอง BC ว่า Morgan จะรีเมกออกมาได้เฉียบขาดกว่าต้นฉบับหรือไม่

ตอนเริ่มทำหนังเรื่องนี้ใหม่ Morgan ประกาศว่าเขาจะไม่แค่รีเมก แต่เขาจะ Reimagining เรื่องราวใหม่ทั้งหมดอีกต่างหาก

BC ต้นฉบับเมื่อปี 1974 นั้นผมก็มีโอกาสได้ดูแล้วล่ะนะครับ ถือเป็นหนังสยองแนวไล่ฆ่าที่เข้าท่าอีกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องบรรยากาศในวันคริสต์มาสที่กลายเป็นสีเลือดไป ฉากการฆ่าก็กดดัน ให้อารมณ์ตื่นเต้นไม่เลว กระนั้นผมก็ไมได้ติดใจอะไรนักล่ะครับ แค่พอเพลินๆ

ส่วน BC เวอร์ชั่นใหม่ ก็ยังคงเรื่องราวการฆาตกรรมในวันคริสต์มาสเอาไว้ แต่ดัดแปลงการเดินเรื่องไปบ้าง เหตุยังคงเกิดที่บ้านพักนักศึกษาหญิงที่ในอดีตเคยมีประวัติสยองเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่ชื่อบิลลี่ ที่เกิดอาการวิกลจริตสังหารพ่อเลี้ยง และแม้แท้ๆ ของตนเอง พร้อมทั้งทำร้ายน้องสาวที่ชื่อแอ็กเนสจนตาบอดไปบ้างหนึ่ง

บัดนี้บิลลี่ถูกกักตัวไว้ในโรงพยาบาลจิตเวช แต่ทุกคืนวันคริสต์มาสเขาจะหาทางกลับมาบ้านให้ได้ … คืนนี้คงไม่ต้องบอกว่าสำเร็จหรือไม่นะครับ

ส่วนพวกสาวๆ ก็นั่งเล่นในบ้าน รอแกะของขวัญกันไป ทะเลาะกันบ้างโดยไม่ระแคะระคายเลยว่ากำลังจะมีภัยถึงตายมาถึงตัว สาวๆ ที่ว่าก็ประกอบด้วย เคลลี่ (Katie Cassidy จาก When a Stranger Calls), เมลิสซ่า (Michelle Trachtenberg จากซีรี่ส์ Buffy: The Vampire Slayer และ Ice Princess), เฮเธอร์ (Mary Elizabeth Winstead จาก Final Destination 3 และ Die Hard 4.0), ดาน่า (Lacey Chabert จาก Daddy Day Care และ Lost In Space) แต่ละรายก็สวยทั้งนั้นล่ะครับ

แล้วจู่ๆ ก็มีโทรศัพท์ลึกลับโทรเข้ามาพร้อมพูดด้วยเสียงอันน่าสะพรึง ตอนแรกนึกว่าพวกโรคจิตเล่นสนุก แต่เวลาผ่านไปพวกเธอก็หายไปทีละคนๆ เท่านั้นล่ะย่อมแสดงว่ามีผู้ไม่พึงประสงค์อยู่ในบ้านแน่นอน

แล้วงานนี้ใครจะรอดใครจะตายบ้างก็ต้องดูกัน

จุดที่ต่างไปในฉบับนี้คือมีการขยายรายละเอียดที่มาของบิลลี่เยอะขึ้นครับ จากเวอร์ชันเดิมที่ไม่เล่าอะไรนัก แต่มาคราวนี้หนังมีการตัดสลับเหตุการณ์ปัจจุบันกับอดีตเล่าแบบเต็มที่ไปเลย ซึ่งก็ทำให้คนดูเข้าใจตัวบิลลี่มากกว่าเก่า จากที่บิลลี่เจอก็สมควรล่ะครับที่เขาจะกลายเป็นไอ้โรคจิตที่ฆ่าคนแบบไม่กระพริบตา ส่วนนี้ผมว่าก็ทำได้ดีเลยล่ะครับ เล่าได้โหดดี

ส่วนฉากการฆ่าก็โหดสุดขีด มีควักลูกตาแบบเห็นจะๆ เลยนะครับ แหวะเอาเรื่อง

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังไม่เลวคงเพราะไม่คาดหวังน่ะแหละ เนื่องจากได้ยินเสียงด่ามาเยอะ เห็นแต่ละคนบอกไม่สนุกเลย ซึ่งก็คงจะจริงแหละครับ เพราะหนังมันออกจะมีลีลาการเดินเรื่องที่ไม่เหมือนใครไปหน่อย บางทีก็ไวจนตามไม่ทัน แต่ผมก็ว่าFอเคนะ หลายๆ อย่างมันอาจจะขาดเกินไปบ้าง บทบางทีก็งี่เง่า เช่นถ้ารู้ว่ามีฆาตกรอยู่แล้วทำไมไม่รวมตัวกันดีๆ จะวิ่งหนีแยกทางกันให้มันเชือดเรียงตัวทำไมหรือ ลองว่าเป็นคนดูหนังสยองมาเยอะก็คงอดหงุดหงิดไมได้ล่ะครับ ตัวละครไหงฉลาดน้อยแบบนี้ สวยแค่ไหนก็ไม่ค่อยอยากให้อภัย

ดาราในเรื่องสวยครับ คัดน่ารักๆ มาเลย แต่ก็ช่วยหนังไว้ไม่ได้หรอกครับ อย่างแรกคือไม่มีอะไรวับแวมนะ มันฆ่ากันอย่างเดียว การแสดงก็ไม่ได้น่าชื่นชมปรบมือ เพราะรู้สึกเธอจะมาแสดงเป็นตัวเองกันมากกว่าน่ะครับ ไม่เห็นจะมีใครเด่นขึ้นมาสักราย ตอนแรกนึกว่าไม่มีนางเอกด้วยซ้ำเพราะไม่มีใครราศีจับซักคน

… จะว่าไปคนที่รอดก็ไม่เชิงเป็นนางเอกด้วยซ้ำไปครับ แค่เป็นคนที่รอดเท่านั้นเอง

งานนี้ Morgan ก็เสียไปหลายคะแนนครับ เล่นบอกว่า Reimagining ด้วย แต่รีไม่ค่อยจะออกรส ผลออกมาแค่ในระดับพอดูได้เท่านั้น ส่วนที่แกทำได้ดีคือเรื่องบทน่ะครับ การเล่าปูมหลังของบิลลี่ รวมไปถึงการหักมุมช่วงท้ายก็ทำได้ดี เพียงแต่การนำเสนอมันดูจะขอไปทียังไงก็ไม่รู้ เหมือนจะแค่เล่าๆ ให้มันจบไป ไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่ อารมณ์ในแต่ละฉากมันเลยแหม่งๆ เหมือนจะดีแต่ก็ไม่ดี เหมือนจะเข้าแต่ก็ไม่เข้า

เท่าที่ฟังมาเหมือนแกจะโดนสตูดิโอบงการมาหน่อยๆ ด้วยล่ะครับ เพราะตอนแรกเขาตั้งใจให้คนตายน้อยราย ให้ตัวละครมีสมองหน่อย แต่ Dimension ผู้สร้างกลับบอกให้เพิ่มแกคนตายเยอะๆ จะได้โหดๆ รุนแรง เพราะคนดูชอบความโหด ให้มันตายกันเยอะๆ แหละดีแล้ว

จริงๆ ตายเยอะไม่เป็นปัญหา แต่ตายโง่นี่สิครับ

งานนี้พี่ Morgan ก็คงเซ็งไปเลยล่ะครับ เพราะหนังไม่ได้ยอดเยี่ยมนัก ซ้ำยังมาโดนบาปซ้ำกรรมกระทืบ เพราะรายได้ก็ไม่เข้าเป้า เนื่องจากโดนต่อต้านที่ดันเอาหนังสยองไปฉายในคริสต์มาส แม้เรื่องจะเกิดคืนคริสต์มาสก็เถอะ แต่คริสเตียนหลายรายก็ออกมาคว่ำบาตรกันทั้งสิ้น เพราะเป็นคืนศํกดิ์สิทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาล้อเล่น

เศร้าแทน

Morgan เคยบอกเอาไว้นะครับว่าหากหนังเรื่องนี้ไม่ทำเงินอีก เขาจะเลิกกำกับหนังตลอดไป … เห็นทีงานนี่คงเป็นงานชิ้นสุดท้ายของแกแล้วล่ะครับ

ก็ไม่ใช่หนังสยองขึ้นหิ้งอะไรครับ ดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ แต่ก็เรื่อยๆ โอเคน่ะครับ สำหรับการเปรียบเทียบ ต้นฉบับชนะขาดงานนี้ ดีกว่าฉบับนี้เยอะ

ฉบับนี้จริงๆ ก็ท่าจะดีแล้วล่ะครับ เพราะบรรยากาศถือว่าใช้ได้นะ มุมกล้องก็โอเค กดดันพอได้ บทก็ดี เสียอย่างเดียวที่การเล่าเรื่องมันรีบร้อนไปหน่อย ซ้ำยังไปเน้นแต่คนตายๆๆๆๆ เป็นหลัก เน้นแต่ฉากโหด ถ้าตัดฉากโหดให้น้อยลงหันมาสร้างความหนักแน่นให้เรื่องราว อย่างที่ Morgan ทำได้มาแล้วใน Willard มันคงออกมาสนุกกว่านี้ล่ะครับ

ใน Willard ตายกันแค่ศพเดียวเองมั้ง แต่น่าติดตามไปจนจบเรื่อง

อีกส่วนหนึ่งคือดาราที่สวยจริง แต่ไม่ประทับใจเรื่องการแสดงเลย

สรุปคือ ดูได้สำหรับคอหนังไล่ฆ่าครับ โหดดีเหมือนกัน แต่อย่าหวังอะไรมากนะครับ

ดาวครึ่งครับ

Star12

(5/10)

Advertisements