รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Paranormal Activity (2007) เรียลลิตี้ ขนหัวลุก

MV5BMjY1NjcxODQ4MV5BMl5BanBnXkFtZTcwMzUxNjM4Mg@@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

ผมยังจำกระแสตอนหนัง The Blair Witch Project มาฉายในบ้านเราได้ หลังจากหนังทำเงินและได้รับการกล่าวขวัญมาจากเมืองนอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน แต่พอคนไทยดูกลับเฉยๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะแนวทางมันไม่ได้เข้ากับวัฒนธรรมบ้านเรา ที่ถ้าพูดถึงหนังผีล่ะก็ ต้องเป็นผีที่หน้าเละ น่ากลัว หรือไม่ก็ต้องมีฉากการฆ่าที่น่าสะพรึง นั่นถึงจะเข้าอีหรอบหนังน่ากลัวสำหรับบ้านเรา

The Blair Witch Project จึงเป็นหนังสยองแนวเรียลลิตี้ยุคบุกเบิกที่จัดว่าเข้าเป้าที่อเมริกา แต่น้ำเสียงของคนดูประเทศอื่นยังก่ำกึ่ง ชอบบ้างไม่ชอบบ้างแล้วแต่รสนิยม

แต่กับ Paranormal Activity นี่คงต้องเรียกว่าสามารถตอบโจทย์คนดูได้ทั่วโลก เพราะเรื่องผีตามมาหลอกหลอนถึงบ้านนั้น มีการกล่าวถึงอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะที่ไหน ไม่เหมือนเรื่องแม่มดหรือการไปเข้าป่าลองของที่อาจจะไกลตัวคนดูส่วนใหญ่ไปสักหน่อย

เรื่องราวใน เรียลลิตี้ ขนหัวลุก นี้ก็ว่ากันแบบง่ายๆ ครับ ตัวเอกคือ เคธี่ (Katie Featherston) กับ มิชา (Micah Sloat) คู่รักที่อยู่กันอย่างมีความสุขในบ้านหลังสวย แล้วอยู่มาวันหนึ่งมิชาก็นำกล้องถ่ายวีดีโอเข้าบ้าน ตอนแรกพวกเขาก็ถ่ายกันแบบสนุกๆ ครับ จนกระทั่งจู่ๆ ในบ้านเกิดมีเรื่องประหลาด ไม่ว่าจะเสียงแปลกๆ หรือข้าวของเคลื่อนย้ายได้ นั่นทำให้เขาตัดสินใจเอากล้องมาตั้งจับภาพซะเลยว่าเรื่องแปลกๆ มันเกิดขึ้นได้ยังไง

แน่นอนครับว่าดีกรีความแปลกของภาพที่จับได้นั้นในตอนแรกยังไม่เท่าไร แต่พอเวลาผ่านไปภาพมันก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นๆ จนในที่สุดเคธี่ทนไม่ไหวจึงพยายามสืบหาความจริง ไม่ว่าจะตามผู้เชี่ยวชาญทางวิญญาณ (Mark Fredrichs) มาหรือลองสืบค้นหาความจริงทางอินเตอร์เน็ตดู

ว่าแต่พวกเขาจะรู้ว่า “มัน” คืออะไรทันเวลา ก่อนอันตรายจะมาถึงตัวพวกเขาไหม?

หนังยังคงใช้เทคนิค “สมจริง” หรือเรียลลิตี้เข้าช่วยครับ ทำให้มันดูเป็นไปได้ ดูลึกลับในแบบที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ซึ่งภาพเรื่องแปลกๆ ที่เกิดนั้นก็ถือว่าอยู่ในระดับพอดีน่ะครับ ไม่ได้จัดหนักเกินจริงจนเกินไป เรียกว่าพอสร้างความประหวั่นให้คนดูได้ แล้วมันยังชวนให้จิตคิดเตลิด เกิดความกลัวติดสมองกลับมาบ้านได้อีกด้วย

เชื่อว่าหลายคนดูหนังเรื่องนี้แล้วคงมองบ้านตัวเองในตอนกลางคืน (ยิ่งตอนปิดไฟ) เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย

แต่จุดเด็ดของหนังนั้นไมใช่แค่เอาภาพโฮมวีดีโอมาเท่านั้นครับ บอกได้เลยว่าเคล็ดลับความสำเร็จของหนังแนวนี้ไม่ใช่แค่ตั้งกล้องเรียลลิตี้เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีการปูเรื่อง จัดมันใส่ดวงตาและความรู้สึกของคนดู ไม่ว่าจะสร้างบรรยากาศทีละนิด ค่อยๆ ดึงคนดูเข้าสู่โลกในหนัง โดยชวนให้คนดูรู้สึกว่า “มันเป็นไปได้เหมือนกันนะเนี่ย”

แต่ยังครับ ยังไม่พอ แค่ภาพเรียลลิตี้และบรรยากาศยังไม่พอ แต่ต้องใส่เคล็ดลับอันนี้ลงไปอีกหนึ่งอัน นั่นคือ “การปูความเชื่อ” ลงไปด้วย

หนังสยองหลายเรื่องทำให้คนดูขนพองเนี่ยไม่ใช่เพราะภาพที่เห็นหรือเสียงประหลาดที่ได้ยินเท่านั้นนะครับ แต่มันอยู่ที่ “ความเชื่อ” ถ้าหนังสามารถเอาข้อมูลความเชื่อมาให้คนดูเชื่อมโยงได้ล่ะก็ ความน่ากลัวจะไหลมาทันที

การปูพื้นที่ได้ผลที่สุดคือเรื่องเล่าครับ อย่าง Blair Witch นั่นก็มีชื่อได้มากเพาะเรื่องเล่าปากต่อปากว่ามันอาจจะเป็นเรื่องจริง หรือหนังสยองคลาสสิคอย่าง The Exorcist ก็เล่นกับความเชื่อในเรื่องผีเข้าโดยตรง และที่จะเจอบ่อยๆ คือผลของ Stephen King ครับ พี่ท่านใช้สูตรนี้บ่อยมาก (อย่างใน The Shining และ Rose Red เป็นต้น) ใช้เรื่องเล่ามาเขย่าขวัญดนดูล่วงหน้า หลอกล่อให้จินตนาการเตลิดไปไกล เรียกว่าเหตุอะไรต่อมิอะไรยังไม่เกิด แต่เราก็เตลิดกลัวล่วงหน้าไปเยอะแล้ว

เพราะสมองเรามันเก่งไงครับ เรื่องเล็กๆ สามารถจินตนการต่อได้ยาว ดังนั้นเรื่องเล่าสยองใดๆ มันไม่ได้สยองในตัวมันเองหรอกครับ มันสยองเพราะเรารับมันเข้าสมองแล้วคิดต่อ… ภาพในสมองที่เราคิดนั้นอาจน่ากลัวกว่าเรื่องที่เราได้ยินมาด้วยซ้ำไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่การอ่านนิยายหรือการฟังอ่านทำให้เรารู้สึกลงลึกกับเรื่องนั้นๆ ได้มากกว่าเห็นเป็นภาพ เพราะเราจะยอมรับจินตนาการการวาดภาพในหัวของเราเองได้ง่ายกว่าการวาดภาพของคนอื่น

และสมองเราก็มักจะรู้งานครับ พอได้ยินเรื่องผีทีไรก็จะวาดภาพให้มันตรงกับจุดที่เรากลัวที่สุดอยู่บ่อยๆ ด้วย

นั่นคือสิ่งที่หนังใช้ครับเล่าเรื่องอุ่นเครื่องความน่ากลัวไว้ก่อน ให้เมล็ดพันธุ์แห่งความสยองไปต่อยอดในหัวคนดู ไปจินตนาการกันต่อเอาเอง ทีนี้ล่ะครับ ความน่ากลัวมันจะเพิ่มขึ้นทีละหน่อยๆ โดยที่หนังไม่ต้องทำอะไรเยอะ แค่หยอดย้ำซ้ำปมแห่งความน่ากลัวบ่อยๆ เท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะการหาข้อมูลทางเน็ตหรือการพาคนมีพลังจิตมาตรวจดูที่บ้าน มันไม่ได้เติมความกลัวให้เคธี่กับมิชาเท่านั้น แต่คนดูก็พลอยซึมซับเรื่องพวกนั้นไปด้วย ยิ่งตอนที่นักพลังจิตก้าวเข้าบ้านได้ไม่ถึงนาที ก็นิ่งไป แล้วก็พูดขึ้นพร้อมจะก่อนเดินออกไปจากบ้านด้วยความกลัวว่า “ผมไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกแล้ว ผมเสียใจ แต่มันมีพลังแรงมาก” แค่นี้คนดูก็อดคิดตามพี่แกไปไม่ได้ ว่างานนี้พระเอกนางเอกของเรื่องกำลังเจอกับ “บางสิ่ง” ที่น่ากลัวมากๆ เข้าให้แล้ว

อะไรพวกนี้หนังทำได้ครับ สร้างความน่ากลัวแบบซึมลึกในระดับหนึ่ง ก็ขอชม Oren Peli ล่ะครับ เขียนบทและกำกับก็คุมหนังได้อยู่ ความสะพรึงเพิ่มทีละนิดๆ ซึ่งเขานั้นได้ไอเดียบทหนังเรื่องนี้มาจากประสบการณ์จริงในคืนหนึ่งที่บ้านของเขาเองครับ คืนนั้นขณะที่เขานอนอยู่ ปรากฏว่าเขาได้ยินเสียงกล่องหล่นเลยลงมาดู เขาก็จำได้ครับว่าจริงๆ กล่องใบนั้นมันถูกตั้งอยู่บนชั้นด้านใน ซึ่งมันอยู่ในมากเกินกว่าจะพลัดหล่นลงมาได้ง่ายๆ… เขาเลยเกิดคำถามว่า… มันเป็นพลังเหนือธรรมชาติบางอย่างหรือเปล่า?

ตัวหนังจัดว่าเข้าเป้าครับ ด้วยทุนประมาณ 15,000 เหรียญ ดังนั้นหนังก็ทำกำไรแบบบานเบอะล่ะครับ (ได้ทั่วโลกมาตั้ง 193 ล้านเหรียญ)

ว่ากันว่าตอนจบนั้นได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยคำแนะนำของ Steven Spielberg ครับ (เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับการจัดจำหน่ายโดย Dreamworks SKG ที่ Spielberg เป็นโต้โผอยู่) ให้มันโดนขึ้น กระชับขึ้น และหลอนขึ้น

ถือเป็นหนังสยองเรียลลิตี้ที่อาจไม่ถึงกับสุดยอด แต่ก็ทำการหลอนจิตคนดูได้เข้าเป้า

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements