รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Hound of the Baskervilles (1959), หมาผลาญตระกูล

The-Hound-of-the-Baskervilles-1959-film-images-cbca74ba-afe6-4076-862b-0cdbfc43495

นี่คือเรื่องแรกในบรรดาหนังเชอร์ล็อค โฮล์มส์ที่เป็นหนังสีนะครับ อำนวยการสร้างโดยค่าย Hammer Films ที่โด่งดังจากการปลุก Dracula และ Frankenstein กับสารพัดหนังสัตว์ประหลาดและสยองขวัญที่ฮิตกันสุดๆ ในช่วงยุค 50 คราวนี้ทาง Hammer ก็กะจะปลุกชีพยอดนักสืบอย่างโฮล์มส์ให้กลับมามีชีวิตและหมายมั่นให้เป็นแฟรนไชส์หนังภาคต่อกันเลยล่ะครับ

เนื้อหาก็เป็นการดัดแปลงจากนิยาย หมาผลาญตระกูล หรือ The Hound of the Baskervilles อันเป็นนิยายตอนที่ผมชอบที่สุด (และแฟนๆ โฮล์มส์ก็ชอบกันที่สุดด้วย) ซึ่งเวลามีการจับโฮล์มส์มาสร้างหนังทีไร ตอนนี้ก็มักจะได้รับการสร้างเป็นอันดับแรกเสมอล่ะครับ เพราะรสชาติความสนุกและอารมณ์ลึกลับมันเหมาะสำหรับการสร้างเป็นหนังที่สุด

เนื้อเรื่องก็ว่าด้วยการไขปริศนาคำสาปแห่งตระกูลบาสเกอร์วิลล์น่ะครับ ว่ากันว่าคนในตระกูลบาสเกอร์วิลล์ที่เดินทางมาครอบครองคฤหาสน์ประจำตระกูล จะต้องมีอันเป็นไปทุกคน รายล่าสุดที่ต้องมาตายอย่างเป็นปริศนาที่คฤหาสน์ก็คือ เซอร์ ชาร์ลส บาสเกอร์วิลล์ จนหมอประจำตระกูลอย่างหมอริชาร์ด มอร์ติเมอร์ (Francis De Wolff) ต้องรีบเดินทางมาขอให้เชอร์ล็อค โฮล์มส์ (Peter Cushing) ร่วมเดินทางไปค้นหาความจริงเกี่ยวกับคำสาป เพราะยามนี้ เซอร์ เฮนรี่ (Christopher Lee) ทายาทคนสุดท้ายของตระกูล กำลังจะไปอยู่ในคฤหาสน์แห่งนั้นแล้ว

โฮล์มส์ก็เลยรับคดีครับ โดยส่งหมอวัตสัน (André Morell) ไปดูลาดเลาก่อน ส่วนตัวเขาเองก็จะคอยสังเกตการณ์และหาข้อมูลอื่นประกอบ… คนที่อ่านนิยายหรือดูหนังเวอร์ชั่นก่อนๆ คงพอเดาตอนจบได้แล้วล่ะนะครับ ส่วนใครยังไม่เคยผมก็ไม่สปอยล์ให้เสียรส ไว้ไปหาคำตอบกันต่อเองแล้วกันนะครับ

ผมชอบโปสเตอร์ของหนังมากเลยครับ มันสวย คลาสสิกดี ส่วนตัวหนังผมก็แอบหวังอยู่นิดๆ เพราะดาราที่มาเล่นเนี่ยก็เป็นระดับเทพประจำ Hammer ทั้ง Cushing และ Lee มาประกบกัน มันน่าจะโอเคน่ะ…

แต่ดูจบแล้วกลับไม่ได้รู้สึกชอบเป็นพิเศษแฮะ…

จุดใหญ่ที่ทำให้หนังไม่ได้น่าติดตามนักคือจังหวะการเล่าเรื่องที่ออกจะเนิ่บครับ เรื่อยๆ ไม่เน้นความลึกลับ แค่เดินไปเรื่อยๆ ให้นักแสดงแสดงไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดดึงความสนใจเสิร์ฟระหว่างทางเลย ซึ่งใจผมก็อดเทียบกับฉบับก่อนของ Basil Rathbone ไม่ได้ล่ะครับ ที่มีลูกเล่นตลอด และที่สำคัญคือแม้ผมจะรู้ตอนจบก่อนแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้สนุกน้อยลง เพราะการทิ้งปม-คลายปมมันพอเหมาะ

ที่ออกจะผิดคาดผมเยอะหน่อยก็คือ ความน่ากลัวครับ ที่มีน้อยมากจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยล่ะ แหม ไม่ให้ผิดคาดได้ไงล่ะครับ ค่าย Hammer น่ะเขาถนัดทำหนังลึกลับ น่ากลัวๆ ยิ่งหนังที่มีฉากหลังเป็นปราสาทเก่าๆ หรือซอกหลืบเขาในชนบทน่ะ ดูหนังของค่ายนี้ทีไรทีมงานมักจะสามารถสร้างอารมณ์ลึกลับได้ถึงใจเสมอ ไม่ว่าหนังจะดีหรือไม่ แต่อย่างน้อยบรรยากาศลึกลับจากความมืด ซอกหลืบของภูเขา และเงาต้นไม้มันจะเขย่าขวัญคนดูให้เกิดความผวาได้

แต่มาเรื่องนี้ ไม่มีอะไรแบบนั้นเลยครับ ทั้งๆ ที่โฮล์มส์ตอนนี้นับว่าเข้าทาง Hammer Films แบบสุดๆ เพราะมีครบทั้งเรื่องคำสาป หมาสัตว์ประหลาด และบรรยากาศอุดมเมฆหมอก กับปราสาทเก่าๆ

แต่เท่าที่หนังเป็นนี่ถ้าถอดตัวละครเชอร์ล็อค โฮล์มส์กับหมอวัตสันออก… มันก็จะกลายเป็นหนังดราม่าที่ผสมฆาตกรรมนิดๆ ลงไปมากกว่าแฮะ

และ… อันนี้ออกจะส่วนตัวนิดนึงนะครับ คือ เจ้าหมาน่ะครับ เจ้า Hound แห่งบาสเกอร์วิลล์น่ะ แทบไม่มีบทบาทอะไรเลย ตอนแรกผมก็คิดในแง่ดีนะครับ ทีมงานอาจซ่อนๆ มันไว้ก่อน ยังไม่เปิดเผยโฉม ไว้ไคลแม็กซ์ก่อนแล้วค่อยโผล่ โผล่มาแบบน่ากลัวๆ อ้า น่าจะเป็นอย่างนั้นใช่มั้ยครับ

ปรากฏว่ามันโผล่มาตอนท้ายจริงๆ ครับ แต่มันมาแบบ… อารมณ์ประมาณ “เฮ้ย เดี๋ยว… เดี๋ยวก่อน ยังเห็นหมาไม่ถนัดเลยเฮ้ย เดี๋ยว อย่าเพิ่งโดนกำจัด เดี๋ยวก่อน เฮ้ยยยยยย”…. มันโผล่มา ผมยังไม่ทันได้บิ้วตัวเองให้กลัวเลยอ้ะครับ มันโดนเล่นซะแล้ว

แอบเปลี่ยนชื่อหนังในใจ เป็น “ชะ อ้าว ออฟ เดอะ บาสเกอร์วิลล์”

TheHoundOfTheBaskervilles_BD_HighRes__42035.1522685088

ผมบ่นซะเยอะเลย แต่หนังก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายอะไรนะครับ (ปากผมก็กึ่งเม้าท์แบบฮาไปเรื่อยน่ะแหละ อย่าถือจริงจัง)

จริงๆ ตัวหนังก็โอเคครับ อย่างน้อยดาราชั้นครูอย่าง Cushing ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง กับลีลาโฮล์มส์ที่ค่อนข้างเหมือนในฉบับนิยายครับ นั่นคือมีลีลาความปราดเปรื่อง และมีอีโก้สูงหน่อย

ในขณะที่ดาราเจ้าอื่น จะว่าไปก็ไม่ถึงกับเด่นนะ อย่าง Lee กับ Morell ก็ออกแนวเรื่อยๆ คนที่เด่นกว่ากลับเป็นตัวเอกฝ่ายหญิงครับ เซซิล สเตเปิลตัน (Marla Landi) โดยเฉพาะช่วงหลังๆ นี่ เธอทำให้หนังที่เรื่อยๆ มาตั้งค่อนเรื่องกลายเป็นหนังลึกลับได้ ถ้าขาดเธอไปช่วงท้ายอาจไม่เข้าท่าอย่างที่เป็นก็ได้

ก็พอเข้าใจครับ ว่าทำไมโฮล์มส์ตอนนี้ถึงไม่ทำเงินนัก ใช่ครับ ตอนหนังออกฉายนั้น Hammer หมายมั่นให้เป็นตอนแรกของซีรี่ส์โฮล์มส์ยุคใหม่ แต่การตอบรับกลับไม่ค่อยสวยงามนัก อันมาจากสองปัจจัยครับ

อย่างแรกคือ คนดูยังติดภาพโฮล์มส์ที่ฉลาดและอารมณ์ดี มีมนุษยสัมพันธ์ของ Basil Rathbone มากกว่าโฮล์มส์แบบ Egocentric หัวรั้นของ Cushing

และปัจจัยต่อมาคือ ผู้ชมส่วนมากคาดหวังความลึกลับ (คล้ายๆ ผมนี่แหละ) เพราะลองว่าหนังขึ้นชื่อว่ามาจาก Hammer มันก็น่าจะลึกลับ ชวนผวานิดๆ แต่ตัวหนังกลับไม่มีส่วนนี้ คนดูก็เลยไม่ค่อยโอเคนัก

ในที่สุดโปรเจคท์ภาคต่อโฮล์มส์ของ Hammer ก็ต้องยุบไปครับ

แต่ถ้าว่ากันอย่างแฟร์ๆ กลางๆ หน่อย หนังก็เป็นแนวสืบสวนที่ไม่เลวครับ เพียงแต่การเดินเรื่องอาจไม่เร้าใจนัก ความลึกลับก็ไม่เยอะ แต่ที่ผมต้องชมคือความพยายามของ Cushing ที่นำเอาโฮล์มส์แบบนิยายมาขึ้นจอได้ค่อนข้างเหมือน และฉาก โลเคชั่น พวกซากปราสาทอะไรทำนองเนี้ยครับ ทำได้ดีมีกลิ่นอายลึกลับ แต่เสียดายที่หนังไม่ค่อยทำให้มันได้อารมณ์ลึกลับสักเท่าไร

เอาเป็นว่าถ้าดูแบบไม่คาดหวัง น่าจะโอเคกับโฮล์มส์ฉบับนี้น่ะครับ ผมก็ขอสารภาพว่าในใจมันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบโฮล์มส์ฉบับนี้กับฉบับเก่า และยังมีภาพหนังลึกลับเรื่องอื่นๆ ของ Hammer ตามมาประกบในสมองด้วย เลยรู้สึกเฉยๆ กับโฮล์มส์ฉบับนี้

ก็ไม่แน่นะครับ ผู้กำกับอย่าง Terence Fisher อาจจะอยากลดดีกรีความลึกลับลง เพื่อไม่ให้มันมีกลิ่นหนังสยองเรื่องก่อนๆ ของ Hammer Films ก็ได้… แต่ลดมากไปนิดน่ะครับ มันเลยออกแนวจืดไปหน่อย

สองดาวกว่าๆ แล้วกันครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements