Action

Spider-Man 3 (2007) ไอ้แมงมุม 3

timthumb.php

หลังจากดูภาคสองของไอ้แมงมุมจบ ผมก็ตั้งคำถามทันทีว่าภาค 3 จะออกมาอีท่าไหน จะดีกว่าภาคสองหรือไม่ก็แทบไม่อยากคิด เพราะแค่จะให้ดีเท่าก็น่าจะยากอยู่

สุดท้ายพอดูภาคสามจบ ก็ยังรู้สึกว่าโอเค สนุกตื่นเต้นมีอะไรให้เก็บกลับมาคิดได้เช่นเคย แต่ด้วยความที่อะไรต่อมิอะไรมัน “เยอะ” มากเกินนี่แหละ เลยทำให้ภาคสามที่มีพล็อตแน่น กลายเป็นตอนที่สนุกในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เท่าสองภาคก่อนหน้า

เนื้อเรื่องก็ว่าด้วยยุครุ่งของสไปเดอร์แมน ที่หลังจากปราบวายร้ายระดับบิ๊กไปสองตัว ความนิยมในตัวของสไปดี้ก็พุ่งสูงเป็นขวัญใจมหาชน จนปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (Tobey Maguire) ร่างจริงของไอ้แมงมุมเวลาเดินไปไหนก็อดจะภูมิใจไม่ได้ อีกทั้งความรักระหว่างเขากับแมรี เจน วัตสัน (Kirsten Dunst) ก็กำลังไปได้สวย จนปีเตอร์อยากขอเธอแต่งงาน

แต่เรื่องร้ายก็ตั้งเค้า เมื่อแฮร์รี่ ออสบอร์น (James Franco) ที่เชื่อมาตลอดว่าสไปเดอร์แมนฆ่าพ่อของตนได้รู้ว่าปีเตอร์คือสไปดี้ ไฟแค้นจึงระอุจนพี่ท่านสวมวิญญาณก็อบลินตัวที่สองออกโรงไล่ล่าฆ่าปีเตอร์

เท่านั้นยังไม่พอ ปีเตอร์ยังต้องพบกับฟลินท์ มาร์โก (Thomas Haden Church) ฆาตกรตัวจริงที่ลั่นไกทำให้ลุงเบนต้องจากไปเมื่อหลายปีก่อน ส่งผลให้ปีเตอร์ล่ามาร์โก้อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อล้างแค้น ในด้านชีวิตก็เกิดมีศัตรูทางอาชีพโผล่ขึ้นมา นั่นคือเอ็ดดี้ บร็อก (Topher Grace) ช่างภาพที่เตรียมแย่งงานจากเขาไป

แต่ศัตรูรายไหนก็คงไม่ร้ายเท่า “ด้านมืด” ในใจตนเอง ที่ก่อตัวมากขึ้นจากเรื่องความแค้น ความโกรธ ซ้ำร้ายยังมีสสารลึกลับ (Symbiote) สีดำเมื่อมตรงเข้ารวมกับชุดแมงมุม ในทางหนึ่งมันเพิ่มพลังให้เขาจนไร้ขีดจำกัด แต่ผลข้างเคียงก็คือปีเตอร์มีความก้าวร้าวและโทสะเพิ่มมากขึ้น ยิ่งอยู่กับเจ้าสสารดำนี่นานเท่าไร เขาก็ยิ่งหลงไปกับพลังอำนาจ ปล่อยตนเองทำตามใจโดยไม่สนคนรอบข้าง

เรียกว่างานนี้ศัตรูของไอ้แมงมุมมีทั้งจากรอบกายและภายในตัว

จะว่าไปศัตรูในภาคนี้ต้องนับว่าใหญ่สุด เพราะมันคือจิตใจภายในที่เอาชนะได้ยากเย็น แล้วไหนจะมีศัตรูภายนอกโผล่มาแบบต่อเนื่อง ตามด้วยปัญหาชีวิตส่วนตัวของปีเตอร์อีก เรียกว่าความเข้มข้นของบทนี่เยอะมาก แต่ทีนี้หนังก็มีปัญหาเหมือนหนัง “ประเด็นเยอะเกิน” อีกมากหลาย (อย่าง Iron Man 2 เป็นต้น) ตรงที่ทีมงานยังไม่สามารถปรุงทุกสิ่งให้เข้ากันได้แบบลงตัวเพราะหนังถือว่ายำประเด็นมากมายไม่ว่าจะเรื่องเพื่อน มิตรภาพ การหักหลัง การให้อภัย การเลือก การคุมอารมณ์ตน การทำผิดแล้วแก้ไข หรือบางรายก็ผิดแล้วผิดอีก จนได้รับบทลงเอยที่น่าเศร้า ตามด้วยประเด็นชีวิตคู่ การเคียงข้างประคองกันและกัน การตั้งกำแพงขวางเข้าใส่กันของคู่รัก ไหนจะมีเรื่องการรู้จักผิดชอบชั่วดี การเปิดออกเข้าใจผู้อื่น การเสียสละเพื่อใครๆ ฯลฯ เรียกว่าเยอะมว๊าก

