รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Paranormal Activity 3 (2011) เรียลลิตี้ ขนหัวลุก 3

220px-ParanormalActivity3Poster

สิ่งแรกที่คิดตอนดูหนังเรื่องนี้คือ… คุณสมบัติสำคัญของลูกเขยในตระกูลนี้ต้องบ้ากล้องวีดีโอกันทุกคนใช่ไหมเนี่ย?

ภาคแรกมิชา สามีของเคธี่ก็บ้ากล้อง ถ่ายมันตลอดจนได้หนังมาหนึ่งเรื่อง พอมาภาคสองแดเนียลสามีของคริสตี้ก็บ้ากล้องพอกัน ถ่ายจนได้หนังมาอีกหนึ่งภาค ครั้นเรื่องเดินมาถึงภาคสาม เดนนิส (Christopher Nicholas Smith) แฟนหนุ่มของจูลี่ (Lauren Bittner) ที่เป็นแม่ของเคธี่และคริสตี้ก็ยังเดินท่อมๆ ไปทั่วบ้านพร้อมกล้องถ่ายวีดีโอติดมืออีกเช่นเคย

ยอมรับเลยครับว่าพี่เดนนิสแกอึดจริงๆ เพราะสองภาคแรกมันเป็นยุคปัจจุบัน กล้องถ่ายวีดีโอมันเล็กและน้ำหนักเบา ดังนั้นการจะเดินไปถ่ายไปย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กับภาคนี้เรื่องมันย้อนไปปี 1988 สมัยนั้นกล้องวีดีโอมันหนักหลายกิโลเลยนะครับ แต่พี่แกก็ยังเดินแบกถ่ายแบบไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ขนาดเดินเข้าห้องน้ำไปหาเมียก็ยังแบกติดมือเข้าไปด้วย… ดูไปแอบหนักแทน แบกกล้องทั้งวันแบบนี้จะมีแรงทำอย่างอื่นไหมครับพี่ ^^

และที่แอบขำก็คือ ปกติชาวบ้านเขาคงถ่ายรูปแบบธรรมดา เก็บลงอัลบั้มเป็นความทรงจำ หรือไม่ถ้าจะถ่ายวีดีโอก็จะตั้งกล้องในงานสำคัญๆ เป็นส่วนมาก แต่กับพวกพี่แกนี่ถ่ายได้โล่ห์จริงๆ

แต่ก็นั่นล่ะครับ ไม่ถ่ายแล้วจะได้มาเป็นหนังฮิตเรื่องนี้รึ อิอิอิ

Paranormal Activity 3 เป็นการย้อนเล่าเรื่องไปในปี 1988 ตอนที่สองพี่น้องเคธี่และคริสตี้ยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ พวกเธออาศัยอยู่กับแม่และแฟนใหม่ (ที่บ้ากล้องอย่างแรงจนถ่ายละเอียดให้เราเห็นทุกช็อต)

แล้วหนังก็เปิดเผยให้เราได้รู้ครับว่าคริสตี้นั้นมีพฤติกรรมแปลกๆ ชอบพูดคนเดียวอยู่บ่อยๆ ครั้นเดนนิสสังเกตเห็นและลองถามหนูน้อยคริสตี้ว่าทำไมพูดคนเดียวบ่อยๆ เธอก็เฉลยว่าเธอไม่ได้พูดคนเดียว แต่พูดกับโทบี้ต่างหาก

ว่าแต่โทบี้คือใคร… เขาเป็นเพียงเพื่อนในจินตนาการที่เด็กๆ มักจะมีเสมอในวัยเด็กหรือเป็นอะไรที่เหนือธรรมชาติกันแน่… และจะเกิดอะไรกับครอบครัวนี้ ก็ลองไปติดตามใน เรียลลิตี้ ขนหัวลุก 3 นะครับ

