Adventure

Amelia (2009) อมีเลีย สู้เพื่อฝัน บินสุดขอบฟ้า

Amelia-Poster-001

อมีเลีย แอร์ฮาร์ท ชื่อนี้หลายท่านอาจจะคุ้นเคยนะครับ เพราะเคยมีการกล่าวถึงใน Night at the Museum: Battle of the Smithsonian ซึ่งเธอมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในฐานะนักบินหญิงคนแรกที่สามารถบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ

เธอมักจะตั้งเป้าบินระยะไกลเพื่อท้าทายขีดความสามารถตนเอง ซึ่งเธอก็ทำได้ตลอดมาครับ จนกระทั่งเที่ยวบินสุดท้ายที่เธอพยายามบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค แต่แล้วในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 เครื่องบินของเธอกลับขาดการติดต่อและหายสาปสูญไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย จึงสันนิษฐานกันว่าเธอและผู้ช่วยนักบินคงจะเครื่องตกกลางมหาสมุทร

ยอมรับครับว่าเรื่องราวของเธอน่าสนใจมาก นอกจากเรื่องความกล้าในฐานะนักบินหญิงแล้ว เรื่องชีวิตรักของเธอก็เป็นที่กล่าวขวัญครับ เพราะแม้เธอจะอยู่กินคบหากับ จอร์จ พัตนั่ม บรรณาธิการชื่อดังของอเมริกา แต่ก็มีข่าวว่าเธอได้มีสัมพันธ์อย่างลับๆ กับ จีน ไวดอล นักกีฬาโอลิมปิคคนดังอีกด้วย แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเธอกับเขามีสัมพันธ์กัน มีเพียงข่าวลือปากต่อปากเท่านั้น

แล้วในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกทำเป็นหนังครับ กำกับโดย Mira Nair ผู้กำกับหญิงชาวอินเดียเจ้าของผลงานอย่าง Salaam Bombay!, Kama Sutra: A Tale of Love และ Monsoon Wedding ถือเป็นอีกหนึ่งหนังที่คนสนใจครับ แต่ผลออกมากลับยังไม่เด็ดอย่างที่คาดหวังกัน

หนังจับเอาเรื่องราวความเด็ดเดี่ยวของอมีเลีย (Hilary Swank) มาบอกเล่า รวมถึงชีวิตรักของเธอกับ จอร์จ พัตนั่ม (Richard Gere) และสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างเธอกับจีน ไวดอล (Ewan McGregor) แล้วหนังก็เล่าไปจนถึงเหตุการณ์วันสุดท้ายที่เธอหายไประหว่างบินข้ามแปซิฟิค

ตัวหนังค่อนข้างธรรมดาครับ ไม่ได้น่าประทับใจนักในช่วงแรกที่เล่าเรื่องแบบเรื่อยๆ ไม่มีการจับประเด็นมาดึงความสนใจ อารมณ์หนังก็ดูกระจัดกระจาย เหมือนจับเรื่องนั้นแล้วก็ย้ายไปเรื่องนี้ โดยที่คนดูไม่สามารถซึมซับอารมณ์หรือความเด็ดเดี่ยว แกร่งดั่งชายของอมีเลียได้สักเท่าไร

ยอมรับว่าแปลกใจเหมือนกันครับที่หนังออกมาเรื่อยๆ นิ่งๆ ไม่มีอะไรชวนติดตามนัก หรือในส่วนของการแสดงนั้น จริงๆ Swank เมคอัพได้เหมือนอมีเลียมากนะครับ เหมือนจนน่าขนลุก แต่ก็น่าแปลกที่คาแรคเตอร์ของอมีเลียกลับไม่สามารถจับใจคนดูได้นัก ในขณะที่ Gere ก็มาเป็นพัตนั่มได้สบายอยู่แล้วน่ะครับ พอๆ กับ McGregor ที่ลื่นไปกับบทไวดอลได้อยู่แล้ว แต่พวกเขากลับไม่ค่อยเด่นนัก

ไปๆ มาๆ คนที่แสดงได้ลงตัวและเด่นสุดกลับเป็น Christopher Eccleston เจ้าของบท เฟร็ด นูแนน ผู้ช่วยนักบินของอมีเลียที่ดูมีชีวิตชีวาและเป็นผู้ช่วยนักบินที่น่ารักจนน่าจดจำ

ช่วงที่จัดว่าเข้าท่าจริงๆ ต้องยกให้ช่วงเที่ยวบินสุดท้ายของอมีเลียครับ ซึ่งก็คือไคลแม็กซ์สุดท้ายแล้วล่ะ เป็นช่วงที่ทำได้ดีมาก ลุ้นมาก น่าติดตามมาก แม้ผมจะรู้อยู่แล้วว่าเธอและเฟรด นูแนนไม่อาจพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้หรอก แต่หนังก็ทำให้ผมลุ้น ทำให้ผมตื่นเต้นจนได้ เรียกว่าเกิดความรู้สึกถึงขั้นไม่อยากให้เธอต้องพบจุดจบเลยล่ะครับ ว่าง่ายๆ คือดูแล้วแอบเชียร์เธอน่ะฮะ แม้จะรู้ดีก็เถอะว่ายังไงเธอก็ต้องหายไป

หนังมาดีมากๆ เอาตอนสรุปน่ะครับ นี่ถ้าหนังทำดี ปูพื้นดี ทำได้น่าติดตาม ชี้ชวนให้คนดูได้ลงลึกไปกับตัวตนความเป็น “อมีเลีย” แบบสม่ำเสมอนะ รับรองว่าฉากสุดท้ายมีน้ำตาไหลพรากแน่ๆ เพราะตอนท้ายทำได้ลงตัวมากจริงๆ ลงตัวจนแทบขนลุกแน่ะ

ก็เสียดายน่ะนะครับ ดาราก็เลือกมืออาชีพมา แต่บทน่ะไม่เข้มข้นพอ เรื่องราวไม่เร้าอารมณ์ ไม่ชวนติดตามเท่าที่ควร เล่าแบบเรียบเรื่อยไปหน่อย เหมือนผมเล่าให้ฟังผ่านตัวอักษรบรรทัดบนๆ นั่นแหละครับ นิ่งเรียบประมาณนั้นเลย

ครับ ตัวหนังไม่สนุกนัก จะมีดี (ถึงขั้นดีมากๆ) ก็ปาเข้าไปตอนจบ แต่อย่างน้อยหนังก็มีดีในเรื่องสาระนะครับ สิ่งที่ชวนให้เราคิดทบทวบเกี่ยวกับความหมายที่แท้ของชีวิต…

หนังทำให้ผมตระหนักได้อย่างหนึ่ง… ผมมักพร่ำบอกใครๆ ว่า ค้นหาใจตนเองให้พบเจอ เพราะความสุขอันแท้จริงมันอยู่ที่ใจ แต่ผมก็ตระหนักดีครับว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะเข้าใจความจริงนี้หรือตระหนักรู้ได้ในทันที

บางคนอาจต้องใช้เวลาเข้าใจมันเป็นสิบๆ ปี รอให้หลายสิ่งกระซิบบอกทีละคำๆ กว่าจะครบประโยคเต็มความหมายก็ต้องรอนานเอาเรื่องทีเดียว บางคนก็อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ

นอกจากเวลาแล้ว เรื่องวิธีก็เหมือนกันครับ การที่คนเราจะคิดได้ รู้ได้ เข้าใจได้ก็ต้องผ่านประสบการณ์บางอย่างที่จะกระทุ้งจิตจิต เจอเรื่องที่เหมาะสมกับจริตของเราเสียก่อน อย่างบางคนอาจต้องนั่งนิ่งๆ บางคนอาจต้องอ่านหนังสือ บางคนอาจต้องดูหนัง บางคนอาจต้องเดินป่า บางคนอาจต้องถ่ายรูป บางคนอาจต้องขับรถ บางคนอาจต้องขับเครื่องบิน ท่องไปให้ทั่วโลกก่อน… อย่างอมิเลีย

อมีเลียเดินทางไปทั่ว เธอมีความสุขกับการบิน เธอมักคิดเสมอว่าการบินคือวาระที่เธอมีความสุขที่สุด คือวาระที่เปี่ยมความหมายที่สุด เธอจึงหมั่นบินเพื่อนำตนเข้าสู่สภาวะแห่งความพึงพอใจนั้น

แต่แล้วในช่วงสุดท้ายของชีวิต เธอกลับค้นเจอความจริงขณะบินว่าความสุขแท้มันไม่เคยอยู่ไกลเลย จริงที่เธอบินแล้วมีความสุข แต่มันหาใช่ความสุขที่มากที่สุดไม่

… ความสุขที่สุดของเธอใม่ใช่ตอนบิน แต่เป็นตอนที่เธอรู้ว่าอีกไม่นานเธอจะถึงที่หมาย อีกไม่นานเธอจะได้พบเจอกับจอร์จ พัทนั่ม สามีของเธอ

นี่ไงครับ ฉากช่วงท้ายถึงได้โดนถึงอารมณ์ หนังสามารถเอาประเด็นดีๆ นี้มาขยี้ใจคนดูได้อย่างอยู่หมัด… เสียดายขยี้ช้าไปหน่อย

รู้ไหมครับว่าระหว่างชมหนังอยู่ แม้จะเห็นอมีเลียตรงหน้าแต่ก็รู้สึกเหมือนกับว่าไม่เข้าใจเธอนัก… ผมมาย้อนคิดเมื่อดูถึงฉากสุดท้ายว่า บางครั้งอาจเพราะเธอก็ยังไม่เข้าใจตนเองก็ได้ครับ หนังอาจพยายามนำเสนอแบบนั้น ซึ่งพอดูจนจบก็รู้สึกถึงตรงนี้ชัด เพราะมันทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเธอถึงอยากไปที่ไกลๆ อยากบินไปให้ทั่ว… เพื่อหาใจมาคืนสู่ตัวเธอ เธอเองก็คงอยากรู้เหมือนกันว่า “ฉันจะรู้สึกพอ รู้สึกเต็มได้จากที่ไหน” แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่รู้เมื่อสายไปสักหน่อย

ผมว่าหนังมีแนวทางที่เหมาะนะครับ แต่การนำเสนอมันอาจจะธรรมดาไป ไม่ได้ชวนให้ติดตามเท่าไร หนังเลยออกมาแค่ดูได้เรื่อยๆ แต่ไม่ถึงขั้นน่าจดจำ

จุดดีอีกอย่างในหนังที่ผมอยากพูดถึงก็คือดนตรีครับ ทำได้ดีจริงๆ เป็นผลงานของ Gabriel Yared ทำให้นึกถึงท่วงทำนองสไตล์ Ennio Morricone แต่ไม่อลังการหรือโหยหวนเท่า แต่ก็จัดว่าทำให้หนังโอเคขึ้นได้เยอะทีเดียว โดยเฉพาะตอนท้ายที่เร้าอารมณ์เราได้สำเร็จ

Amelia หรือ อมีเลีย สู้เพื่อฝัน บินสุดขอบฟ้า… หลายอย่างถึงฟอร์มครับ แต่การเดินเรื่องกับบทมันยังไม่จับใจพอ นี่ถ้าจับใจนะครับแววออสการ์ก็มาแบบรำไรเลยล่ะ

ถ้าถามว่าน่าดูไหม ก็เหมาะสำหรับคอหนังชีวิตน่ะครับ ซึ่งผมไม่อยากให้คาดหวังมากนะครับ ดูแบบไม่ต้องคิดมากแล้วกัน อย่างน้อยช่วงท้ายดีๆ ก็รอคุณอยู่น่ะแหละ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)