และด้วยความเยอะแต่ยังเกลี่ยบทไม่เนียนนี่เอง ทำให้หนังภาคนี้ออกแนวตำซั่วที่ใส่เครื่องจนล้นครก แม้จะพยายามโขกสากหลายโป๊กแต่เครื่องในครกก็ยังไม่ค่อยจะเข้ากันอยู่ดี

อันนี้แอบเห็นใจพี่ Sam Raimi ที่คงอยากจะทำภาคนี้ออกมาให้เข้มข้นกว่าตอนที่แล้ว มิหนำซ้ำทางบริษัทออกทุนก็ยังแทรกแซง (เล็กๆ) โดยสั่งให้เพิ่มโน่นเติมนี่ จนแล้วในที่สุดหนังที่เยอะเกินเรื่องนี้เลยยังไม่กลมกล่อม

ถ้าว่ากันที่ความสนุกก็ยังนับได้ว่าพอมี ฉากบู๊ภาคนี้ถือว่าจัดเต็มดูเพลิน แต่ในส่วนของการเดินเรื่อง การเล่าพล็อตและประเด็นต่างๆ นั้นหนังยังทำได้ไม่เต็มที่ การเชื่อมประเด็นผสมเรื่องก็ยังมีจุดพร่องอยู่ไม่น้อย

สำหรับผมแล้ว ถ้าถามว่ายังชอบ Spider-Man 3 นี่ไหม ก็ตอบได้ว่ายังชอบอยู่ เพราะอย่างน้อยหนังก็มีประเด็นสาระดีๆ อยู่เยอะ

อย่างเช่นการกำหนดให้ปีเตอร์ต้องเจอกับวายร้ายที่ถือว่าร้ายที่สุดอย่าง “ด้านมืดในใจตนเอง” เราก็สามารถเอาสาระดีๆ จากเรื่องนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพราะถ้าว่าตามจริง แทบทุกคนก็ล้วนเคยโดนวายร้ายชนิดเดียวกับที่สไปดี้โดนในภาคนี้จู่โจมเข้าใส่กันมาแล้วทั้งสิ้น

มันคือ โทสะ ความแค้น ความหลงระเริง การขาดสติยั้งคิด และการไม่ปล่อยวาง

คนเราเจอวายร้ายตัวนี้ได้เรื่อยๆ เช่น เวลาเราทำงานสมมติว่าจู่ๆ ก็โดนเจ้านายด่าว่าให้เสียความรู้สึก ซึ่งความเจ็บจากปากเจ้านายนั้น จะว่าไปก็มีไม่มาก มีแค่ชั่วครู่ หากเราปล่อยวางได้ไม่คิดมากเรื่องก็จบ แต่ถ้าเราเก็บมันมาเป็นความเจ็บฝังใจ รับคำด่าเอามาคิดสานต่อให้ปวดใจเพิ่มพูน เมื่อนั้นเท่ากับเรากำลังจะพ่ายศึกให้กับเจ้าวายร้ายทางจิตใจตัวนี้เรียบร้อย

สติที่เป็นเพื่อนคู่คิดหรือดวงจิตด้านมืดที่เป็นผู้ร้ายสุดคลั่งล้วนมีเชื้ออยู่ในตัวเราทุกคน อยู่ที่ว่าเราจะปล่อยให้อันไหนมากุมบังเหียนชีวิต

Raimi เข้าใจเอาจุดนี้มาเล่น จนก่อให้เกิดฉากฮาตอนกลางเรื่อง ดูแล้วเหมือนจะล้อเลียนภาคสอง ถ้าจำกันได้กลางเรื่องภาคสองพอปีเตอร์ตัดสินใจเลิกใส่ชุดแมงมุม หันมาใช้ชีวิตแบบคนปกติ เป็นการบ่งบอกว่าปีเตอร์กำลังดื่มด่ำกับการใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนทั่วไป พอมาภาคนี้ฉากที่ว่าถูกล้อโดยภาพปีเตอร์กำลังหลงมัวในความเห็นแก่ตัว ออกท่าเจ้าชู้โปรยเสน่ห์ไปทั่ว ซึ่งตามเนื้อเรื่องก็เกิดจากฤทธิ์ของเจ้าสสารปริศนาที่ว่านั่น

spider_man_3_04

วายร้ายจากภายนอกก็มีแฮร์รี่ ที่ตั้งใจจะล้างแค้นสไปดี้ให้สำเร็จเลยอัพเกรดตนเป็นก็อบลินคนที่สอง ขี่เครื่องร่อนเอาสารพัดอาวุธมาไล่ยังใส่ปีเตอร์ ดูจากพลังและความคล่องแคล่วคงต้องบอกว่าก็อบลินตัวนี้ร้ายกว่าผู้พ่อมากมาย แต่พอดูจนจบบอกตามตรงว่าคงมีแต่คนสงสารแฮร์รี่ ที่มักทำอะไรใต้ร่มเงาพ่อตลอด ขนาดพ่อตายไปก็ยังแผ่อิทธิพลมาคุมจิตใจลูก

มนุษย์ทรายหรือ Sandman คือผู้ร้ายรายที่สองประจำภาค เดิมชื่อมาร์โก ฟลินต์ ฆาตกรตัวจริงที่สังหารเบน ปาร์กเกอร์ ถ้าว่ากันถึงความร้ายก็ใช่ย่อย พี่ท่านสามารถแปลงร่างเป็นเศษทรายเมื่อไรก็ได้ตามต้องการ เพราะตกลงไปในสนามทดลองระหว่างหลบหนีการตามของตำรวจ รู้ตัวอีกทีก็โดนเปลี่ยนโมเลกุลในร่างกายหลอมเข้ากับทรายไปเสียแล้ว พอปีเตอร์ทราบเรื่องก็รีบคว้าชุดแมงมุมไปไลซัดกับมัน พร้อมทั้งกล่าวถามทวงแค้นว่าจำได้หรือไม่ที่เคยฆ่าคนชราที่ไร้ทางสู้คนหนึ่ง

ส่วนตัวร้ายคนสุดท้าย แต่แฟนการ์ตูนจับตารอดูมากที่สุด หนีไม่พ้น เวนอม หรือร่างมืดของไอ้แมงมุม เกิดจากพอปีเตอร์รู้ดีว่าชุดแมงมุมสีดำมันรังแต่จะทำให้เขาชั่วร้ายมากขึ้น เลยพยายามถอดออก ตอนถอดก็พอดีที่เอ็ดดี้ บร็อก คู่แข่งช่างภาพที่แค้นปีเตอร์มาตลอดเกิดผ่านไปเห็นเข้า เจ้าเมือกสีดำเลยเห็นเป้าหมายใหม่เพราะชวยคนนี้มีโทสะและความชิงชังอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ ที่สำคัญคนที่เอ็ดดี้ปรารถนาจะเล่นงานก็คือปีเตอร์เจ้าของชุดคนเก่าด้วย เจ้าเมือกดำเลยได้ทั้งร่างใหม่ ได้ทั้งคนล้างแค้น เข้ารวมกับเอ็ดดี้ก่อกำเนิดเป็นเวนอม ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของสไปดี้ เพราะนอกจากจะมีพลังเหมือนสไปเดอร์แมนทุกอย่างแล้ว ยังแข็งแกร่งกว่า ว่องไวกว่า ซ้ำยังรู้จุดอ่อนทุกประการของสไปเดอร์แมนจนหมดสิ้น

แต่แม้วายร้ายสามตัวจะมีดี ทว่าด้วยความที่เวลาในหนังมันจำกัด ทำให้การเกลี่ยบทยังไม่เนียนพอ เลยออกจะน่าเสียดายนิดๆ แต่ก็ยังดีครับที่ตอนท้ายในฉากไคลแม็กซ์ หนังสรุปรวบเรื่องมาเจอกันได้ไม่เลว

สาระดีที่ขาดไม่ได้ในหนังไอ้แมงมุมก็คือการเอาเรื่องปมชีวิตของปีเตอร์มาเล่น เรียกว่ายังคงคอนเซปต์การเป็นยอดมนุษย์ผู้อาภัพที่ Stan Lee คนเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ตั้งใจมาตั้งแต่เริ่มแรกในยุค 60

ชีวิตที่เกือบจะสวยงามของปีเตอร์กลับค่อยๆ พังทลายลง หากจะว่าไปก็ไม่ใช่เพราะใครหรอก เพราะตัวเขาเองนั่นแหละ หลงใหลในชื่อเสียงของตัวเอง ซ้ำยังได้เจ้าสารดำเมื่อมมาเสริมแรงอีก เลยเตลิดไปไกลจนกู่เกือบไม่กลับ

แมรี เจน รักแรกและรักเดียวของปีเตอร์แม้จะสมหวังเข้าในกันในตอนท้ายของภาคสอง พอภาคสามแทนที่จะสานต่อจนลงเอยด้วยการแต่งงาน เรื่องราวกลับเลวร้ายจนเกือบมองหน้ากันไม่ติด

ทั้งนี้ทั้งนั้นสาเหตุก็เพราะความไม่เข้าใจกันเป็นสำคัญ เหมือนคู่รักหลายคู่ที่ต้องแยกทาง เนื่องจากอีกฝ่ายไม่มีเวลาให้ หรือแม้จะมีเวลาให้บ้าง คุยกันปรึกษากันบ้าง แต่เอาเข้าจริงก็เป็นการนั่งคุยนั่งฟังเป็นพิธี แต่ความเอาใจใส่กลับไม่ได้มากมายเท่าสมัยจีบกันใหม่ๆ

คนมากมายเข้าใจว่าการเป็นแฟนใครสักคนก็คือการเคียงอยู่เคียงข้างเขาให้ตลอด ให้เวลาเขาบ้างตามสมควรก็น่าจะพอ ที่นี้พอเราให้เวลาแล้วก็อาจคิดว่า “ให้เวลาแล้วไง โอเคนะ ไปล่ะ จบเรื่อง” แต่หารู้ไม่ว่าคนรักของเรานั้นอาจไม่ได้ต้องการให้เราฟังหรือหาทางออกให้ แต่ต้องการให้เราเป็นกำลังใจเท่านั้นเอง

อย่างในเรื่องแมรี เจนกำลังประสบปัญหาเจอนักวิจารณ์ละครบอร์ดเวย์รุมด่าไม่เหลือดี เลยท้อแท้หมดกำลังใจ ครั้นจะขอคนรักเป็นที่พึ่งพิงยามเหนื่อย ปีเตอร์ก็เอาแต่สนุกกับชื่อเสียงที่ตนมี ไม่ได้ตั้งใจฟังแมรี เจนอย่างจริงจัง พอแมรี เจนพูดปัญหาของตน ปีเตอร์ก็รับฟังก่อนจะตอบกลับไปว่าอย่าคิดมาก แล้วก็ร่ายเส้นทางชีวิตที่กำลังสดชื่นของตนเองให้ฟัง

ว่าตามจริงปีเตอร์ก็ทำถูก การจะกระตุ้นเร้าให้คนพ้นจากความเศร้าก็คือต้องเล่าตัวอย่างดีๆ ให้เป็นตัวแบบเดินตามเป็นกำลังใจว่าสักวันหนึ่งคุณก็ต้องทำได้ แต่ก่อนจะพูดถึงขั้นนั้นเราต้องแสดงความเข้าใจต่ออีกฝ่ายก่อน เขาถึงจะคล้อยตามยอมฟังเรา

ถ้าเราไม่ได้สื่อความหมายว่าอยู่ด้วยตรงนั้นกับเขา เขาก็ย่อมตามเราไม่ทัน ขนาดกำกับหนังยังต้องมีเกริ่นมีเล่าก่อนเพื่อความเข้าใจเลย ถ้าจู่ๆ โพล่งไคลแม็กซ์ขึ้นมาคนดูคงไม่รู้เรื่อง เช่นกัน ปีเตอร์ข้ามช็อต ไม่แสดงความเข้าใจ ดันพูดเชิงให้กำลังใจทันที มันเลยสื่อความหมายในเชิงว่าปีเตอร์กำลังได้ดี ส่วนแมรี่กำลังล้มเหลว อันเป็นการเพิ่มระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ

ก็เป็นกำไรคิดสำหรับคู่รักหลายรายที่พยายามให้เวลาคนรักแล้ว แต่ก็เหมือนยังไม่พอ เพราะเราอาจให้เวลาจริง แต่เราไม่ได้ให้ความรู้สึกดีๆ ไม่ได้เยียวยาใจเขาด้วยการมอบกำลังใจของเราให้

นอกจากนี้การที่ปีเตอร์เอาแต่ชมแมรี่ เจนว่าแสดงดีแล้ว ไม่มีอะไรให้ติ ในมุมหนึ่งอาจเป็นการให้กำลังใจคนรัก แต่การที่เราไม่สะท้อนจุดด้อยของเขา ไม่ช่วยชี้จุดอ่อนเพื่อให้เขาอุดจุดอ่อนนั้น มันกลับเป็นการทำร้ายเขาทางอ้อม เพราะในเมื่อมันเป็นจุดอ่อนจริง สักวันหนึ่งมันก็ต้องออกฤทธิ์ และต้องมีคนเห็น ทีนี้เมื่อวันนั้นมาถึงความรู้สึกของคนรักย่อมแย่อย่างหนัก เนื่องจากเรามัวแต่อวยตลอดว่า “ดีแล้วๆ” จนเขาหรือเธออาจจะเชื่อว่าตัวเองทำดีจริงๆ แต่พอคนอื่นมาบอกความจริง ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะผิดหวัง และอาจจะหันมาโกรธเราด้วยว่าทำไมถึงไม่ยอมเตือนกันตั้งแต่แรก

แง่คิดเรื่องชีวิตมีแล้ว แง่คิดอื่นยังมีอีกเพียบ โดยเฉพาะจุดที่ผมทึ่ง คือหนังสามารถสอดแทรกข้อคิดสำคัญประจำภาคผ่านตัวละครร้ายทั้งหลายนี้

maxresdefault

ภาคแรกหนังมากับสโลแกนเด็ด “พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง” ภาคสองก็สานต่อประเด็นที่ว่า เสริมด้วย “ความเสียสละและความเป็นฮีโร่ที่อยู่ในใจคนทุกคน” ส่วนภาคนี้ปิดไตรภาคแรกด้วย “ชีวิตคือทางเลือก และเรานั้นคือผู็เลือก”

ถ้าดูกันให้ดีจะพบว่าหนังโยงใย ทุกตัวละครเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องทางเลือกทั้งสิ้น ตั้งแต่ Sandman ที่หนังปูไว้แต่แรกว่าไม่ใช่คนร้ายระดับเหี้ยมจน ม ม้าวิ่งหนี ซึ่งแตกต่างกับในการ์ตูนพอสมควร อันนั้นมันร้ายแบบไม่น่าอภัย ส่วนฉบับหนังมีปูมหลังว่าเป็นคนรักลูก ทำอะไรหลายอย่างก็เพื่อลูก แต่การที่ชีวิตไปมาตกที่นั่งนี้ก็เพราะทางเลือกที่ตัวเองคิดอย่างสั้นๆ พอไม่มีเงินก็หาเงินอย่างง่ายๆ ปล้นเขากิน ซึ่งก็ชวนให้คิดครับว่าถ้าเขาเลือกกลับใจแล้วทำอาชีพอื่น ป่านนี้เขาอาจมีหนทางทำเงินที่ดี และได้อยู่กับลูกแบบสุขีไปแล้วก็ได้

ตัวแฮร์รี่เองก็เช่นกัน การที่เขาโดนความแค้นบดบังจนหูอื้อตาลาย (คล้ายกับสไปดี้ที่โดนทั้งความแค้นและโดนของดำเข้าครอบงำ) แต่ในที่สุดเขาก็เลือกได้ว่าจะเดินบนเส้นทางไหน

แต่รายที่เลือกด้วยอารมณ์จนก่อหายนะมหาศาลก็คือ เอ็ดดี้ ที่บทหนังค่อนข้างฉลาดในการปูบทให้เขาคนนี้เป็นชายเห็นแก่ตัว กะล่อนนิดๆ และไม่ค่อยมีสติคิดหน้าคิดหลัง ทำให้เราเชื่อได้ไม่ยากกับการตัดสินใจร้ายๆ ในช่วงครึ่งหลัง แม้แต่นาทีสุดท้ายพี่แกก็ยังเลือกโดยขาดสติ เอาแต่อารมณ์และเห็นแก่ตัวอีกเช่นเดิม

ตัวละครในเรื่องจึงเหมือนนิทานก่อนนอนที่เอามาสอนเราได้ ว่าเราจะเลือกทางเดินไหน และนิทานชีวิตของแต่ละตัวละครนั้นสอนเราว่าอะไร

แต่ไปๆ มาๆ ผมชอบเกวน สเตซี่ สาวผมทองในภาคนี้ในประเด็น “การเลือก” ของเธอครับ อย่างตอนที่ปีเตอร์ควงเธอมาประชดแมรี่ เจน เมื่อเธอรู้ว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นแค่เครื่องมืดเท่านั้น เธอรีบเลือกที่จะแก้ไขสิ่งผิดโดยการขอโทษและนำพาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นทันที

ตัวละครนี้โผล่น้อย แต่ได้สาระชวนคิดกลับไปเต็มๆ ชวนให้ย้อนมองตัวเราว่าถ้าถึงจุดที่เรารู้ตัวว่ากำลังทำผิด เราจะแก้ไขได้เร็วแค่ไหน และเราจะยอมรับในความผิดนั้นได้แบบยืดอกหรือไม่

นอกจากนี้หนังยังสอดแทรกประเด็น “ด้านดีและด้านมืดมีในตัวทุกคน” เอาไว้ในตัวละครสมทบอย่างเจ้าของห้องเช่า มิสเตอร์ดิชโควิท (Elya Baskin) ที่ภาคก่อนเราจะเห็นพี่ท่านทวงค่าเช่าปีเตอร์ตลอดจนอดรำคาญไม่ได้ แต่พอมาภาคนี้เมื่อเขาเห็นว่าปีเตอร์เปลี่ยนไป กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ เขากลับหันมาช่วยเหลือปีเตอร์และเตือนสติว่าเขาควรทำอะไรต่อไป เพื่อนำพาตัวเองออกจากปัญหาที่เผชิญอยู่

ถือเป็นการแทรกมุมมองของ Raimi ว่าคนเราก็ไม่ได้เห็นแก่ตัวหรือทำตัวแย่ทุกนาทีหรอก เรียกว่าพี่ท่านก็คล้ายๆ กับ Christopher Nolan ที่ยังสร้างหนังแบบ “แอบศรัทธาและมีความหวังในตัวมนุษย์” ออกมาอยู่เรื่อยๆ

ประเด็นแทรกแบบเบาๆ ก็ยังมีตามเคย เริ่มจากฉากน่ารักๆ ตอนที่เกวน สเตซี่ออกมากล่าวขอบคุณสไปดี้ที่ช่วยตนไว้ พร้อมทั้งมีการจูบขอบคุณต่อหน้าประชาชนที่มามุงดู ก็มีเด็กน้อยพูดออกมาว่า “ไม่เอา อย่าทำนะสไปเดอร์แมน มันไม่ดี” ในขณะที่ผู้ใหญ่มุงเกือบทั้งแถบส่งเสียงกรี๊ดเชียร์กันเป็นแถบแถว ขนาดสไปดี้ของเรายังบอกเลยว่า ฉากแบบนี้คนชอบ

อารมณ์ขันเสียดสีแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ที่คนดู Spider-Man แบบตั้งใจสามารถหยิบมาคิดได้เสมอ อย่างฉากที่ว่าก็เหมือน Raimi จะเป็นตัวแทนผู้ชมรุ่นเยาว์ออกมาสื่อว่าฉากแบบนี้เราชอบป่าวประกาศว่ามันไม่ดี ไม่เหมาะกับเด็กๆ แต่เอาเข้าจริงหนังมากมายกลับพยายามขายฉากที่ว่าเพื่อประโยชน์ทางการค้า ขายเนื้อหนังเพื่อเรียกคนให้มาชม ไที่พูดเสียดิบดีว่าไม่อยากให้เด็กรับรู้เรื่องนี้ก่อนวัยอันควร ไม่รู้ไปเก็บไว้ซอกหลืบไหนของสมอง ตอนสั่งการให้มีการถ่ายฉากแบบนี้ออกมา

แม้นี่จะเป็นหนังเมืองลุงแซม แต่ประเด็นที่ Raimi กัด โดนทุกชาติทุกภาษา

สรุปได้ว่า Spider-Man 3 นี้สนุก แต่ยังไม่สุด เพราะเครื่องเยอะไปหน่อย แต่ก็เพราะมันเยอะที่เครื่องไม่ได้เยอะที่น้ำนี่แหละ เลยทำให้หักกลบลบแล้ว ภาคนี้ก็ยังคงดูได้ไม่ผิดหวัง (ถ้าไม่หวังเยอะเกินไปน่ะนะครับ)

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements