รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

House of Frankenstein (1944), คฤหาสน์แฟรงเกนสไตน์

1364662772

นักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่ง ดร. กุสตาฟ นีมานน์ (Boris Karloff) กับ แดเนี่ยล (J. Carrol Naish) ข้ารับใช้หลังค่อมได้หนีออกจากที่คุมขังพร้อมด้วยความแค้น และสิ่งแรกที่เขาคิดจะทำเมื่อหนีออกมาคือ การนำเอาจอมผีดิบ แดร็กคูล่า (John Carradine) มาใช้ในงานล้างแค้น

หลังจากนั้นเขาก็ได้พบเจอกับ อสุรกายของแฟรงเกนสไตน์ (Glenn Strange) และ แลร์รี่ ทัลบอต (Lon Chaney Jr.) ผู้ที่ต้องคำสาปต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าทุกคืนวันเพ็ญ ทั้ง 2 ถูกฝังอยู่ใต้น้ำแข็งครับ ดร. กุสตาฟเลยช่วยพวกเขาออกมา

พอแลร์รี่ฟื้น นีมานน์ก็ให้สัญญาว่าจะช่วยแลร์รี่กำจัดคำสาปหมาป่าออกไปจากตัวเขา แต่แท้จริง ดร. นีมานน์มีแผนหลอกใช้แลร์รี่และเหล่าปีศาจทั้งหลายอยู่ครับ ก็ต้องดูกันต่อไปว่าเรื่องจะลงเอยยังไงนะครับ

หนังเหมือนแบ่งเป็น 2 ช่วงครับ ช่วงแรกว่าด้วยแผนของนีมานน์ที่คิดใช้แดร็กคูล่าในทางชั่วร้าย จากนั้นก็ค่อยมาเข้าเรื่องอสุรกายของแฟรงเกนสไตน์กับมนุษย์หมาป่า ซึ่งจะว่าไปหนังก็ทำได้ไม่เลวครับ ผมชอบนะ ดาราแสดงกันได้ดีทีเดียว แต่อาจตะขิดตะขวงใจบ้างกับบทแดร็กคูล่าที่ John Carradine มาแสดง ซึ่งเขาดูไม่ค่อยน่าเกรงขามสักเท่าไร แม้สำเนียงเขาจะดีก็เถอะ

จริงๆ แล้วตอนแรกมีการวางตัวให้ Bela Lugosi มาแสดงเป็นท่านเคาท์ แดร็กคูล่าเจ้าเก่าครับ แต่พอดีว่า Karloff มีคิวงานจำกัด ทำให้การถ่ายทำต้องเร่ง บทท่านเคาท์เลยต้องให้ Carradine แสดงแทน และนอกจากนี้ตอนแรกในบทดั้งเดิมนั้น จะมีอีกหนึ่งอสูรกายมาร่วมแจมด้วยน่ะครับ นั่นคือ เดอะ มัมมี่ หนึ่งในมอนสเตอร์อมตะของค่าย Universal แต่เนื่องด้วยทุนจำกัดจึงทำให้บทของมัมมี่ถูกถอดออกไปครับ

หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นภาคต่อตอนที่ 6 ของหนังชุด Frankenstein และตอนต่อตอนที่ 3 ของหนังชุด The Wolf Man แล้วยังควบตำแหน่งตอนต่อแบบกลายๆ ตอนที่ 4 ของหนังชุด Dracula ด้วยครับ และหากเราพิจารณาประเภทของตัวละครที่โผล่ในเรื่อง เราก็อาจจะถือว่า ดร. กุสตาฟนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งที่คล้ายตัวละครอย่าง Dr. Jekyll & Mr. Hyde (แต่แกจะแปลงร่างไม่ได้เท่านั้น) กับตัวละครหลังค่อมซึ่งเราจะมองว่าเป็นอีกอร์ หรือเป็นตระกูลเดียวกับพวก The Hunchback of Notredame อันนี้ก็แล้วแต่ครับ เอาเป็นว่าหนังรวมดาวคาแรคเตอร์มอนสเตอร์ไว้ได้เยอะพอสมควร

ถือเป็นหนังที่ดูเพลินนะครับ มาพร้อมตอนจบที่สนุกครับ มีลุ้น มีปมใช้ได้ทีเดียว ผมขอยกให้เป็นภาคต่อที่น่าพอใจกว่าตอนที่แล้ว (Frankenstein Meets the Wolf Man) แต่เสียดายนิดๆ ที่อสุรกายมีบทน้อยไปหน่อยครับ แต่ก็พอเข้าใจว่าทีมงานคงอยากเน้นที่ Karloff ซึ่งตอนนั้นชื่อกำลังดังมากๆ และถือว่าเป็นดาราที่ดังที่สุดในหนังเรื่องนี้ด้วย

อาจไม่ใช่การยำอสุรกายมาเจอกันแบบที่ลงตัวเต็มที่ แต่ก็ถือว่าสนุกและอร่อยไม่เลวครับ บรรยากาศเหมาะสมกับความเป็นหนังสยอง และด้วยความที่มันเป็นหนังขาวดำ ก็ยิ่งเสริมความขลังลงไปได้อีกไม่น้อยทีเดียว

สองดาวกว่าๆ ใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements