รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Mummy (1932) เดอะ มัมมี่

1365527563

มอนสเตอร์ในตำนานอีกหนึ่งตนที่ดังไม่แพ้ Dracula, Frankenstein และ The Wolf Man ซึ่งฉบับนี้ก็ได้ Boris Karloff ผู้เคยสวมวิญญาณอสุรกายของแฟรงเกนสไตน์จนโด่งดังมาแล้วในปี 1931 โดยในเรื่องนี้เขามารับบทเป็น อิมโฮเทป นักบวชในยุคอียิปต์โบราณที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และเขาต้องการเสาะหาหลุมศพของอนัคซูนามุน คนรักของเขา เพื่อจะได้ปลุกชีพเธอขึ้นมาครองคู่และอยู่เป็นอมตะตลอดไป

แน่นอนครับว่าใครก็ตามที่กล้ามาขวางหรือหาเรื่องข้องเกี่ยวกับเขา ก็ต้องพบกับความตายอย่างสยดสยอง

หนังได้แรงบันดาลใจมาจากข่าวใหญ่เมื่อปี 1922 ที่มีการสำรวจขุดพบหลุมศพของตุตันคาเมน อีกทั้งตำนานคำสาปของสมบัติฟาโรห์ก็กำลังเป็นข่าวร้อนอยู่ในตอนนั้น ทำให้ Carl Laemmle Jr. ผู้อำนวยการสร้างแห่ง Universal ที่เพิ่งรับทรัพย์ไปเต็มๆ จากหนัง Dracula และ Frankenstein ซึ่งเขาก็แน่ใจว่าถ้าจับเรื่องตำนานสยองมาผูกเป็นหนังได้อีกล่ะก็ มันจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

ตอนแรกนั้นเอง Laemmle ก็ได้มอบหมายให้ Richard Shayer ไปค้นมาว่ามีนิยายเล่มไหนที่ว่าด้วยตำนานคำสาปฟาโรห์บ้าง ปรากฏว่า Shayer ก็หาไม่เจอเลยครับ ในที่สุดเขากับ Nina Wilcox Putnam นักเขียนบทอีกคนก็เลยตัดสินใจค้นเค้าโครงเรื่องที่มันคล้ายๆ กันมาเขียนบทแทน โดยโจทย์ของพวกเขาก็คือสร้างปีศาจขึ้นมาอีกคร โดยที่ปีศาจตนนี้มีความอมตะและมีพลังคำสาปด้วย

แล้วพวกเขาก็สนใจเรื่องของ Alessandro Cagliostro นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่อ้างว่าเขามีชีวิตอยู่มาหลายศตวรรษซ้ำยังมีวิชาอาคม แล้วพวกเขาก็ได้บทคร่าวๆ ความยาว 9 หน้าว่าด้วยเรื่องของนักมายากลที่เป็นอมตะ อยู่มานานกว่า 3,000 ปีโดยเคล็ดลับความอมตะก็คือใช้สารไนเตรทฉีดเข้าร่าง

Laemmle พอใจกับบทครับ แต่ในใจก็ยังอยากให้เรื่องมันเกี่ยวกับอียิปต์และคำสาปไอยคุปต์อยู่ดี เขาเลยไปขอแรง John L. Balderston มือเขียนบทที่มีส่วนสร้าง Dracula และ Frankenstein ให้มาผสมเรื่องอียิปต์ลงไปในบทภาพยนตร์ชิ้นนี้ที แล้วผลก็ได้ออกมาเป็นบทหนังที่ชื่อ Im-Ho-Tep ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น The Mummy ในนาทีสุดท้าย

และผลที่ได้ก็คือตำนานอีกบทหนึ่งของหนังสยองค่าย Universal ที่โด่งดังไม่แพ้เรื่องไหนๆ และยังตอกย้ำความดังให้กับ Karloff อีกต่างหาก

ต้องยอมรับว่าลีลาการนำเสนอของหนังเรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจครับ เพราะหนังมันไม่ใช่แค่อสูรฟื้นขึ้นมาแล้วไล่ฆ่าคนเท่านั้น แต่มันยังมีการผูกเรื่อง ทำให้อสูรอย่างมัมมี่เป็นปีศาจที่แม้จะร้ายกาจ แต่ก็มีมิติ มีแรงจูงใจในการกระทำ และการปราบมันก็ทำให้คนดูลุ้นพอสมควร จนไม่แปลกใจที่คนส่วนมากมักจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นแนว “ลึกลับ ซ่อนเงื่อน” มากกว่าจะเป็นแนวสยองหรือแนวอสูรร้าย เพราะหนังไม่ได้เน้นที่ความโหดของมัมมี่ แต่เน้นที่การวางแผน การหลอกล่อมนุษย์ให้ติดกับแทน

ก็ถือเป็นหนังมอนสเตอร์ของ Universal ที่ทำได้ดีครับ ไม่ผิดหวัง แม้จะไม่ยอดเยี่ยมเท่า Dracula หรือ Frankenstein ก็ตาม แต่หนังก็มีรสชาติสนุกในแบบของตนเอง มีลีลาการเดินเรื่องที่สดพอสมควร (สำหรับยุคนั้น) ซึ่งแม้เราจะเอามาดูในยุคนี้ก็ยังสนุกกับเนื้อเรื่องที่มีความซับซ้อนได้ไม่ยาก

และ The Mummy นี้ยังถือเป็นหนังมอนสเตอร์ของ Universal ที่ออกจะแปลกสักหน่อย เพราะแม้จะประสบความสำเร็จอย่างดี แต่หนังก็ไม่มีภาคต่อครับ มีแต่ฉบับรีเมค (แบบอ่อนๆ) ใน 8 ปีต่อมา ที่ใช้ชื่อว่า The Mummy’s Hand แทน ซึ่งเป็นคนละเรื่องราวกันไปเลย ไม่ใช่ภาคต่อแต่อย่างใด (แต่กระนั้นแฟนหนังชุดนี้บางคนก็ชอบนับหนังชุด The Mummy’s hand ว่าเป็นภาคต่อของ The Mummy)

สรุปว่ามอนสเตอร์ตนนี้มีดีเช่นเคย

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Untitiled04676