รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Sherlock Holmes and the Voice of Terror (1942) เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ไขปริศนาคลื่นเขย่าขวัญ

2077462

แม้นี่จะเป็นตอนที่ 3 ของโฮล์มส์เวอร์ชั่น Basil Rathbone แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นครับ

อย่างแรกคือ หนังตั้งแต่ภาคนี้เป็นต้นไปไม่ได้สร้างโดยค่าย 20th Century Fox แบบสองภาคแรกครับ แต่ย้ายบ้านมาอยู่กับ Universal แทน

ประการต่อมาคือ โฮล์มส์ในภาคนี้เหตุมาเกิดในยุคปัจจุบัน (ปัจจุบันหมายถึง ปัจจุบันของตอนที่เขาทำการสร้างหนังนะครับ) ซึ่งแตกต่างจากสองภาคก่อนและฉบับนิยาย เพราะโฮล์มส์กับหมอวัตสันนั้น ตามเรื่องดั้งเดิมทั้งคู่จะอยู่ในยุคปี 1881 – 1914 เป็นลอนดอนยุคก่อนเปลี่ยนศตวรรษ โดยหนังสองภาคแรกพวกโฮล์มส์ก็ยังอยู่ในยุคนั้นเช่นกัน

แต่ในฉบับนี้ (และหลังจากนี้) โฮล์มส์กับหมอวัตสัน เข้ามาทำการสืบสวนต่อในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แทนครับ โดยหนังได้มีการเกริ่นด้วยตัวอักษรก่อนเข้าเรื่องด้วยว่า “เนื่องด้วยเชอร์ล็อค โฮล์มส์ เป็นตัวละครที่ชาญฉลาด มีไหวพริบอันเป็นอมตะ และไร้กาลเวลา เราจึงผูกเรื่องให้โฮล์มส์และหมอวัตสัน ได้มาใช้ปฏิภาณไหวพริบในการไขคดี แก้ปัญหาในยุคปัจจุบัน เพื่อมอบอรรถรสใหม่ๆ ให้กับท่านผู้ชม”

… ก็ถือว่าพอกล้อมแกล้มน่ะครับ กับเหตุผลนี้ เป็นการพยายามสร้างสรรค์อยู่เหมือนกัน

การผจญภัยของโฮล์มส์ภาคนี้ จึงมาเกิดในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ (ทำให้หนังมีกลิ่นอายต้านสงครามอยู่พอสมควร) เมื่ออังกฤษถูกจู่โจมโดยคลื่นวิทยุกระจายเสียงลึกลับ ที่คอยประกาศว่าขณะนี้อังกฤษกำลังเพลี้ยงพล้ำให้เยอรมันอย่างไรบ้าง หรืออังกฤษกำลังโดนเยอรมันจู่โจมที่ไหนบ้าง ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนักให้คนทั่วเกาะอังกฤษทีเดียวครับ

ทางการจึงเรียกตัวโฮล์มส์ (Rathbone) พร้อมด้วยดร. วัตสัน (Nigel Bruce) ให้มาช่วยจัดการหาต้นตอแห่งคลื่นระทึกขวัญนี้ให้เจอ และหยุดยั้งมันก่อนจะทำให้อังกฤษต้องโกลาหลไปมากกว่านี้

หนังภาคนี้นำเอาเค้าโครงมาจากเรื่องสั้นตอน His Last Bow หรือ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ลาโรง แล้วก็มีการแต่งเติมนิดหน่อยให้เข้ากับเรื่องในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่จุดหนึ่งที่แทบจะไม่ได้เปลี่ยนเลยคือประโยคสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ครับ ที่ยกมาจากประโยคสุดท้ายของเรื่องสั้นแบบทั้งดุ้น

แล้วหนังล่ะเป็นยังไง… ก็จัดว่าไม่เลวครับ แม้จะต้องยอมรับว่ากลิ่นอายโฮล์มส์แบบยุคเก่าหายไปพอสมควร เพราะตัวหนังมันออกแนวสืบสวนผสมแอ็กชันสไตล์สายลับแบบยุคใหม่แทน แต่ถ้าปรับใจสักหน่อยก็พอไหว เพราะไม่ว่าจะอย่างไร โฮล์มส์ก็ยังเป็นโฮล์มส์ครับ ยังฉลาดเสมอ ซึ่ง Rathbone ก็ยังคงเป็น Rathbone ครับ แสดงดีอย่างไรก็ดีอย่างนั้น เช่นเดียวกับ Bruce ในบทหมอวัตสันน่ะแหละครับ เป็นคู่หูที่ลื่นไหลดี

ส่วนเรื่องการไขคดีหรือตามปมนั้น ก็ลดดีกรีสืบสวนแบบเก่าๆ ลงไปเยอะ จะมาเน้นการตามร่องรอยและผจญภัยสายลับเสียมากกว่า อย่างที่บอกน่ะครับว่าหนังมันออกแนวสายลับกึ่งต้านสงคราม โดยมีโฮล์มส์มาเป็นฮีโร่ฝ่ายอังกฤษ (และผสมการชวนเชื่อเข้าไปอีกนิดๆ) กระบวนการเดินเรื่องของหนังเลยมีทั้งที่เข้าและที่ขัดผสมกันไป แต่ถ้าดูรวมๆ ก็ถือว่าไม่ผิดหวังครับ

ก็ต้องอยู่ที่เราล่ะครับ ว่าทำใจรับกับโฮล์มส์สไตล์กึ่งต้านสงครามได้ไหม และต้องล้างภาพโฮล์มส์สมัยวิคตอเรียนลงไปสักหน่อย ก็น่าจะสนุกกับหนังได้ไม่ยากแล้วล่ะครับ ผมเองก็โอเคนะ แต่ลึกๆ ก็ชอบโฮล์มส์สไตล์เก่าๆ มากกว่า มันมีเสน่ห์และอารมณ์ขันแบบกำลังเหมาะ ในขณะที่โฮล์มส์เวอร์ชั่นต้านสงครามนี่ ออกจะมีอารมณ์ขันน้อยลงไปพอสมควรเหมือนกัน

ในฐานะหนังสืบสวนหรือหนังโฮล์มส์ หนังก็ดูได้สนุก ไม่ผิดหวังครับ อย่างน้อยตอนโฮล์มส์ไขคดี หรือพูดวิเคราะห์ อนุมานสิ่งต่างๆ ก็ยังได้ใจไม่เสื่อมคลาย… ก็ต้องชมท่าน Sir Arthur Conan Doyle ที่วางฐานคาแรคเตอร์ของโฮล์มส์ไว้ได้เด่นเป็นเอกลักษณ์ เป็นนักพูดและแจกแจงเหตุผลระดับปรมาจารย์ และต้องชม Rathbone ด้วยครับ ที่พี่ท่านสวมวิญญาณโฮล์มส์ได้อย่างเด็ดขาด โดดเด่นเป็นอมตะขนานแท้

หนังมันมีไฮไลท์ตอนได้ยินโฮล์มส์วิเคราะห์อนุมานนี่แหละ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements