รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Blair Witch Project (1999) สอดรู้ สอดเห็น สอดเป็น สอดตาย

1369391985

ในปี 1994 มีนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ 3 คนได้แก่ เฮเธอร์ โดนาฮิว, โจชัว เลนเนิร์ด และ ไมเคิล วิลเลี่ยมส์ ได้เดินทางไปถ่ายทำหนังสารคดีเกี่ยวกับตำนานแม่มดแบลร์ ที่แถวๆ ป่าแบล็คฮิลล์ เมืองเบอร์กิทส์วิลล์ รัฐแมรี่แลนด์ และหลังจากพวกเขาเดินทางเข้าป่าไป ก็ไม่มีใครพบเห็นพวกเขาอีกเลย…

5 ปีต่อมามีคนพบฟิล์มสารคดีที่พวกเขาถ่ายทำ ถูกทิ้งไว้ในป่าแบล็คฮิลล์ และหนังเรื่องนี้ก็ร้อยเรียงจากฟิล์มเหล่านั้น…

ครับ และนี่คือต้นตำนานแห่งหนังสไตล์ “ฟิล์มที่ถูกค้นพบ” ที่ประสบความสำเร็จกันไปแบบมหาศาล ถึงขนาดกินเนสบุ๊คยังบันทึกเอาไว้ครับว่าเป็นหนังที่ทำกำไรไปสูงสุดเมื่อเทียบกับทุนสร้างน่ะนะครับ เพราะหนังลงทุนไปประมาณ 22,000 เหรียญ แต่ทำเงินจากทั่วโลกมาประมาณ 240 ล้านเหรียญครับ

อันว่าความสำเร็จของหนังเรื่องนี้อาจทำให้หลายคนสงสัยนะครับว่าอะไรจะฮิตได้ขนาดนั้น ทั้งที่คนไทยมากมายดูแล้วก็รู้สึกงั้นๆ เพราะจะว่าไปหากพูดถึงตัวหนัง มันก็คือคลิปที่มีคน 3 คนวิ่งไปพูดมา เล่าตำนานสลับฉากกันไป แล้วกว่าจะมีฉากให้ตื่นเต้นตกใจก็ปาเข้าไปตอนท้ายแล้ว ในขณะที่ผีสางก็ไม่เห็นสักตัว ออกจะแตกต่างจากหนัง “ฟิล์มที่ถูกค้นพบ” ในยุคหลังที่ความสยองค่อนข้างเห็นชัดมากขึ้น มีผีหรือฉากน่ากลัวๆ แบบโจ่งแจ้งมากขึ้น

แต่ความสำเร็จของหนังมีคำอธิบายครับ เพราะทีมงานสร้างได้ช่วยกันโปรโมตด้วยวิธี “เล่าตำนาน บอกต่อๆ กัน” อย่างแรกคือ การกุตำนานสยองแม่มดแบลร์นี่ขึ้นมา ใช่ครับ ตำนานนี้ถูกกุขึ้นโดย Daniel Myrick และ Eduardo Sánchez ผู้กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้ เขาช่วยกันผูกตำนานขึ้นมาให้เหมือนจริงโดยหยิบยืมเอาเค้าโครงมาจากประวัติศาสตร์ เช่น เอลลี่ เค็ดเวิร์ด ชื่อของแม่มดแบลร์นั้นก็เอามาจากชื่อ Edward Kelley คนในศตวรรษที่ 16 ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้วิเศษ หรือ รัสติน พาร์ ที่ในตำนานของหนังเรื่องนี้อ้างว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่สังหารเด็กอย่างโหดเหี้ยมและอาจจะถูกบงการโดยแม่มดแบลร์นั่น ก็เอาชื่อ Rasputin พ่อมดในตำนานของรัสเซียมาสลับตำแหน่งนั่นเอง

พวกเขาก็ช่วยกันสร้างตำนานแม่มดแบลร์ให้เหมือนจริงที่สุด ก่อนจะทำเว็บไซต์ กุข่าวลือ กุตำนานให้คนเล่ากันแบบปากต่อปากจนทำให้กระแสแม่มดแบลร์ระบาดไปทั่วครับ มีคนมากมายเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง ไหนจะสารคดีพิเศษที่พวกเขาทำขึ้น เหมือนสารคดีตามช่อง Discovery เลยครับ ฉายทางทีวีแล้วก็เอาคนมาอุปโลกน์เป็นอาจารย์ของ 3 นักศึกษาบ้าง เอาฟุตเตจคำสัมภาษณ์ของรัสติน พาร์มาออกบ้าง… ทำขนาดนี้ หากคนจะเชื่อกันก็คงไม่แปลกล่ะครับ

ด้วยเหตุนี้กระแสของหนังจึงแรงมาก คนพร้อมจะจ่ายเงินเข้าไปดูหนังที่พวกเขาทุกคน “เชื่อ” ว่าเป็นคลิปที่รวมมาจากฟิล์มจริง… ว่ากันว่าตราบจนทุกวันนี้ก็ยังมีคนเชื่ออยู่นะครับ อีกทั้งหนุ่มสาวมากมายพอได้ทราบตำนานเหล่านี้ก็พากันเดินทางไปยังเบอร์กิทส์วิลส์ เพื่อเข้าป่าไปล่าแม่มดกันเลยล่ะครับ

The_Blair_Witch_Project_Movie_Still

นี่แหละครับเคล็ดลับการทำหนังสยองให้ประสบความสำเร็จ นั่นคือการทำให้ “เมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ” งอกในสมองของผู้คน ถ้าทำให้พวกเขาเชื่อได้แล้ว งานก็จะง่ายไปกว่าครึ่งครับ ที่เหลือก็ให้จินตนาการของแต่ละคนไปทำงานกันเอง

จินตนาการนี่ตัวเพิ่มดีกรีความน่ากลัวได้ชะงัดนักครับ ภาพตรงหน้าเราจะเห็นเลือดเลอะแหวะแค่ไหนก็ตาม แต่ภาพความสยองที่เกิดในหัวเรา เกิดจากจินตนาการของเรามันจะสยองที่สุด เพราะสมองเรามันรู้ครับว่าเรากลัวอะไรผวากับภาพแบบไหนที่สุด และเมื่อถึงเวลาที่เราคิดถึงเรื่องน่ากลัว สมองเราจะจัดสรรสร้างภาพที่เรา “กลัว” ที่สุดขึ้นให้แบบอัตโนมัติ

ใครจะสร้างภาพน่ากลัวแค่ไหนมาให้เราดูแค่ไหน เราก็อาจไม่กลัวเท่ากับ ภาพที่สมองของเราจัดให้ครับ หลักการนี้ก็ใช้ได้กับเรื่องไม่สยองด้วยนะครับ เช่นอ่านนิยายแฟนตาซีแล้วเรานึกภาพตาม สมองเราก็จะจัดสรรภาพที่มาจากพื้นความคิดของเรา และเราคุ้นเคยชมชอบมัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนังซึ่งสร้างจากนิยายทั้งหลายพอดูแล้วมันก็ไม่อร่อยเท่าตอนเราอ่านแล้วจินตนาการเอง (ยกเว้นถ้าคนทำเขามีพื้นจินตนาการคล้ายเราหรือทำออกมาใกล้กับที่เราคิดพอดี อันนั้นก็อาจทำให้เรารู้สึกชอบได้เหมือนกัน)

ถ้าเราจะว่ากันถึงตัวหนัง มันอาจไม่ได้พิเศษอะไรน่ะครับ เทคนิคความน่าตื่นตา หรือการวางเรื่องให้ลุ้นมันอาจไม่มากเท่า Cloverfield หรือ Paranormal Activity แต่เทคนิคการสร้างกระแสนี่ยกให้เขาเลยครับ ทำได้ดีจริงๆ อย่างผมนี่ก็มีโอกาสได้ดูสารคดี “ปลอม” ที่พวกเขาทำออกมา ตอนนั้นรู้สึกทางนนทนันนท์จะเอามาฉายทางทีวีที่ช่อง 5 (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) พากย์ไทยด้วย เป็นการโหมเรื่องเรื่องสยองของหนังได้ดีเลยล่ะครับ

ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างโอเคกับหนังครับ มันก็สยองแบบกดดันไม่เลว จริงๆ หนังก็ใช้หลักแห่งการจินตนาการของคนเหมือนกันนะครับ ไม่ว่าจะการปูพื้นตำนานแม่มดแบลร์ในหนังให้เราได้รับรู้ ผมชอบฉากที่ผู้หญิงอุ้มลูกพยายามจะเล่าตำนานแล้วลูกเขาพยายามเอามือปิดปากแม่น่ะครับ มันได้อารมณ์จริงๆ ว่าตำนานนี้น่ะมันมีอยู่ จนถึงขั้นเด็กยังกลัว

หลักการสร้างความกลัวแบบ “เล่าเกริ่น” หนังเรื่องนี้ก็เอามาใช้ครับ เล่าตำนานก่อนให้คนดูรับรู้ แล้วจากนั้นเรื่องน่ากลัวๆ ในตอนท้ายคนดูจะผวาได้ไม่ยาก ยิ่งตำนานเล่าไว้แบบไหนแล้วตัวละครไปเจอเรื่องคล้ายๆ กัน แค่นั้นล่ะครับความกลัวพร้อมจะไหลมาแม้ว่าเราจะไม่เห็นอะไรก็ตาม

ถือเป็นตัวอย่างของหนังเล็กๆ ที่วางแผนดีเยี่ยมจนประสบความสำเร็จอย่างงดงามครับ และยังเป็นหนังชวนให้วิเคราะห์เกี่ยวกับ “ความกลัว” ของคนด้วยครับ ว่าการรับรู้นั้นสำคัญนัก มนุษย์คงไม่กลัวแม่มดแบลร์หากไม่เคยได้ยินและไม่มีตำนานที่กุมาอย่างน่าเชื่อถือ เราอาจขำใส่เหมือนที่คนมากมายขำใส่คายาโกะและผีเด็กโปะแป้ง หรือคนประเทศอื่นคงฮากับกระสือในขณะที่ตำนานกระสือยังทำให้คนไทยเรากลัวได้เสมอยามเห็นแสงไฟไหวๆ ที่ปลายคันนา

ไม่ว่าสิ่งที่เรากลัวจะมีจริงหรือไม่ แต่หากใจเราพร้อมปรุงแต่งให้เชื่อว่ามันมีจริงๆ แล้ว ยังไงความกลัวก็จะปรากฏ

ว่าแต่… เราปล่อยให้สมองและจินตนาการหลอกตัวเองให้กลัวไปกี่สิ่งแล้วหนา

สองดาวครึ่งค่าความสร้างสรรค์ครับ

Star22

(7/10)

the-blair-witch-project-376471l

Advertisements