โดยส่วนตัวภาคนี้ถือว่าออกมาไม่เลวครับ ผมออกจะชอบมากกว่าภาคก่อนในหลายจุด เริ่มจากการจัดเต็มมากขึ้นในเรื่องความลึกลับ ที่ปกติภาคก่อนๆ เราจะไม่ค่อยได้แห็นความผิดปกติอะไรบนจอนัก ต้องรอจนใกล้ๆ จบ Paranormal ถึงจะเริ่มมี Activity แต่กับภาคนี้หนังไม่รอช้าครับ ใส่ภาพแปลกๆ ชวนสงสัยมาตั้งแต่ต้น บางฉากก็มาแบบจะๆ ตากันไป ไม่ต้องสงสัยเลย (อย่างตอนพี่เลี้ยงเด็กนั่น)

แต่ฉากที่ผมชอบหน่อยมันมีอยู่ช็อตหนึ่งครับ ตอนที่เทปมันจะกรอเร็วขึ้น แล้วก็มีตัวละครหนึ่งยืนตรงประตู รู้สึกผวาสันหลังวาบดีทีเดียว ส่วนกลยุทธ์ในการสร้างความน่ากลัว นำข้อมูลชวนผวาใส่สมองคนดูก็มีทั้งวิธีเก่าและวิธีใหม่มาผสมกัน

ที่บอกว่าวิธีเก่าก็คือ การใส่ข้อมูลและเรื่องเล่าน่ากลัวๆ บอกกับคนดูให้เก็บไปจินตนาการต่อเอาเองแบบที่ใช้ได้ผลมาแล้วใน 2 ภาคแรก อย่างความเชื่อที่ว่าเด็กๆ มักจะเห็นวิญญาณได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่อะไรทำนองนั้น แล้วก็ผสมด้วยวิธีใหม่ (แต่หนังผีส่วนใหญ่ก็ใช้กันมาเยอะแล้ว) อย่างการวางยาให้คนดูระแวงครับ ย้ำบ่อยๆ ว่ามีบางสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่รอบๆ ตัวเรา อย่างตอนที่คริสตี้บอกแม่ว่า “คุยกับโทบี้สิคะ เขาอยู่ข้างๆ แม่นั่นล่ะ” แค่นี้ก็สร้างบรรยากาศกึ่มๆ ได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะ ก่อนจะต่อด้วยการจัดเต็มแสดงอำนาจผีให้เห็นจะๆ กันไปเลย ซึ่งการอาละวาดของผีภาคนี้ก็จัดเต็มมากกว่าคราวก่อนครับ แล้วเรายังได้รู้ได้เห็นที่มาที่ไปอันจะนำไปสู่เรื่องราวในสองภาคแรกด้วย

แต่ยอมรับนะครับว่าการเฉลยนั้นบางทีก็ไม่ชวนผวาเท่าภาคแรกที่ตัวละครเจอผีแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรเลย และการเผยปมในคราวนี้ในความรู้สึกก็ออกจะขัดๆ อยู่เหมือนกัน มีทั้งที่สมเหตุผลและออกจะไม่เข้ากับสิ่งที่เรารู้ในภาคก่อนๆ (อารมณ์เดียวกับตอนเจอคำเฉลยที่มาของซอมบี้ใน REC ภาค 2 นั่นล่ะครับ) บางอย่างดูไม่เข้ากับภาคแรกๆ แต่ก็นั่นล่ะครับ คาดว่าภาคต่อไป (มีแน่ๆ ครับ เขาวางแผนทำกันแล้ว) น่าจะมีการอุดรอยรั่วในระดับหนึ่ง

ว่ากันโดยรวมๆ หนังภาคนี้ก็จัดว่าสยองเยอะอยู่ครับ หลายฉากก็ทำได้น่ากลัวทีเดียว โดยเฉพาะบทสรุปที่น่าจะถือว่าระทึกที่สุดในบรรดาหนังทั้ง 3 ภาค แต่ในใจก็ยังรู้สึกชอบภาคแรกที่สุดอยู่ดีครับ ในฐานะที่มันพอดี พอเหมาะ ลงตัว ไม่เยอะเกินไป สยองแบบได้บรรยากาศค่อยเป็นค่อยไป และตัวละครก็ค่อนข้างหมดหวังจนน่าเอาใจช่วยอีกด้วย

โอเคในระดับสองดาวนิดๆ ครับ

Star21

(6/10)

Advertisements