รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Hart’s War (2002) ฮาร์ทวอร์ สงครามบัญญัติวีรบุรุษ

3484f

ปกติแล้ว เวลาผมดูหนังสงคราม มันมักจะเกิดความรู้สึกอึดอัดครับ ไม่ค่อยสบายใจเท่าไรที่ต้องเห็นคนด้วยกันมารบราฆ่าฟัน ไม่ว่าจะเพื่อแย่งชิง เพื่ออุดมการณ์ หรือเพื่ออะไรก็ตาม… เห็นคนต้องมาตาย ยังไงก็รู้สึกสลดครับ

คน คือ สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาครับ ธรรมชาติสร้างเรามาให้มีสมองและมีความคิด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ และในยามที่มีความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เจ้าสติและสมองนี่แหละที่ช่วยระงับความขัดแย้งไม่ให้มาแทรกแซงชีวิตจนเดือดร้อนได้

ธรรมชาติรู้ว่าสักวัน ความคิดของคนต้องชนกันแน่ๆ เลยพยายามสร้างสติมาช่วยเป็นเบรค ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนด้วยครับว่าจะมีสติมากหรือน้อย หรือคิดจะฝึกมัน เพื่อใช้เป็นเครื่องช่วยระงับความขัดแย้งสม่ำเสมอหรือไม่

หากเราใจเย็น และฝึกสติให้ดี ไม่ปล่อยให้อารมณ์อาละวาด ความเสียหายหลายอย่างคงไม่เกิดขึ้น

คนที่คิดต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกันเสมอไปหรอกครับ เรายัง
สามารถเป็นมิตรทางปัญญา ศึกษาความต่างซึ่งกันและกันได้

เกริ่นมานานก็เพื่อจะบอกครับว่า หนังเรื่องนี้ แม้จะเป็นหนังสงคราม แต่ผมกลับรู้สึกชอบ และไม่อึดอัดเท่าไรตอนดู… ไม่ใช่เพราะมันเป็นหนังตลกนะครับ แต่เพราะแม้ฉากหลังของเรื่องจะเป็นยุคสงคราม แต่อย่างน้อย ตัวละครหลักในเรื่องก็ไม่ได้ขาดสติ แม้จะเป็นทหารฝ่ายตรงข้ามกัน ก็ยังให้เกียรติกันได้ ศึกษากันได้ อยู่ร่วมกันได้

Hart’s War กล่าวถึง เหตุการณ์กลางค่ายกักกันเชลยศึกของเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งค่ายนี้ควบคุมโดยผู้การเวอร์เนอร์ วิสเซอร์ (Marcel Lures กับการแสดงที่ยอดโคตร) ส่วนฟากเชลยที่เป็นทหารอเมริกันก็นำโดย ผู้การวิลเลี่ยม แม็กนามาร่า (Bruce Willis) แต่แม้ทั้งสองจะยืนอยู่กันละข้าง จะเป็นศัตรูกันในทางอุดมการณ์ก็ตาม แต่ลึกๆ ทั้งคู่ก็ให้ความนับถือกัน ทำให้ความเป็นอยู่ในค่ายไม่ค่อยมีกลิ่นอายความรุนแรงเท่าไร

แต่แล้วก็เกิดคดีขึ้น เมื่อทางเยอรมันพบว่าฝ่ายอเมริกันมีการซุกซ่อนอาวุธกลางค่าย ตามจริงฝ่ายอเมริกันมีแต่ตายกับตายครับ ทว่าผู้การแม็กนามาร่าได้เสนอวิธีการไต่สวนแบบศาลค้านความเพื่อความเป็นธรรมขึ้น

ผู้การวิสเซอร์ก็ยอมรับ อันนำมาสู่การสืบสวนและโต้แย้งกลางค่ายกักกัน ที่ฝ่ายอเมริกันมี โทมัส ฮาร์ท (Collin Farrell ในบทที่เรียบร้อยมาก ขัดกับภาพแบดบอยในปัจจุบันอย่างแรง) ทหารหน้าใหม่ที่เพิ่งโดนคุมตัวมาเป็นทนายจำเลย เรื่องราวหลังจากนี้ก็ต้องลองไปติดตามนะครับ ว่าคดีจะออกมาในรูปแบบใด

สำหรับผม ถือว่านี่เป็นหนังคุณภาพอีกเรื่องที่คุ้มสำหรับการชมครับ ดาราแต่ละคนแสดงได้ดี โดยเฉพาะ Iures ที่สวมวิญญาณผู้นำทหารค่ายนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม สีหน้าแววตามีความเป็นผู้นำสุดๆ ครับ ซ้ำยังเป็นคนที่มีเหตุมีผลด้วย เรียกว่าฉีกภาพพจน์เดิมๆ ของพวกทหารนาซีไปเลยล่ะ ส่วนดาราเจ้าอื่นอย่างพี่ Bruce และ Farrell ก็สมบทบาทไม่เลว เรื่องดารานี่ยกนิ้วให้จริงๆ ครับ

ด้านเนื้อหา หนังก็มีช่วงช้าๆ เชื่องๆ บ้างในตอนแรกๆ แต่พอเกิดคดีความขึ้นมา ความน่าติดตามก็เริ่มเพิ่มตามลำดับครับ ซ้ำบทหนังยังมีการซ่อนปมต่ออีก ความเข้นข้นก็เลยค่อนข้างไหลมาเทมาครับ เรียกว่าคอหนังสงครามและคอหนังแนวสืบสวนกลางศาลน่าจะสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

p01gr117

ส่วนสาระที่ผมชอบเป็นพิเศษในเรื่อง ก็ต้องยกให้การวางตัวของตัวละครรายหนึ่ง ที่ถือได้ว่าน่านับถือเลยล่ะครับ… ฮ่า ไม่ใช่บทของพี่ Bruce หรอกครับ แต่เป็นบทนายพลฝ่ายเยอรมันต่างหาก รายนี้แหละที่ได้ใจผมไปหลายคะแนน

ในแง่หนังแล้วผู้การวิสเซอร์อาจดูเป็นทหารตัวร้ายประจำเรื่อง เป็นฝ่ายตรงข้ามกับอเมริกันและชาติสัมพันธมิตร แต่เอาเข้าจริงใน Hart’s War นั้น ผู้การท่านนี้ดูจะมีความเยือกเย็นและเหตุผลมากที่สุด มีความสุขุมและเด็ดขาด แต่ก็ไม่ได้โหดเหี้ยมไร้เหตุผล เขาจะใช้สติในการกรองสถานการณ์ก่อนเสมอ

หรือแม้จะมีเรื่องมาให้หนักใจก็ไม่ทำให้ผู้การท่านนี้ขมวดคิ้ว มีการแบ่งเรื่องหน้าที่และอารมณ์ส่วนตัวออกจากกันอย่างน่านับถือ

ตอนแรกมันก็สะกิดใจน้อยๆ ของผมเหมือนกันนะครับ ว่าทำไมผู้การเยอรมันที่น่าจะมีความคิดเหมือนพวกนาซีทั่วไป ที่อยากจะไล่ฆ่าไล่บี้ไอ้กัน ไอ้กฤษให้หมดไป แต่กลับปฏิบัติต่อนายทหารต่างฝ่ายอย่างให้เกียรติ และยังยอมให้มีการตั้งศาลสถิตย์ยุติธรรมแบบอเมริกันขึ้นกลางค่ายนาซี

แต่แล้วพอดูไปจนถึงกลางๆ เรื่องหนังก็แจกแจงรายละเอียดจนเข้าใจครับ

ผู้การวิสเซอร์นั้นเคยได้รับการศึกษาจากประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรมาก่อน และในใจลึกๆ ก็ชื่นชอบในแนวทางการเมืองหรือสังคมของอเมริกันและอังกฤษมานานแล้ว ตัววิสเซอร์นั้นนับถือแนวคิดที่เสรี ชอบการเปิดทางให้ประชากรได้สร้างสรรค์อย่างอิสระ ดังนั้นจะเรียกเขาว่าเป็นนายทหารเสรีนิยมก็คงได้น่ะครับ นั่นจึงเป็นคำตอบต่อคำถามว่าทำไมเขาถึงยอมให้มีการไต่สวนแบบชาติลุงแซมในค่าย

นั่นก็เพราะเขาสนใจ อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมของชาติตรงข้าม และอยากจะให้เกิดการแก้ต่างในคดีความอย่างยุติธรรม

เพราะการจะปิดปากใครกลางค่ายของตนนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะสร้างความกระจ่างให้เกิดนี่สิ ที่ท้าทายยิ่งกว่า

จุดที่ผมชื่นชอบในตัวผู้การวิสเซอร์ก็คือ เขาไม่ยอมให้สงครามกลืนตัวตน

ในทางหน้าที่และเชื้อชาติเขาอาจยืนอยู่ข้างนาซี แต่ในแง่ความคิด ความเป็นปัจเจกบุคคล เขาพยายามทรงตัวให้อยู่บนทางสายกลางมากที่สุด

หลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้บอกว่าวิสเซอร์ทำไปเพื่อซื้อใจคนในค่ายเป็นหลัก แต่ผมก็คิดในอีกมุมว่าเขาพยายามรักษาความเป็นกลางในใจตนให้มากที่สุด เพราะเมื่อยามใดเขาปล่อยให้ใจเอนไปกับอารมณ์ จมไปกับพวกพ้อง เมื่อนั้นความเป็นคน (Humanity) และตัวตน (Self) จะหมดไป ตนจะกลายเป็นทาสอารมณ์ เครื่องจักรสงครามไปในทันที

การรู้ตัวแบบเฉียบคมแบบนี้ผมเลยขอคารวะหนึ่งจอกเป็นของกำนัลครับ แน่จริงๆ ผู้การ

ส่วนตอนท้ายที่วิสเซอร์ต้องทำการเด็ดขาดลงไปก็เป็นเรื่องของหน้าที่ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยง ก็ต้องว่าเป็นกรณีไปครับ

… การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดนะ ว่าถ้าหากเรามองข้ามภาพลักษณ์ที่บทหนังกำหนดเรื่องตัวร้ายและตัวดีไปสักนิด แล้วเราก็ค่อยๆ พิจารณาเหตุผลในการกระทำ ท่านจะได้เห็นมุมที่น่าค้นหาอีกเพียบเกี่ยวกับจิตใจและแรงผลักดัน ที่ทำให้ใครสักคนมีพฤติกรรมอย่างที่เขาเป็น

ถือเป็นหนังสงครามที่ไม่เลวครับ ผู้กำกับที่กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้ก็คือ Gregory Hoblit แห่ง Primal Fear, Fallen , Frequency, แล้วก็ Fracture แต่ละเรื่องที่เขาทำมาก็ถือว่ามีดีทั้งนั้นล่ะครับ กับเรื่องนี้ก็เช่นกัน

อย่าลืมนะครับ คิดต่าง หรืออยู่คนละฝ่าย ก็เป็นมิตรได้ ให้เกียรติกันได้ แต่หากอดทนอดกลั้นไม่ไหว หรือรู้ตนว่ายังฝึกสติแยกแยะมาไม่มากพอ ก็ขอให้ถอนตัวเองออกจากพื้นทื่ความขัดแย้งนั้น ดีกว่า

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements