Action

Ninja Assassin (2009) นินจา แอซแซสซิน แค้นสังหาร เทพบุตรนินจามหากาฬ

1364972316

รู้ไหมครับว่าต่อให้เอา เลือด ในหนัง ศุกร์ 13, นิ้วเขมือบ, Halloween, แค้นฝังหุ่น และ Scream มารวมกัน มันยังไม่เยอะเท่า เลือด ที่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเลย!

โอ้ว เยอะมาก Kill Bill ว่าเลือดสาดแต่เรื่องนี้เลือดท่วมเลยน่ะครับ ไม่นึกเหมือนกันว่าเลือดมันจะทะลักขนาดนี้

ว่ากันที่ตัวหนังดีกว่านะครับ พล่ามระบายอารมณ์ไปเยอะแล้ว 555 ตัวหนังออกจะเป็นอะไรที่ผิดจากที่คาดไปเหมือนกัน เพราะมันดูหม่นมืด ชวนผวา และน่ากลัวครับ เป็นการนำเราสู่โลกของนินจาที่แสนทะมึน คละคลุ้งด้วยคาวเลือดและความตาย

เหล่านินจาในเรื่องคือกลุ่มนักฆ่าที่อำมหิต มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี นำโดย โอซูนุ (Shô Kosugi) ประมุขที่เด็ดขาดและโหดเหี้ยม ส่วนพระเอกของเราที่ชื่อ ไรโซ (Rain) ก็คือนินจาที่ตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง ไม่ไปไล่สังหารคนตามบัญชาของโอซูนุ หันมาใช้ชีวิตสันโดษในเงามืด

แต่แล้วเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสาวแห่งยุโรป นามว่า มิก้า (Naomie Harris) ต้องตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากการตามสืบความจริงเกี่ยวกับเหล่านินจา ทำให้ไรโซเลือกที่จะพิทักษ์ความถูกต้อง ออกมาปกป้องเธอและหมายจะคิดบัญชีแค้นที่เขามีกับโอซูนุด้วย

ยอมรับว่าผมประหลาดใจไม่น้อยครับที่หนังจับประเด็นนินจาออกมาในลักษณะนี้ เพราะปกติเราจะคุ้นเคยกับนินจาที่มีหลายฝักฝ่าย อย่างเช่นมี นินจาขาว นินจาดำ นินจาดีที่มีจิตสำนึก และนินจาชั่วร้ายที่ไม่สนอะไรนอกจากตนเอง แต่ในเรื่องนี่เหมือนกับโลกแห่งนินจามีอยู่เพียงด้านเดียวคือด้านมืด และเหล่านินจาก็ไม่ได้มีด้านดีใดๆ มีแต่ด้านลบและความโหด เพราะจากตำนานเรื่องเล่าทั้งหลายที่หนังนำมากล่าวผ่านปากตัวละครต่างๆ นั้น นินจากลายเป็นกลุ่มคนที่มีแต่ความโหด ความเหี้ยม ความไร้ปราณี ว่าง่ายๆ คือหาดีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

หนังเลยออกมาเครียดพอตัวครับ แล้วยังโหดอีกต่างหาก อย่างที่ผมเกริ่นว่าเลือดเยอะมาก ฉากการฆ่าก็โหด คอขาด แขนหลุด อวัยวะฉีกขาดนี่กลายเป็นของปกติสำหรับหนังไปเลยครับ

แล้วตัวหนังเป็นยังไง… จริงๆ ก็สนุกพอตัวนะครับ สิ่งที่ยกนิ้วให้เลยคือลีลาการต่อสู้ที่ค่อนข้างฉับไว บางจังหวะก็ไวเกินไปบ้าง แต่จังหวะไหนที่ไวพอดีหน่อย คนดูดูลีลาทันก็จะได้รับความมันส์ครับ อย่างการตวัดโซ่เคียวของไรโซนี่เท่ห์นี่ก็ดีครับ หรือลีลาอื่นๆ ก็ยังออกมาดูดี ในส่วนของฉากสู้กันนี่ยอมรับครับว่าไม่ผิดหวังเท่าไร

งานด้านภาพก็สวยใช่หยอก ดาราในเรื่องนั้นรายที่ผมชอบสุดคงหนีไม่พ้น Kosugi นักแสดงระดับตำนานสำหรับบทนินจาครับ เรียกว่าสมัยก่อนตอนนินจาบุกหนังฮอลลีวู้ดใหม่ๆ นั้น เขาคือหนึ่งในผู้บุกเบิกเลยครับ ไม่ว่าจะหนังไตรภาค Enter the Ninja และ Nine Deaths of the Ninja ซึ่งแม้การแสดงเขาอาจไม่เด่นนัก แต่ลีลานินจานั้นถือว่าน่าจดจำ (แต่จะไม่ฉับไวเท่าสมัยนี้นะครับ) ดังนั้นการที่ทีมงานเลือก Kosugi ถือว่าเหมาะ แค่พี่ท่านตาขวางๆ ยืนนิ่งๆ ก็ใช้ได้แล้วล่ะครับ

ส่วน Rain นั้นดูกำยำบึกบึน ลีลาการต่อสู้ก็ดีครับ ขอชมเลยว่าเขาฝึกมาดีจริงๆ ทุ่มเทไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับกว่าจะได้ขนาดนี้มา แต่ที่น่าเสียดายคือการแสดงโมโนโทนที่ใครต่อใครกล่าวขานกันนั่นแหละ หน้าพี่ท่านมีโทนเดียวครับ ซึ่งก็พอเข้าใจได้เพราะไรโซในเรื่องนั้นเป็นคนนิ่งเงียบ ไม่ค่อยพูดจาหรือแสดงออก อีกทั้ง Rain เองถ้ายิ้มล่ะหน้าเขาจะทะเล้นทันที ดังนั้นการตีหน้านิ่งจึงเป็นอะไรที่รับได้ครับ

แต่กระนั้นอย่างน้อยแววตาครับ การแสดงออกทางแววตาก็ยังดี ทว่าก็ไม่มีเท่าไรนัก ซึ่งก็เป็นอะไรที่ได้แต่เสียดายครับ เพราะแม้ลีลาต่อสู้จะดี แต่ด้านมิติความลึกและคาแรคเตอร์ของไรโซนั้นก็กลายเป็นแบนราบ ไม่เด่นเท่าที่ควร เรียกว่าเป็นพระะเอกที่รัศมีพระเอกยังจับไม่มากสักเท่าไร

ผู้กำกับ James McTeigue เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้แรงบันดาลใจในการทำ Ninja Assassin นี่จาก Panic in the Streets (1950), The Getaway (1972), Badlands (1973) และการ์ตูนชุด Ninja Scroll ที่ตัวเอกคือ จูเบน่ะครับ ซึ่งก็ออกแนวเครียดเป็นส่วนใหญ่ จนไม่แปลกใจที่หนังจะออกมาเครียดแบบนี้ แต่ก็เพราะความเครียดที่หนักเครื่องเกินไปนิด และบทก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ทำให้ผลที่ได้ออกมายังไม่ลงตัวเต็มที่ ยิ่งการที่หนังไม่ค่อยมีปมให้ติดตามก็ยิ่งธรรมดาไปกันใหญ่

จริงๆ แล้วโลกของนินจายังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมายนะครับ มากไปกว่าการฆ่าหรือการซ่อนตัวในเงามืด ก่อนหน้าที่ผมจะเอาเรื่องนี้มาดูก็ได้ดู Shinobi รวมถึงการ์ตูนแนวนินจาอีกหลายเรื่อง ซึ่งสัมผัสได้ครับว่าวิถีของนินจามันมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะ ไม่ว่าจะการดำเนินชีวิต ศักดิ์ศรี ความอดทน ความเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ หรือด้านลบอย่างการหลงในอำนาจ การหลงในเงามืด ฯลฯ

ดูเหมือนหนังเรื่องนี้ ค่อนข้างหนักไปทางเรื่องของ Assassin มากกว่า Ninja

ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่คิดมากดูเอามันส์เอาสะใจก็น่าจะโอเค แต่กว่าที่เรื่องมันจะสนุกขึ้นก็ปาเข้าไปครึ่งเรืองน่ะครับ แต่อย่างน้อยฉากบู๊ทั้งหลายก็ยังพอเตะตาเร้าใจอยู่

มีเรื่องน่าสนใจอยู่อย่างน่ะครับ แม้หนังเรื่องนี้จะว่าด้วยนินจา อันเป็นเรื่องของญี่ปุ่นแท้ๆ นั้น แต่หนังกลับได้เข้าฉายในญี่ปุ่นอย่างจำกัดมากๆ แค่ไม่กี่โรงเท่านั้นครับ ทั้งที่ตลาดภาพยนตร์ในญี่ปุ่นนั้นถือเป็นแหล่งโกยเงินสำคัญอีกหนึ่งแห่งของฮอลลีวู้ด

อยากรู้จริงๆ ว่าด้วยเหตุผลกลใดถึงเป็นเช่นนั้น

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements