รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

This Is Where I Leave You (2014) บ้านป่วนรวมญาติ

306995id1b_TIWILY_INTL_27x40_1Sheet.indd

This Is Where I Leave You คือผลงานกำกับของ Shawn Levy ที่เขาทำก่อน Night at the Museum: Secret of the Tomb ครับ

เรื่องราวแนวดราม่าว่าด้วยครอบครัวอัลต์แมนที่ต่างคนต่างก็ไปใช้ชีวิตของตัวเอง ว่าง่ายๆ คือแยกย้ายกันไปน่ะครับ ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน แต่แล้วเมื่อพ่อของพวกเขาเสียชีวิตไป ทุกคนก็กลับมาเจอกัน ตั้งแต่ จั๊ด (Jason Bateman) ที่เพิ่งพบว่าแฟนมีชู้, เวนดี้ (Tina Fey) ที่พอกลับมาบ้านก็อดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงสิ่งที่เธอเคยทิ้งไป, ฟิลลิป (Adam Driver) หนุ่มที่ไม่รู้จักโต ทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ และ พอล (Corey Stoll) จอมเจ้าอารมณ์

จริงๆ หนังแนวดราม่าแบบนี้ก็มีมาเรื่อยๆ นะครับ (เพียงแต่ส่วนมากจะลงแผ่นทันที ไม่ค่อยมีโอกาสเข้าโรง) แต่ละเรื่องก็มีประเด็นนำเสนอแล้วแต่ความต้องการของคนทำ

อย่างเรื่องนี้ก็นำเสนอภาพของครอบครัวที่ในอดีตนั้น ต่างคนต่างก็อยากออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในแบบที่ตนต้องการ แต่ทว่าชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้เลยครับ บางคนอยากมีครอบครัวดีๆ ก็ดันเหลว, อยากมีลูกก็มียาก, อยากเจอคนที่ดีกว่า แต่สุดท้ายก็รู้ว่าคนรักเก่าที่บ้านเกิดนั้นแหละคือคำตอบ

ครับ นี่คือพล็อตหนัง แต่รับรองว่ามันเป็นเรื่องที่มีจริงในโลก เพราะมันคือเรื่องของชีวิตครับ ชีวิตที่มีขึ้นมีลง มีสมหวังผิดหวัง ดังนั้นการดูหนังแบบนี้บางทีมันก็โดนใจ บางทีมันก็ให้แง่คิดอันจะนำไปสู่คำตอบให้กับเราได้ (กรณีเราดูแล้วพบว่าปัญหาที่ตัวละครพบเจอ มันก็ครือๆ กับปัญหาของเรา แบบนั้นเป็นต้น)

ต้องบอกก่อนครับว่าหนังออกแนวดราม่า มีอารมณ์ขันบ้าง มีโรแมนติกเบาๆ ซึ่งรสชาติก็ออกมาน่าพอใจครับ อาจไม่ถึงขั้นลงตัวเต็มร้อย แต่ก็ถือว่าดูเพลิน ดาราเล่นกันได้ดีทุกคน โดยเฉพาะ Jane Fonda ในบทคุณแม่ของลูกๆ ทั้งหลาย ขานี้เป็นรุ่นลายครามที่ยังเล่นหนังได้ดีเสมอครับ

บทสรุปของเรื่องก็ให้อารมณ์อบอุ่นสไตล์หนังชีวิตครอบครัว เรียกว่าดูแล้วสบายใจทีเดียว

ผมชอบหลายๆ ฉากในหนังนะครับ อย่างตอน 3 พี่น้องคุยกันพี้ยากันในโบสถ์ อารมณ์มันกำลังดีน่ะครับ เหมือนพี่น้องที่ห่างไปนานๆ ได้มาเจอกัน หลังจากต่างคนต่างก็มีกำแพงใส่กันเมื่อแรกเจอ แต่ฉากนั้นกำแพงค่อยๆ ละลาย แล้วพวกเขาก็กลายเป็นพี่น้องจอมป่วนคนเดิม เป็นฉากที่ทำออกมาได้ดีครับ

บทสนทนาก็ดีครับ หลายฉากมันสื่อความหมายของชีวิต สื่อแง่คิดของการเป็นคน ที่มีล้มบ้างลุกบ้าง มีหลงทางบ้าง หลงตัวเองบ้าง แต่เมื่อถึงคราวที่เราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาได้ เมื่อประสบการณ์ตกผลึกเป็นความคิด เราก็จะได้หลักคิดดีๆ อีกทั้งได้ความเข้าใจชีวิตผุดขึ้นมาจากอดีตเหล่านั้น

ผมชอบจังเลยครับหนังแบบนี้… คือดูแล้วมันไม่เคยได้แค่ความสนุก แต่จะได้ผลึกความคิดของคนเขียนบท+คนกำกับติดหัวกลับมาเป็นกำไร

ตัวหนังถือว่าทำเงินใช้ได้เลยนะครับ ลงทุนประมาณ $20 ล้าน ได้คืนมาจากทั่วโลกประมาณ $40 ล้าน ไม่ขาดทุนครับ ส่วนกำไรก็ไปทำเอาตอนออกแผ่นอีกที

เรียกว่าเป็นหนังดราม่าครอบครัวที่แอบ Feel Good นิดๆ (แต่อาจไม่ Feel Real ในบางจังหวะ) คุ้มค่าแก่การดูอีกเรื่องสำหรับคนที่ชอบหนังแนวนี้ครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Untitled03906

โฆษณา