รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Curse of Frankenstein (1957), สาปสยอง แฟรงเกนสไตน์

1364922109

ช่วงนี้ผมก็จะทยอยรีวิวหนังที่ลุง Peter Cushing ดารายอดฝีมือผู้ล่วงลับแสดงเอาไว้นะครับ ซึ่งปกติลุงเขามักจะร่วมแสดงในหนังสยองหรือหนังลึกลับจากค่าย Hammer Films ค่ายหนังชื่อดังในยุค 60 – 80 ของอังกฤษ ที่จะถนัดสร้างสรรค์หนังสยองแนวโกธิคออกมาอย่างหนังชุด Dracula ที่ Christoper Lee แสดงนำเป็นต้น

และสำหรับเรื่องนี้ก็เป็นตำนานมอนสเตอร์ชื่อดังอีกตนหนึ่งครับ ในเวอร์ชั่นของ Hammer ซึ่งก็ฮิตไม่แพ้ Dracula เลยครับ จนต้องมีการทำตอนต่อออกมาอีกเพียบ

สำหรับตัวหนังนั้นก็เป็นการรีเมคเรื่องของแฟรงเกนสไตน์น่ะครับ หนังเปิดมาก็แนะนำให้เรารู้จักกับ วิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Cushing) ที่โดนจองจำอยู่ในคุกและกำลังจะรับโทษประหาร ซึ่งก่อนที่เขาจะโดนลงโทษ เขาได้ตัดสินใจบอกเล่าเหตุการณ์ต้นเรื่อง ที่ทำให้ต้องมีบทลงเอยบนลานประหารเช่นนี้

เรื่องเริ่มตั้งแต่เขายังเด็กครับ หลังการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของแม่ ทำให้เขาเลือกที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์และเดินหน้าค้นคว้าทดลองในหัวข้อ “วิธีการปลุกชีพสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้ว”

ในเบื้องต้นเขาทำสำเร็จครับ เขาสามารถทำให้สุนัขที่ตายไปฟื้นขึ้นมาได้ เขาเลยเลือกที่จะทดลองขั้นต่อมานั่นคือการปลุกชีพซากศพมนุษย์… และนั่นแหละครับ คือจุดเริ่มของเรื่องสยองที่กลายเป็นบ่วงมรณะ ย้อนมารัดคอของเขาเอง

Cushing ถ่ายทอดบทวิคเตอร์ออกมาได้เข้าท่าครับ จากเดิมที่เรามักจะเห็นวิคเตอร์ในเวอร์ชั่น “นักวิทยาศาสตร์อยากรู้อยากเห็น” แต่พอมาฉบับนี้เขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่คลั่งในการทดลองและยอมทำทุกอย่าง (แม้แต่ลงมือฆ่าคน) เพื่อให้ตนเองบรรลุเป้าหมาย ทำให้ตัวหนังได้กลิ่นอาย “หนังสยอง” เพิ่มขึ้นอีกเพียบครับ เพราะของเดิมนั้นมันจะน่ากลัวแค่ตอนที่เจ้าอสูรคืนชีพ แต่กับฉบับนี้วิคเตอร์กลายเป็นตัวละครที่ดูน่ากลัวและดูเป็นตัวร้ายไม่แพ้เจ้าอสูรกายเหมือนกัน

ส่วนเจ้าอสูรกาย (รับบทโดย Christopher Lee) ก็ดูน่ากลัวและมีรูปลักษณ์ออกแนวปีศาจร้ายมากกว่าเดิมครับ โดยเฉพาะฉากที่เขาเจอกับชายชราตาบอด ที่อาจทำให้คนที่เคยดูฉบับอื่นต้องประหลาดใจอย่างสุดๆ เพราะมันได้กลายเป็นความสยองขวัญแทนที่จะเป็นโทนอบอุ่น ซึ่ง Lee ก็แสดงได้น่ากลัวครับ แล้วก็ต้องยกความดีความชอบให้กับการเมคอัพระดับสุดยอด ที่ทำให้เขากลายเป็นปีศาจแบบเต็มตัว ไม่ได้ดูกึ่งน่ากลัวกึ่งน่ารักแบบของเก่า ซึ่งมันก็เป็นไปตามโทนหนังล่ะครับ เพราะเวอร์ชั่นดั้งเดิมของค่าย Universal เมื่อปี 1931 นั้นเขาตีความให้อสูรเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาบนโลกอย่างไม่ประสีประสา มันไม่รู้จักกระทั่งความดีความชั่ว จะว่าเป็นสิ่งบริสุทธิ์ในระดับหนึ่งก็ได้ครับ แต่กับฉบับนี้มีแววร้ายออกชัดมากๆ

แรกเริ่มเดิมที Jimmy Sangster คนเขียนบทนั้นกะจะให้เรื่องและโทนออกมาเหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับ และยังคิดจะตาม Boris Karloff มาแสดงเป็นอสูรกายอีกรอบ อีกทั้งจะทำเป็นขาวดำด้วย แต่พอดีว่าทาง Universal เจ้าของสิทธิ์เดิมขู่จะฟ้องทันทีที่ค่าย Hammer คิดจะนำโทนดั้งเดิมไปใช้ เลยต้องมีการปรับบทแปลงอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งจริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องดีนะครับ ที่ทำให้ Frankenstein ฉบับนี้มีสไตล์เป็นของตัวเอง และยังมีความน่ากลัวผสมกับศิลป์ จนทำให้มันเป็นหนังสยองคลาสสิกได้อย่างไม่ยากเย็น

และหนังเรื่องนี้ถือเป็นการแสดงร่วมจอ เจอกันแบบประจันหน้าครั้งแรกของ Christopher Lee และ Peter Cushing ครับ เพราะแม้เรื่องอื่นเขาจะมีชื่อแสดงร่วมกันก็ตาม แต่มักจะปรากฏตัวคนละฉาก ไม่ค่อยได้มาป๊ะหน้ากันแบบนี้เลย

หนังได้ Terence Fisher มากำกับซึ่งขานี้ก็ไว้ใจได้ครับ ทำหนังได้มาตรฐานอยู่แล้ว โดยเฉพาะหนังสยองสไตล์ค่าย Hammer ที่มีกลิ่นอายโกธิค มีบรรยากาศน่ากลัวแฝงอยู่ในแต่ละฉาก อีกทั้งดนตรีหลอนๆ กำลังเหมาะ ซึ่งหลังจากเรื่องนี้เขาก็ได้ร่วมงานกับค่าย Hammer อีกหลายเรื่องทีเดียวครับ และแต่ละเรื่องก็น่าจดจำทั้งนั้น อย่าง Horror of Dracula, The Hound of the Baskervilles และ The Mummy ด้วย

ตัวหนังนั้นยาวแค่ 82 นาทีเองครับ กระชับสั้นแต่ก็ดูสนุกมาก เพลินมาก สยองไม่เลว และน่าติดตามดีจริงๆ แต่กระนั้นด้วยความที่หนังเน้นสยองมากกว่าจะเน้นสาระและการสะท้อนความเป็นคนแบบในต้นฉบับ เลยทำให้ฉบับนี้เป็นรองต้นฉบับอยู่เล็กน้อย

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements