รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

13 Going on 30 (2004) ต๊กกะใจ… ตื่นมา 30

1363482306

หนังเรื่องนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในหลายด้านครับ

ด้านแรกคือ ความสนุกและบันเทิงครับ หนังทำออกมาได้น่ารัก ฮา ดูเพลิน ดาราก็เล่นกันดี โทนหนังก็เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นหนังคลายเครียดเบาๆ ดูแล้วสุขใจ

ด้านต่อมาคือ การเป็นหนังแฝงสาระชวนให้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ คิดย้อนไปสมัยยังเป็นเด็ก รวมถึงแอบชวนให้เด็กๆ หลายคนลองถามตัวเอง ลองชวนคิดให้ไกลไปถึงตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ว่าเส้นทางแบบไหนที่เราอยากเดิน ผู้ใหญ่แบบไหนที่เราอยากเป็น

และอีกหนึ่งด้านคือ ทำให้คนดูมากหลายเกิดอาการ “ชอบ” ได้สำเร็จ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

เป็นหนังที่สนุกดีครับ ดูจบแล้วอารมณ์ดี แม้จะไม่ได้ถึงกับสมบูรณ์แบบ แต่ผมก็ชอบครับ พล็อตก็ง่ายๆ เหมือนหนังเรื่อง Big ที่ Tom Hanks เคยแสดงไว้และดังมากเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ตัวเอกของเรื่องมีนามว่า เจนนา ริ้งค์ (Christa B. Allen) สาวน้อยวัย 13 ที่อธิษฐานขอให้ตัวเองตื่นขึ้นมาแล้วอายุ 30 เพราะเธอเชื่อว่าวัย 30 นั้นคือวัยที่ดีที่สุดของหญิงสาว ว่าง่ายๆ คือเธออยากข้ามช่วงวัยรุ่นไปให้หมด แล้วโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่มีทุกอย่างพร้อม

แล้วคำขอก็เป็นจริงครับ เธอตื่นมาอีกทีก็กลายเป็น เจนนาวัย 30 (Jennifer Garner) ซึ่งเธอก็ได้ทุกอย่างสมใจไม่ว่าจะหน้าที่การงานดี แฟนหนุ่มนักกีฬาสุดหล่อ ที่อยู่สุดหรู และเต็มไปด้วยคนนับหน้าถือตา แต่เมื่อเธอลองมาสัมผัสจริงๆ ก็พบว่าทั้งหมดนั้นมันดีแค่เปลือกครับ คนรอบตัวเธอนี่ไม่มีใครจริงใจเลย ส่วนเพื่อนที่ดีที่สุดสมัยเด็กของเธออย่าง แมทท์ เฟลมฮาฟฟ์ (Mark Ruffalo) กลับห่างหายไม่ขอคบเธออีกต่อไป… แล้วเธอก็เริ่มมีคำถามว่านี่คือวัย 30 ที่สวยสะพรั่งอย่างที่เธอคาดหวังจริงๆ หรือ

ถ้าโจทย์ของหนังคือ ทำให้คนอายุ 30 ย้อนไปคิดถึงตัวเองอายุ 13 และทำให้ผู้ใหญ่หวนคำนึงว่าตนเองกำลังเดินบนเส้นทางแห่งความสุขจริงๆ หรือเปล่า… ผมว่าหนังทำสำเร็จนะครับ จริงที่หนังอาจตามสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้ คือการตั้งคำถามให้คนดูคิดว่า การที่เราโตขึ้นเป็นคนหล่อคนสวยคนรวยคนเด่น ทั้งเท่ห์ทั้งมีคนห้อมล้อมนั้น คือชีวิตที่สุขสุดๆ จริงหรือไม่ หรือมันเป็นแค่รูปแบบชีวิตตามกระแสวัตถุนิยมที่เราถูกหล่อหลอมให้หลงใหล ไม่ว่าจะโดยโฆษณา โดยภาพยนตร์และละคร โดยคนที่ชอบอวดรวย โดยพ่อแม่พี่น้องรุ่นเก่าที่ยังเชื่อว่าเงินคือทุกสิ่ง ฯลฯ

ในเรื่องเราจะเห็นว่าเจนนาได้ชีวิตตามต้องการทุกอย่าง แต่เธอก็ค้นพบในภายหลังว่ากว่าที่เธอจะได้สิ่งเหล่านั้นมาเธอต้องแลกไปด้วยสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจไม่รู้กี่อย่าง ไม่ว่าจะพ่อแม่ เพื่อนรัก หรือความเป็นตัวของตัวเอง

ในโลกแห่งความจริงนั้น เด็กมากมายมีความฝัน และไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่เขาหรือเธออยากมีชีวิตที่สวยงามอย่างที่เราเห็นในทีวี พวกพระเอกรวยๆ นางเอกเริ่ดๆ หนูตกถังข้าวสาร ฯลฯ

สิ่งที่น่าคิดคือ ทุกวันนี้เรามีโอกาสสอนให้เด็กได้เข้าใจแค่ไหนว่า เงินแม้สำคัญแต่มันก็ไม่ใช่ทุกสิ่ง ความสวยความหล่อมันอาจดีแต่ไม่มีคำว่าจีรัง ต่อเราให้หมายมั่นทำศัลยกรรมไปจนแก่ แต่หน้าเราก็จะออกแนวตุ๊กตาที่น่ากลัว มากกว่าจะเป็นคนชราตามธรรมชาติที่น่ารักแบบคุณตาคุณยายใจดี

เราอาจได้บ้านใหญ่ แต่คนเข้าใจเราอย่างแท้จริงกลับมีน้อย มีงานระดับบิ๊กแต่ก็ต้องรับผิดชอบมากจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง และเราอาจต้องสละเวลาส่วนตัว สละเวลาครอบครัว หรือไม่ก็ต้องสละมากกว่านั้น

เรามักให้ความรู้ นำเสนอตัวแบบให้เด็กๆ เห็นถึงชีวิตเลิศหรู แต่ไม่ค่อยได้นำเสนอ “ทางเลือก” ว่ามันยังมีชีวิตที่เรียบง่ายกว่านั้น เหนื่อยน้อยกว่านั้น แม้มันจะไม่ได้ทำเงินหรือทำให้เรารวยมหาศาล แต่เราก็พออยู่ได้ เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานได้ และพอเพียงได้

แน่นอนครับว่าชีวิตที่เรียบง่ายอาจไม่ใช่ชีวิตที่ดีที่สุด มันอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับทุกคน แต่ผมคิดว่ามันก็ไม่เลวครับ หากเราจะแนะนำทางเลือกแห่งชีวิตให้กับเด็กๆ ให้เขาได้เห็นแพทเทิร์นทางเดินชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น ให้พวกเขาเข้าใจว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้มีแค่รูปแบบที่เราเห็นตามทีวีเพียงอย่างเดียว

จะว่าไปชีวิตก็เหมือนทุกสิ่งครับ มันมีทางเลือกหลายแบบ มันเหมือนสีที่มีหลายเฉด ขาว เขียว แดง เหลือง น้ำเงิน ม่วง เราจะดำเนินชีวิตตามเฉดสีเดียวหรือผสมมันให้เข้ากันหลายๆ สีก็ได้

เราอาจผสมชีวิตที่ขยันทำงานเข้ากับความพอเพียงก็ได้

เราอาจผสมชีวิตเลิศหรูให้คู่กับความเรียบง่ายก็ได้

หรือเราอาจะปรุงความสำเร็จในชีวิตด้วยการเอางานที่ดีและมีรายได้ที่มั่นคงแบบพอเหมาะ ไม่มากจนล้น เอามาผสมกับการที่เราสามารถมีเวลาให้กับคนสำคัญของเราอย่างเพียงพอ แบบนี้ก็ได้เหมือนกัน

ให้เด็กได้สัมผัสชีวิตหลายๆ แบบ ให้เขามีทางเลือก ไม่จำเป็นต้องโดนยัดเข้าบล็อกแล้วเลือกได้เพียงแพทเทิร์นเดียว

ในนิตยสารหลายๆ เล่มเรามักเจอคำสัมภาษณ์คนอยู่ไม่กี่กลุ่ม แต่มันจะสนุกแค่ไหนถ้าเรานำเอาคนหลายๆ กลุ่มมาแบ่งประสบการณ์ ไม่ใช่แค่คนที่ประสบความสำเร็จหรือคนที่มีชีวิตพอเพียง แต่เราอาจเสาะหาคนที่สามารถผสมชีวิตทั้งสองขั้ว (หรือหลายเฉดสีมากกว่านั้น) มานำเสนอให้เด็ก (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่) ได้เข้าใจว่า “ชีวิต” มันมีแบบให้ลองดำเนินมากมายเพียงไหน

คนมากมายพยายามค้นหาตัวเอง แต่ก็ยังไม่เจอ นั่นอาจเพราะเขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ “ชีวิตอีกบางรูปแบบ” ที่เหมาะกับเขา แต่คนที่มีชีวิตแบบนั้นไม่มีโอกาสได้แบ่งปันกับใคร เพราะมันไม่ใช่้ชีวิตท็อปฮิต ไม่ใช่ชีวิตอินเทรนด์ในสังคม

สำหรับบางคน พวกเขาอาจต้องค้นหาชีวิตในแบบของตนผ่านการลงมือทำ ลงมือค้นหา ลองล้มและลุกกว่าจะเจอ แต่ผมว่ามันก็ไม่เลวหากเราจะย่นย่อขั้นตอนเหล่านั้น ให้เด็กๆ เราได้ “แนว” ในการเสาะหามากขึ้นอีกสัก 1% ก็น่าจะดี

เสน่ห์สำคัญของหนังเรื่องนี้ก็คือการแสดงน่ารักๆ ของ Garner ครับ เธอดูเป็นเด็ก 13 ในร่างผู้ใหญ่จริงๆ ไม่ว่าจะตอนเต้นเพลง Thriller ของ Michael Jackson หรือแววตาตอนเห็นตู้รองเท้าครั้งแรกนั่น มันใช่เลยน่ะครับ แววตาเป็นประกาย ประมาณว่า “ฉันฟินาเล่แล้ว ชีวิตนี้” 555

ส่วน Ruffalo ก็ไปได้สบายๆ กับบทนี้ครับ แต่รายที่จดจำได้อีกหนึ่งก็คือพี่ Andy Serkis ที่นานทีปีหนจะเห็นแกมาเล่นบทที่ไม่ต้องเมคอัพหน้าตา ในเรื่องก็รับบทเป็นหัวหน้าของเจนนา ตัวบทอาจไม่เด่นมากมาย แต่ความน่าสนใจมันเพิ่มเพราะรู้ว่าพี่แกมาเล่นนี่แหละครับ

เป็นอีกหนึ่งงานกำกับที่น่าพอใจของ Gary Winick ที่ชอบทำหนังเบาๆ เอาใจตลาดน่ะนะครับ ซึ่งก็น่าเสียดายที่เขาได้จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อปี 2011 ด้วยโรคนิวโมเนีย หลังจากต้องต่อสู้กับมะเร็งในสมองมานาน ก็ขอไว้อาลัยด้วยครับ

สรุปว่าถ้าอยากดูหนังเบาๆ สบายๆ ก็เรื่องนี้ได้เลยครับ

สองดาวกว่าๆ บวกๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements