รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Larry Crowne (2011) รักกันไว้ หัวใจบานฉ่ำ

1374588840

Tom Hanks คือดาราคนโปรดคนหนึ่งของผมครับ พี่แกแสดงหนังทีไรก็ไว้ใจได้ในฝีมือ ครั้นพอลองนั่งเก้าอี้กำกับหนังเป็นหนแรกใน That Thing You Do! ก็สร้างความประทับใจให้ผมและใครอีกหลายคนได้เยอะอยู่ พอมาคราวนี้พี่ท่านหันมานั่งแท่นกำกับอีกก็อดหวังนิดๆ ไม่ได้ล่ะครับ

คราวนี้พี่ Tom หันมาจับหนังดราม่าว่าด้วยเรื่องของชายชื่อแลร์รี่ คราวน์ (พี่ Tom แสดงนำเอง) พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตที่ทำงานดีเสมอมา แต่จู่ๆ ดันโดนเลิกจ้างเพราะวุฒิการศึกษาของเขาไม่ถึงเกณฑ์ ทำให้แลร์รี่ตัดสินใจเข้าเรียนในวิทยาลัยเพื่อเพิ่มวุฒิและจะได้ไม่ฟุ้งซ่านเพราะตกงานด้วย

ที่นั่นเขาก็ได้ศึกษาวิชาความรู้ไปพร้อมๆ กับได้เจอกับครูสาวที่สวยและแสบเล็กๆ นามว่า เมอร์เซเดส (Julia Roberts) อันนี้ก็คงพอเดาได้นะครับว่าความรักกุ๊กกิ๊กของทั้งสองก็เริ่มต้น

คือ… ว่าแบบไม่อ้อมเลยนะครับ ดูแล้วเฉยมาก เฉยจนประหลาดใจ เพราะไม่รู้สึกว่าสนุกหรือน่าติดตามเลย เหมือนหนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีประเด็นให้จับ ไม่มีปมดึงให้เราอยากติดตาม ทั้งที่หนังสามารถเอาประเด็นดีๆ มาเล่นได้เยอะครับ เช่น การเข้าไปเรียนวิทยาลัยของแลร์รี่ ถ้าหนังใส่ปมเรื่องเพื่อนเรื่องมิตรภาพลงไปก็ได้แล้วหนึ่งประเด็นดีๆ แต่เท่าที่เป็นนั้นคือแลร์รี่มีเพื่อนครับ แต่เหล่าเพื่อนก็แทบไม่มีบทบาทกับชีวิตของแลร์รี่สักเท่าไร

หรือในเรื่องวิชาเรียนก็อาจลองเชื่อมโยงระหว่างวิชาที่แลร์รี่เรียนกับชีวิตในโลกแห่งความจริง ซึ่งมันจะสะท้อนอะไรน่าสนใจได้หลายอย่าง เช่นจับเอาวิชาที่ดูเหมือนจะไร้ค่าไม่รู้จะเรียนไปทำไม นำมาเสนอให้เราเห็นมุมคุณค่าว่าไม่ว่าวิชาไหนก็ใช้ในชีวิตได้ หากเราเข้าถึงแก่นของมัน

จริงๆ พล็อตหนังเรื่องนี้มันเปิดโอกาสให้จับได้หลายเรื่องมากครับ อย่างการที่แลร์รี่โดนให้ออกเพียงเพราะไม่มีวุฒินั้น หนังอาจตั้งคำถามก็ได้ว่าวุฒิสำคัญจริงแท้แค่ไหน อันว่าประสบการณ์หรือความตั้งใจในการทำงานนั้นมันจะสู้วุฒิปริญญาอะไรไม่ได้เชียวหรือ ไหนจะคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของคนว่าแท้จริงแล้วมันอยู่ที่ใด มันอยู่ที่ผลของงานเท่านั้นหรือเปล่า หรือมันมีคุณค่าด้านอื่นๆ ในชีวิตที่ควรให้ความใส่ใจอีก ฯลฯ

เนี่ยครับ บทหนังเป็นเหมือนสนามกว้างไกลที่จับประเด็นมาเล่นได้ไม่ว่าจะเรื่องชีวิต ความรัก มิตรภาพ การศึกษา สังคม ระบบอันน่าขันขององค์กร, การรีสตาร์ทชีวิตใหม่ หรือเล่าถึงความลำบากของชายวัยกลางคนที่ต้องมาตกงานโดยไร้ความผิดใดๆ จริงๆ แค่เล่นประเด็นหลังนี่ก็เรียกคะแนนสงสารให้กับพระเอกอย่างแลร์รี่ได้เยอะแล้วล่ะครับ

แต่หนังก็ไม่มีอะไร เดินเรื่องเรื่อยๆ ไม่มีช่วงเด่น ไม่มีแรงดึงดูด แม้ดาราก็ช่วยหนังไว้ไม่อยู่ครับเพราะหนังมันดูไร้ทิศทาง ไร้แก่นจนน่าประหลาดใจ

ยังดีครับที่หนังไม่ขาดทุน เพราะลงไปแค่ 30 ล้านเหรียญ และได้คืนมาจากทั่วโลกประมาณ 72 ล้านเหรียญ เรียกว่าพอคุ้มทุน แต่ตัวหนังไม่ได้ใจคน ไม่เหมือน That Thing You do ที่แม้จะทำเงินทั่วโลกแค่ 34 ล้าน แต่ยังครองใจคนมากมาย (อย่างผมคนหนึ่งล่ะ) และเพลงในหนังก็ยังเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้

แอบเสียดายเหมือนกันครับ เพราะจริงๆ ผมชอบการแสดงในเรื่องของพี่ Tom นะ เขาดูน่ารัก นิ่งๆ น่าเอาใจช่วย แต่ปัญหาคือมันไม่มีเหตุอะไรให้เราอยากเอาใจช่วยเขาเลย ชีวิตนายแลร์รี่ดูเรื่อยๆ นิ่งๆ ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธครับว่าในชีวิตจริงของคนเรามันก็อาจประมาณนี้แหละ ไม่มีอะไรมาก แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ แต่พอเอามาทำเป็นหนังมันก็จะออกแนวนิ่ง ไม่น่าสนใจ และนั่นก็ทำให้ดีกรีความน่าดูหายไปหลายอยู่เหมือนกัน

ส่วนเจ๊ Julia ก็ไม่ต่างกันครับ บทไม่มีความลึกไม่มีอะไรให้จดจำ ดูไปก็นึกถึง Eat Pray Love เหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้วทั้งเรื่องนี้และเรื่องนั้นมันมีวัตถุดิบของเรื่องที่ดีนะครับ วัตถุที่สามารถใช้สร้างประเด็น สร้างสาระ สร้างแง่คิด สร้างได้กระทั่งปรัชญามามอบให้กับผู้ชมได้ลองพิจารณาและใคร่ครวญ แต่การเดินเรื่องและการนำเสนอกลับไม่สามารถไปถึงจุดนั้น ไม่สามารถดึงเอาวัตถุดิบมาตีเป็นของดีให้กับคนดูได้

ไม่รู้ทำไมระหว่างเขียนถึงหนังเรื่องนี้ ผมนึกถึงหนังเรื่อง The Best Exotic Marigold Hotel ขึ้นมาเป็นระยะ อาจเพราะแนวมันคล้ายน่ะครับ เป็นดราม่าว่าด้วยคนอายุมาก ที่ลองไปพักโรงแรมต่างแดนเพื่อค้นหาบางสิ่ง (เช่น ตัวตน ความหมายชีวิต หรือการอภัย) แล้วพวกเขาก็ได้พบมัน เอาเป็นว่าขอแนะนำข้ามเรื่องเลยนะครับ ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากให้ดูกัน สำหรับ The Best Exotic Marigold Hotel ที่เดินเรื่องไม่หวือหวา แต่น่าสนใจและสนุกมากๆ

สำหรับเรื่อง Larry Crowne นี้ก็เหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ของพี่ Tom Hanks และเจ๊ Julia Roberts ครับ ขอเพียงอย่าคาดหวังให้มากก็อาจพอโอเคบ้าง

แต่สำหรับผม… นิ่งเสียจริงๆ เชียว

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements